Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์”

30. อัศจรรย์การทวีขนมปังครั้งแรก ( มก 6:34-44 )
 6 34เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือ ทรงแลเห็นประชาชนจำนวนมากก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหล่านั้นเป็นดังฝูงแกะไม่มีคนเลี้ยง พระองค์จึงทรงเริ่มสั่งสอนเขาหลายเรื่อง 35เนื่องจากเป็นเวลาเย็นมากแล้ว บรรดาศิษย์จึงเข้ามาเฝ้าพระองค์ ทูลว่า “สถานที่นี้เป็นที่เปลี่ยวและเป็นเวลาเย็นมากแล้ว   36ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนไปซื้ออาหารกินตามชนบทและตามหมู่บ้านรอบๆ นี้เถิด”  37พระองค์ตรัสตอบว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” บรรดาศิษย์จึงทูลถามว่า “พวกเราจะต้องไปซื้ออาหารสักสองร้อยเหรียญมาให้เขากินหรือ” 38พระองค์ตรัสว่า “ท่านมีขนมปังกี่ก้อน ไปดูซิ” บรรดาศิษย์ไปดูแล้วกลับมารายงานว่า “มีขนมปังอยู่ห้าก้อนกับปลาสองตัว”


    39พระองค์จึงทรงสั่งให้ทุกคนนั่งลงเป็นกลุ่มๆ ตามพื้นหญ้าสีเขียว 40เขาก็นั่งลงเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละหนึ่งร้อยคนบ้าง ห้าสิบคนบ้าง 41พระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า แล้วทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกจ่ายให้กับประชาชน ทั้งยังทรงแบ่งปลาสองตัวแจกจ่ายให้ทุกคนด้วย 42ทุกคนได้กินจนอิ่ม   43แล้วยังเก็บเศษขนมปังและปลาที่เหลือได้ถึงสิบสองกระบุงเต็ม 44จำนวนคนที่กินขนมปังครั้งนั้นมีผู้ชายถึงห้าพันคน

a)    อธิบายความหมาย
ข้อความนี้เล่าเรื่องต่อจากข้อความใน 6:30-33 เมื่อบรรดาอัครสาวกกลับมาเฝ้าพระเยซูเจ้าและทูลรายงานให้ทรงทราบถึงความสำเร็จที่เขาได้ประสบในการประกาศข่าวดี อัศจรรย์เรื่องพระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังเป็นเรื่องที่พระวรสารทั้งสี่ฉบับได้บันทึกไว้ อย่างไรก็ตาม พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโกเล่าเรื่องนี้อย่างมีชีวิตชีวาวาและให้รายละเอียดต่าง ๆ มากกว่าพระวรสารเล่มอื่น

- เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือ แม้นักบุญมาระโกเคยเล่าว่า พระเยซูเจ้าทรงบัญชาให้บรรดาอัครสาวกลงเรือพร้อมกับพระองค์ไปยังที่สงัดอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบกาลิลีเพื่ออยู่ตามลำพัง แต่ในที่นี้นักบุญมาระโกเล่าว่า พระเยซูเจ้าเพียงพระองค์เดียวเสด็จขึ้นจากเรือ เขาจึงต้องการเน้นว่าพระเยซูเจ้าทรงมีบทบาทพิเศษในเหตุการณ์ต่อไปนี้ นักบุญมาระโกจะกล่าวถึงบรรดาอัครสาวกในภายหลัง เขาอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอนแต่ถอยไปอยู่เบื้องหลัง

- ทรงแลเห็นประชาชนจำนวนมากก็ทรงสงสาร สำนวน “ทรงสงสาร” เราพบในกรณีอื่น ๆ โดยเฉพาะก่อนที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำอัศจรรย์ เช่น มก 1:41; 8:6; เทียบ มธ 20:34; ลก 7:13 น่าสังเกตว่า พระเยซูเจ้าไม่ทรงผิดหวังหรือกริ้วที่ถูกเปลี่ยนแปลงโครงการ เพราะจุดประสงค์ของพระองค์คือทรงอยู่ตามลำพังกับบรรดาอัครสาวก แต่เมื่อทรงเห็นประชาชนที่รอคอยเพื่อจะพบพระองค์ก็ทรงสงสารเขา การสงสารของพระเยซูเจ้าในพระวรสารมักจะเน้นว่า พระองค์ทรงเปิดเผยความเมตตากรุณา ความรักและความซื่อสัตย์ของพระเจ้า

- เพราะเขาเหล่านั้นเป็นดังฝูงแกะไม่มีคนเลี้ยง เราพบคำเปรียบเทียบนี้บ่อย ๆ ในหนังสือพันธสัญญาเดิม เช่น  กดว 27:17; 1 พกษ 22:17; อสค 34:5; ยรม 12:25; ศคย 10:12; 13:7; ยดธ 11:15 ซึ่งอธิบายอย่างชัดเจนว่าเมื่อประชากรอิสราเอลไม่มีผู้นำ เขารู้สึกสับสนวุ่นวาย และปรารถนาที่จะมีบุคคลหนึ่งผู้ให้การอบรมสั่งสอนเขา พระเยซูเจ้าทรงสังเกตเห็นว่า บุคคลที่มาจากทั่วแคว้นต่างๆ อยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาจึงพร้อมที่จะฟังคำสั่งสอนเรื่องความสัมพันธ์กับพระเจ้า และทรงทราบว่า เวลานั้น เขายังไม่ได้พบคำสั่งสอนนี้จากผู้นำทางศาสนายูดาย พระองค์จึงทรงสงสารและเริ่มสั่งสอนเขา

- พระองค์จึงทรงเริ่มสั่งสอนเขาหลายเรื่อง ในที่นี้ เช่นเดียวกับในเหตุการณ์อื่น ๆ นักบุญมาระโกไม่บันทึกว่าพระองค์ทรงสั่งสอนเรื่องอะไร เราจึงไม่รู้เนื้อหาที่ทรงสั่งสอนจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่จะรู้ได้จากเหตุการณ์ทั้งหมดในพระวรสาร นักบุญมาระโกต้องการเน้นความสำคัญของการสั่งสอน()ต้องอยู่เหนือกว่าความต้องการอาหารฝ่ายร่างกาย พระเยซูเจ้าประทานอาหารสำหรับสติปัญญาและจิตใจก่อน แล้วจึงทรงให้อาหารเลี้ยงร่างกาย

- เนื่องจากเป็นเวลาเย็นมากแล้ว บรรดาศิษย์จึงเข้ามาเฝ้าพระองค์ บรรดาศิษย์เริ่มมีบทบาทอีกครั้งหนึ่ง การที่เขามาทูลพระองค์คงจะแสดงว่าเขาต้องการอยู่กับพระเยซูเจ้าตามลำพังดังที่พระเยซูเจ้าทรงพระประสงค์ จึงเสนอให้พระองค์ทรงส่งประชาชนกลับบ้าน นี่เป็นแรงบันดาลใจที่เขามาทูลพระเยซูเจ้าต่อไปว่า

- “สถานที่นี้เป็นที่เปลี่ยวและเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนไปซื้ออาหารกินตามชนบทและตามหมู่บ้านรอบๆ นี้เถิด” เราต้องเข้าใจว่า ถ้าพระเยซูเจ้ากับบรรดาสาวกอยู่ในที่เปลี่ยวห่างไกลจากศูนย์การค้าในหมู่บ้าน ประชาชนคงประสบความยากลำบากในการเดินทางไปซื้อสิ่งของ จึงต้องอนุญาตให้ไปซื้อสิ่งของก่อนที่จะดึก