Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“นี่มันเรื่องอะไร เป็นคำสั่งสอนแบบใหม่ที่มีอำนาจ”

7. พระเยซูเจ้าทรงเริ่มประกอบพระภารกิจ (2)

1) พระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนในศาลาธรรมที่เมืองคาเปอรนาอุม
จุดประสงค์การชุมนุมในวันสับบาโตมี 3 ประการคือ
      1) เพื่ออธิษฐานภาวนาโดยขับร้องเพลงสดุดีบางบทสรรเสริญพระเจ้า
      2) เพื่อฟังพระวาจาของพระเจ้าตอนใดตอนหนึ่งจากหนังสือธรรมบัญญัติหรือหนังสือประกาศก โดยมีผู้อ่านและแปลความจากภาษาฮีบรูเป็นภาษาอาราเมอิก เพราะชาวยิวโดยทั่วไปตั้งแต่กลับจากการเนรเทศที่กรุงบาบิโลนก็ไม่เข้าใจภาษาฮีบรูอีกแล้ว
      3) เพื่อฟังคำอธิบายของบทอ่านจากผู้ที่มีคุณสมบัติ ที่ใดไม่มีธรรมาจารย์ประจำ หัวหน้าศาลาธรรมจะเชิญผู้มีความรู้มาอธิบายความหมายของบทอ่าน ผู้รับเชิญอาจเป็นผู้อาศัยในหมู่บ้านนั้นหรือเป็นผู้เดินทางสัญจรที่ผ่านมาพอดี เช่น กรณีของพระเยซูเจ้า พระองค์จึง “ทรงเริ่มสั่งสอน”


           น่าสังเกตว่า ในที่นี้ นักบุญมาระโกไม่ได้บันทึกเนื้อหาคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า แต่เล่าเพียงปฏิกิริยาของผู้ฟัง เพราะสำหรับนักบุญมาระโกข่าวดีอันดับแรกที่ต้องประกาศไม่ใช่คำสอน ของพระเยซูเจ้า แต่เป็นพระบุคคลของพระอาจารย์ เรื่องราวทั้งหมดที่บันทึกในพระวรสารมีศูนย์กลางในพระเยซูเจ้าผู้ทรงแสดงอำนาจในการสั่งสอนและพลังในการทำอัศจรรย์ นักบุญมาระโกต้องการบอกผู้อ่านพระวรสารว่า เหตุผลที่ต้องยอมรับคำสอนของพระองค์ก็ไม่อยู่ในเนื้อหาที่น่าประทับใจโดยไม่คำนึงถึงพระบุคคลของพระเยซูเจ้า แต่ต้องยอมรับคำสอนข้อใดข้อหนึ่งเพราะเป็นคำสอนที่มาจากพระเยซูเจ้า ไม่ใช่เพราะตัดสินว่าคำสอนนั้นน่าเชื่อถือ คำสอนทั้งหมดของพระเยซูเจ้าขึ้นกับว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด และทรงมีอำนาจใด

            อีกลักษณะหนึ่งของพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโกคือ การบันทึกปฏิกิริยาของประชาชนที่พบกับพระเยซูเจ้า เพราะนักบุญมาระโกไม่สนใจเพียงพระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่สนใจปฏิกิริยาของประชาชนที่ได้ฟังและได้เห็นการกระทำของพระเยซูเจ้า เขาทั้งหลายอาจรู้สึกกลัว โกรธ ตื่นตัว ชื่นชอบ ประหลาดใจ ฯลฯ ในกรณีนี้นักบุญมาระโกบันทึกว่า  “คำสั่งสอนของพระองค์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์” ประชาชนเข้าใจทันทีว่าวิธีสอนของพระองค์เป็นวิธีใหม่ ไม่เหมือนวิธีของบรรดาธรรมาจารย์ผู้มีหน้าที่ 3 ประการคือ

           1) ต้องสอนกฏเกณฑ์สำคัญของธรรมบัญญัติด้านจริยธรรม เขาพยายามดึงกฏเกณฑ์และข้อกำหนดมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้สำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ ของชีวิตออกมาจากหนังสือพระคัมภีร์  หน้าที่นี้ไม่มีสิ้นสุดเพราะสถานการณ์ชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น บรรดาธรรมาจารย์ไม่สอนเพียงกฏเกณฑ์ข้อใหญ่ ๆ เท่านั้น  แต่ยังสอนข้อกำหนดและกฏระเบียบปลีกย่อยอีกมากมาย

           2) ต้องถ่ายทอดคำสอนของธรรมบัญญัติและความรู้ที่ได้รับมาจากธรรมาจารย์รุ่นก่อน ๆ เกี่ยวกับกฏเกณฑ์และข้อกำหนดต่าง ๆ แก่ธรรมาจารย์รุ่นต่อไป ความรู้ที่ได้รับการพัฒนาเรื่อย ๆ นี้ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นธรรมประเพณีปากเปล่าซึ่งนักศึกษาผู้เตรียมตนเป็นธรรมาจารย์ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ

          3) ต้องตัดสินวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ที่มีผู้ร้องถามตามสถานการณ์ขณะนั้น ซึ่งหมายความว่าแต่ละกรณีเรียกร้องกฏเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใหม่

              พระเยซูเจ้าไม่ทรงสอนในศาลาธรรมเหมือนบรรดาธรรมาจารย์ เพราะทรงสอน “อย่างทรงอำนาจ” คือไม่ทรงอ้างความคิดของธรรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เพื่อให้คำพูดของพระองค์มีน้ำหนักยิ่งขึ้น แต่ทรงสั่งสอนโดยอิสระ ไม่ขึ้นกับธรรมประเพณีปากเปล่าของบรรดาธรรมาจารย์ หรือไม่ขึ้นกับผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์คนอื่น พระองค์ทรงทราบพระประสงค์ของพระเจ้าโดยพระองค์เองและทรงเป็นพระสุรเสียงของพระบิดา ประชาชนผู้ฟังคำเทศน์สอนเช่นนี้ก็รู้สึกว่า ตนอยู่ในบรรยากาศสดชื่นที่มาจากพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงสำแดงความมั่นใจในความจริงที่ทรงสอน ตรงกันข้ามกับบรรดาธรรมาจารย์ที่ต้องอ้างข้อคิดเห็นจากธรรมประเพณีปากเปล่าของธรรมาจารย์คนสำคัญ ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ผู้ฟังพระองค์เข้าใจทันทีว่า พระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจในพระองค์เอง เขาจึง “รู้สึกประทับใจอย่างมาก”