Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“จงมีความเชื่อในพระเจ้าเถิด”

59. ต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉา ความเชื่อ และการอธิษฐานภาวนา (2)
b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน    
         1. พระเยซูเจ้าทรงเชิญชวนบรรดาศิษย์ว่า "จงมีความเชื่อในพระเจ้าเถิด" ประโยคสั้น ๆ นี้มีความหมายมาก บรรดาศิษย์ต้องมั่นใจว่า ความเชื่อคืออะไรและพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด ความเชื่อของบรรดาศิษย์ต้องสอดคล้องมากที่สุดกับพระบุคคลที่เขาเชื่อ เขาต้องมีพระเจ้าอยู่ต่อหน้าของตนเสมอ คือพระเจ้ายิ่งใหญ่ผู้ทรงมีความรักและทรงพลานุภาพอย่างไร้ขอบเขต

พระเจ้าผู้ทรงเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่งทุกอย่าง ทรงมีอำนาจอย่างไร้ขีดจำกัด ทรงเข้าถึงและมองเห็นทุกสิ่ง ทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่ทรงมีข้อจำกัดใด ๆ ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ทรงกระทำไม่ได้ ดังนั้น พระเจ้าที่คริสตชนเข้าใจต้องเป็นพระบุคคลผู้ทรงชีวิตและอยู่ต่อหน้าเขาเสมอ ไม่เป็นเพียงความคิด แต่ต้องเป็นบุคคลที่ใจมนุษย์หันหาในการอธิษฐานภาวนา
         2. คริสตชนต้องมีความไว้วางใจแท้จริงในพระเจ้า ไม่ใช่เพียงความรู้สึกเลื่อนลอยและไม่มีความชัดเจน เขาต้องไว้ใจในพระองค์อย่างไร้เงื่อนไขและไร้ขอบเขต โดยไม่หวาดกลัวสิ่งใดและมีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ว่าเขาประสบความดีหรือความชั่วร้าย ไม่ว่าในชีวิตหรือในความตาย คริสตชนต้องไว้ใจพระอานุภาพและความรักของพระองค์ในทุกสถานการณ์ เขาจะไม่เรียกร้องสิ่งใดจากพระองค์ และไม่สงสัยในพระองค์เลย สิ่งที่เหมาะสมสำหรับพระเจ้าคือความไว้วางใจโดยสิ้นเชิง พระเยซูเจ้าจึงตรัสถึงท่าทีพื้นฐานที่บรรดาศิษย์ต้องมีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นท่าทีของผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์โดยปราศจากเงื่อนไข เราไม่สามารถปฏิบัติตามคำเชื้อเชิญของพระองค์ที่ว่า "จงมีความเชื่อในพระเจ้าเถิด" ได้ทั้งหมดในครั้งเดียว แต่เป็นภารกิจที่เราจะต้องปฏิบัติทุกวัน และเป็นจุดมุ่งหมายถาวรของชีวิต อย่างไรก็ตาม เราต้องรู้ตั้งแต่แรกว่า การดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายนี้เรียกร้องสิ่งใด

          3. เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสอนเราให้สั่งภูเขาลูกหนึ่ง ยกตัวขึ้นและทิ้งตัวลงไปในทะเล พระองค์ประทานตัวอย่างของความเชื่อที่ไม่มีขอบเขต นักบุญเปาโลก็อ้างคำพังเพยเดียวกันนี้เกี่ยวกับความเชื่อที่สามารถโยกย้ายภูเขา (เทียบ 1 คร 32:2) ในกรณีทั้งสองนี้ ไม่มีจุดประสงค์เพื่อสอนให้เรากระทำกิจการน่าประหลาดใจ แต่เป็นอุปมาเพื่อสอนเราว่า อย่าวางขอบเขตพระอานุภาพของพระเจ้าตามความคาดหวังของเรา ตรงกันข้าม เราต้องเอาจริงเอาจังต่อพระเจ้าในฐานะทรงเป็นพระผู้สร้างและทรงเป็นเจ้าของจักรวาล พระองค์ทรงสร้างทุกอย่าง แม้ภูเขาสูงที่สุด ทุกอย่างล้วนมาจากพระอานุภาพสร้างสรรค์ของพระเจ้าฉันใด ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ขึ้นต่อพระอานุภาพของพระองค์ฉันนั้น

            4. การรับรู้พระอานุภาพไร้ขอบเขตของพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อแท้จริงของพระองค์ แต่ความจริงนี้ไม่หมายความว่า พระเจ้าจะต้องทรงปฏิบัติทุกอย่างที่เราคิดว่าพระองค์ทรงทำได้ และเราวอนขอพระองค์ให้ทรงกระทำเช่นนั้น คำอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้าในสวนเกทเสมนี (เทียบ มก14: 36ฯ) เป็นตัวอย่างของการแสดงความเชื่อของพระเยซูเจ้าถึงพระอานุภาพไร้ขอบเขตของพระบิดา “อับบา พระบิดาเจ้าข้า พระองค์ทรงทำทุกสิ่งได้” แต่พระเยซูเจ้าทรงปล่อยให้พระบิดาเจ้าทรงกำหนดว่าจะทรงใช้พระอานุภาพอย่างไร “โปรดทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพเจ้าเถิด อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า แต่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด” นี่เป็นความเชื่อแท้จริงในพระเจ้า ซึ่งแสดงออกไม่เพียงในการยอมรับพระอานุภาพไร้ขอบเขตของพระองค์เท่านั้น แต่ยังแสดงความไว้วางใจในความไร้ขอบเขตของพระองค์ ผู้จะทรงกระทำสิ่งที่ถูกต้องสำหรับเรา

          5. พระเยซูเจ้ายังทรงสอนเราเกี่ยวกับการอธิษฐานภาวนาว่า “ขณะที่ท่านยืนอธิษฐานภาวนา ถ้าท่านมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใด จงให้อภัยด้วย” ใจของบรรดาศิษย์ต้องเป็นอิสระอย่างเต็มเปี่ยม เราต้องอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคนในทุกแง่ทุกมุม ใจที่สงบสุขคือใจที่ไม่ยอมแข็งกระด้างเพราะได้รับความผิดหรือมีอคติเท่านั้นที่สามารถหันไปหาพระเจ้าในการอธิษฐานภาวนาอย่างถูกต้อง พระเยซูเจ้ายังทรงเน้นความหมายของการให้อภัยในโอกาสอื่น ๆ อีกด้วย เช่น นักบุญมัทธิวบันทึกพระวรสารที่ทำให้พระเยซูเจ้าทรงย้ำความสำคัญของการให้อภัยเมื่อทรงสั่งสอน “บทภาวนาข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย (เทียบ มธ 18:21-35 ) ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าจะถูกบดบังอย่างต่อเนื่องจากข้อบกพร่องของเรา แต่ถ้าเราหันหาพระองค์และวอนขอความช่วยเหลือ พระเจ้าจะพอพระทัยให้อภัยและโปรดปรานฟังเรา เพียงในกรณีที่เราให้อภัยพี่น้องของเราก่อน ดังนั้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเรากับพระเจ้าขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเรากับบรรดาพี่น้อง

             6. ยิ่งกว่านั้น มนุษย์แต่ละคนมีใจดวงเดียว ถ้าใจของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความไม่พอใจ ความโกรธแค้น เราจะไม่สามารถให้อภัยผู้อื่นได้ ถ้าเราเรียกร้องความครบครันจากผู้อื่นโดยไม่ยอมรับความอ่อนแอของตน ใจของเขาจะเปิดรับพระเจ้าอย่างถูกต้องไม่ได้ พระเจ้าเป็นพระบิดาผู้พระทัยดี และทรงสรรพานุภาพสำหรับมนุษย์ทุกคน เราจะวอนขอพระองค์ให้เป็นพระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ได้ ถ้าเราไม่ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของมนุษย์ทุกคน ถ้าเราปฏิเสธไม่ยอมรับบุตรอื่น ๆ ของพระองค์ ถ้าใจของเราแข็งกระด้างและปิดกั้นไม่ยอมรับผู้อื่น ก็แสดงว่าเราไม่ยอมรับว่าพระองค์เป็นพระบิดาของเขาอีกด้วย และเขาควรจะได้รับความรักจากพระองค์เช่นเดียวกับเรา ดังนั้น ใจอิสระที่ไม่แข็งกระด้างเท่านั้นสามารถหันหาพระเจ้าด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยม