Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าให้ใครได้กินผลของเจ้าอีกเลย”

58. พระเยซูเจ้าทรงขับไล่บรรดาพ่อค้าออกจากพระวิหาร (2)
b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
1. พระเยซูเจ้าทรงขับไล่พ่อค้าออกจากพระวิหาร เพื่อยกเลิกการซื้อขายสัตว์ที่ใช้เป็นเครื่องบูชา เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนจะทดแทนเครื่องบูชาต่าง ๆ ในพันธสัญญาเดิมการถวายบูชาของพระองค์เป็นการแสดงความรักที่ให้เปล่า พระองค์จึงทรงลบล้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าแบบธุรกิจซื้อขาย คือมนุษย์ถวายคารวกิจแด่พระองค์และพระองค์ทรงช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นเป็นการตอบแทบ ธุรกิจเช่นนี้เป็นเหมือนการกระทำกิจการดีเพื่อซื้อพระเจ้า

โดยแท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงรักเราในฐานะบุตรไม่ใช่แบบการใช้หนี้ เป็นพระหรรษทาน เป็นการให้เปล่า เราจะบรรลุความรอดพ้น ไม่ใช่เพราะกิจการของตน แต่เพราะพระองค์ทรงรักเรา พระเยซูเจ้าทรงแสดงความจริงนี้โดยทรงยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อประทานชีวิตแก่ผู้ที่ประหารชีวิตพระองค์ ทุกวันนี้ แม้คริสตชนบางคนยังมีภาพลักษณ์ของพระเจ้าเช่นนี้ เขามีความสัมพันธ์กับพระองค์เพราะความกลัวและคิดว่าถ้าตนประพฤติดีก็จะได้รับบางสิ่งบางอย่างจากพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นพระพรหรือผลประโยชน์ แต่มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อตอบสนองความรักของพระเจ้า มีความสัมพันธ์แห่งความรักกับพระองค์แบบลูกกับพ่อ เขาจะเป็นผู้ใหญ่ก็ต่อเมื่อสามารถรักแบบให้เปล่าเช่นเดียวกับพระองค์

2. พระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มตั้งอยู่กลางเมือง ถ้าผู้ใดต้องการเดินทางจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่งของเมือง เขาอาจจะเข้าไปในบริเวณพระวิหารพร้อมกับวัวทางประตูหนึ่งและออกจากอีกทางประตูหนึ่ง ดังนั้น เขาใช้พระวิหารเป็นเส้นทางลัดเพื่อไปอีกฟากหนึ่งของเมือง การกระทำเช่นนี้ชวนให้คิดว่า บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าเป็นเหมือนเส้นทางลัด คือเราใช้พระเจ้าเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของเราและพระองค์ไม่ทรงเป็นจุดหมายปลายทางของเราอีกต่อไป พูดอีกนัยหนึ่ง เรารู้ว่าพระเจ้าทรงรักเรา จึงทรงรับใช้เรา แต่เราเองไม่รักพระองค์เท่าที่ควร เพราะเราไม่ยอมรับใช้พระองค์ เราประพฤติตนเหมือนลูกที่ใช้พ่อเพราะคิดว่า “พ่อรักฉันมาก” แต่เขาเองไม่รักพ่อ โดยแท้จริงแล้ว เราควรเข้าใจว่าจะเป็นอิสระและเป็นตัวของตนเอง ไม่ใช่เมื่อเราใช้พระเจ้าเพื่อประโยชน์ของตน แต่เมื่อเราประพฤติตนเหมือนกับพระเจ้า คือรู้จักรักโดยไม่หวังผลตอบแทน ในเวลานั้น เราก็จะได้ผลแท้จริง พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน โดยไม่หวังผลตอบแทน ทรงยอมสละพระชนมชีพ ไม่ได้เป็นเส้นทางลัดเพื่อบรรลุผลสำเร็จ แต่ทรงรักพระบิดาอย่างอิสระไม่หวังผลตอบแทน โดยทรงมอบพระชนมชีพ พระเยซูเจ้าเสด็จมาในโลกนี้เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่นี้กับพระเจ้า หมายถึงความรักซึ่งกันและกันนั่นเอง

3. พระเยซูเจ้าตรัสว่า “บ้านของเราเป็นบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ” การอธิษฐานภาวนาหมายถึงความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า ซึ่งสร้างความสนิทสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทุกคน เพราะพระเจ้าเป็นพระบิดาและเราทุกคนเป็นพี่น้องกัน พระวิหารมีอยู่เพื่อการนี้ คือเพื่อเราจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาเจ้าและกับมนุษย์ทุกคน แต่เราได้ทำให้พระวิหารเป็นซ่องโจร โจรคนแรกคืออาดัมที่ต้องการขโมยความเท่าเทียมกับพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าประทานให้อยู่แล้ว เราอาจจะทำเช่นเดียวกันด้วยคือ ชีวิตทั้งหมดของเราซึ่งเป็นของประทานจากพระเจ้า เพื่อเราจะรู้รักและมอบให้แก่ผู้อื่น แต่เรากลับยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ทำให้เป็นซ่องโจร ในแง่นี้ ภาพของพระวิหารสอดคล้องกับภาพของต้นมะเดื่อเทศในข้อความก่อนหน้านี้ บนต้นมะเดื่อเทศไม่มีผล มีแต่ใบฉันใด ในพระวิหารที่ไม่มีการอธิษฐานภาวนา ไม่มีความสนิทสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ก็กลายเป็นตลาดใหญ่ฉันนั้น ผู้ที่ดำเนินชีวิตเห็นแก่ตัว ไม่ว่าในความสัมพันธ์ต่อพระเจ้าหรือกับเพื่อนพี่น้อง ก็ไม่เกิดผลใด ๆ เลย

4. คริสตชนถูกประจญให้ห่วงทรัพย์สินเงินทองและคำนึงถึงผลกำไรอยู่เสมอ เขาอาจไม่ได้ไปขายสิ่งของภายในวัดก็จริง แต่ก็มีอันตรายที่จะทำให้ทรัพย์สินเงินทองและผลกำไรครอบครองจิตใจของตนได้ เพราะเขารักการซื้อขายเช่นนี้มากจนไม่มีเวลาอธิษฐานภาวนาแด่พระเจ้าผู้ซึ่งเราซื้อขายไม่ได้ ธุรกิจครอบงำจิตใจมนุษย์เพราะต้องต่อสู้กับคู่แข่ง รีบเร่งคำนึงถึงผลกำไร และหาวิธีนานัปการเพื่อทวีจำนวนลูกค้า พระเยซูเจ้าทรงต่อต้านความโน้มเอียงเช่นนี้อย่างรุนแรง ทรงใช้เชือกเป็นแส้ทรงขับไล่การทำธุรกิจเช่นนี้ออกจากพระวิหาร ทรงขับไล่ทรัพย์สินเงินทองออกจากศาสนา