Get Adobe Flash player

Bible Diary 2020

biblediary2020

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

รำพึงพระวาจาประจำวัน โดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2016

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา 

กจ 13:13-25…..
13เปาโลและเพื่อนร่วมทางแล่นเรือจากเมืองปาโฟสถึงเมืองเปอร์กาในแคว้นปัมฟีเลีย ที่นี่ยอห์นแยกจากเขากลับไปกรุงเยรูซาเล็ม 14ส่วนคนอื่น ๆ เดินทางจากเมืองเปอร์กาต่อไปถึงเมืองอันทิโอกในแคว้นปิสีเดีย ครั้นถึงวันสับบาโตเขาเข้าไปนั่งในศาลาธรรม 15เมื่ออ่านธรรมบัญญัติและหนังสือประกาศกแล้ว บรรดาหัวหน้าศาลาธรรมก็ส่งคนไปเชิญ เปาโลและ บารนาบัสพูดว่า “พี่น้อง ถ้าท่านมีถ้อยคำเตือนใจ ประชาชน ก็จงพูดเถิด”


16เปาโลยืนขึ้น โบกมือ ให้คนทั้งหลายเงียบแล้วพูดว่า
“ชาวอิสราเอล และท่านทั้งหลายผู้ยำเกรงพระเจ้า จงฟังข้าพเจ้าเถิด 17พระเจ้าของประชาชนอิสราเอล นี้ทรงเลือกบรรพบุรุษของเรา และทรงยกย่องประชาชนขณะที่ยังอยู่ในประเทศอียิปต์ พระองค์ทรงสำแดงพระอานุภาพยิ่งใหญ่นำเขาออกจากแผ่นดินนั้น 18และเอาพระทัยใส่ดูแลเขาในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาประมาณสี่สิบปี 19แล้วพระองค์ทรงทำลายชนชาติเจ็ดชาติในแผ่นดินคานาอันและประทานแผ่นดินนั้นให้เขาเป็นมรดก 20เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาประมาณสี่ร้อยห้าสิบปี}

หลังจากนั้น พระเจ้าประทานผู้วินิจฉัยให้ปกครองเขา จนถึงประกาศกซามูเอล 21เมื่อประชาชนขอให้มีกษัตริย์ พระองค์ก็ประทานซาอูลบุตรของคิช จากตระกูลเบนยามิน ให้เป็นกษัตริย์ปกครองอยู่เป็นเวลาสี่สิบปี 22เมื่อทรงปลดกษัตริย์ซาอูลจากตำแหน่งแล้ว ก็ทรงแต่งตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์ปกครองประชากรอิสราเอล ดังที่มีคำยืนยันในพระคัมภีร์ว่า “เราพบดาวิดบุตรของเจสซี เขาเป็นคนที่เราพอใจ เขาจะทำตามความประสงค์ของเราทุกประการ” 23จากเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดนี้ พระเจ้าประทาน พระเยซูเจ้าเป็นผู้ช่วยอิสราเอลให้รอดพ้นตามพระสัญญา 24ยอห์นเตรียมรับเสด็จพระองค์ ประกาศพิธีล้างให้ประชาชนอิสราเอลทั้งปวง กลับใจ 25ขณะที่ยอห์นกำลังกระทำภารกิจของตนให้สำเร็จไป เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิได้เป็นอย่างที่ท่านทั้งหลายคิด แต่บัดนี้ มีผู้หนึ่งกำลังมาภายหลังข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่สมควรจะแก้สายรัดรองเท้าของเขา”

อรรถาธิบายและไตร่ตรอง
• “บรรดาหัวหน้าศาลาธรรมก็ส่งคนไปเชิญ เปาโลและ บารนาบัสพูดว่า “พี่น้อง ถ้าท่านมีถ้อยคำเตือนใจ ประชาชน ก็จงพูดเถิด””

• พระวาจาของพระเจ้าจากหนังสือกิจการวันนี้ เมื่อเปาโลมีโอกาสปราศรัยกับพี่น้องชาวยิวที่ศาลาธรรมของชาวยิวที่ห่างไกลจากเยรูซาเล็ม คือ ที่เมืองอันทิโอกแคว้นปิสีเดีย...
o ที่นั่น เปาโลมีโอกาสได้ไปเทศนาประกาศพระวรสาร และมีโอกาสได้รับเชิญให้ “เตือนใจ” ประชาชน ที่ศาลาธรรมเรียกร้องให้เปาโลได้ประกาศถ้อยคำเตือนใจ... และเปาโลก็ได้ยืนขึ้น ขอให้ทุกคนเงียบ และอะไรคือถ้อยคำเตือนใจ..
o พ่อนั่งอ่านและสนใจว่า อะไรหนอคือคำเตือนใจสำหรับพี่น้องชาวยิว “เชื้อสายยิว” แม้อยู่ไกลจากเยรูซาเล็ม อยู่ที่อันทิโอกในศาลาธรรม พวกชาวยิวยังคงเป็นยิว

• พวกเขารวมตัวกันในศาลาธรรม ทุกวันสับบาโต ที่สำคัญมาก พวกเขา “อ่าน หรือ ฟัง” เสียงของพระคัมภีร์ คือ “ธรรมบัญญัติ และหนังสือประกาศก”
o ธรรมบัญญัติ มีไว้เพื่อ ย้ำเตือนพระบัญญัติของพระเจ้า ที่ต้องท่องจำ ต้องจดจำ ต้องปฏิบัติ และดำเนินชีวิต
o ประกาศก เพื่อเตือนสอนพวกเขาให้สัตย์ซื่อในธรรมบัญญัติ และเสียงเรียกร้องให้รอคอยต่อไป รอคอยพระแมสซียาห์เสด็จมาด้วยความซื่อสัตย์ต่อพระบัญญัติของพระเจ้า

• ดังนั้น พระวาจาจากกิจการอัครสาวกวันนี้ทำให้เราเห็นว่า ชาวยิวยังคงซื่อสัตย์ต่อความเป็นประชากรของพระเจ้าจริงๆ... ข้อนี้สอนเราได้มากจริงๆ ว่าเราเอง คริสตชน
o เราได้ซื่อสัตย์ต่อพระบัญญัติพระเจ้า โดยเฉพาะบัญญัติแห่งความรักหรือไม่ และ
o เราได้ฟังเสียงของประกาศกแห่งยุคสมัยของเรา
o เราได้ฟังเสียงเรียกร้องตักเตือนเราให้ซื่อสัตย์ในความเป็นคริสตชนเพียงใด
o เราได้ยืนยันความสัตย์ซื่อในการดำเนินชีวิตฟังเสียงร้องของคนยากจน คนชายขอบสังคมจริงๆ ไหม

• จากพระคัมภีร์วันนี้ ที่เมืองอันทิโอก... เปาโลได้รับการขอร้องให้ “เตือนใจประชาชน” คำเตือนใจ... พ่อยากจะบอกกับพี่น้องว่าเป็นโอกาสเตือนจริงๆ และคำเตือนที่เปาโลได้เริ่มประกาศแก่ประชาชนในศาลาธรรม คือ “เตือนให้ย้อนมองประวัติศาสตร์แห่งความสัตย์ซื่อตลอดประวัติศาสตร์แห่งความรอด และประวัติศาสตร์และความรักของพระเจ้าต่อประชากรของพระองค์ นับจากอับราฮัมต่อเนื่องมา”

• นี่คิด น่าตระหนัก น่าทึ่งครับ...
o เปาโลได้ร่ายยาวประวัติศาสตร์แห่งความรอด ที่เป็นความทรงจำอยู่เสมอ และความทรงจำนี้ คือ “คำเตือนใจ”
o ที่น่าทึ่งครับ อ่านพระคัมภีร์วันนี้และจะได้ทบทวนประวัติศาสตร์ต่อไป ทบทวนคำสอนและคำตักเตือนเราต่อไป... คำถามไตร่ตรองจากพ่อคือ
o พี่น้องครับ เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์แห่งความรอดในพระคัมภีร์ดีๆไหมครับ
o พี่น้องเล่าเรื่องของอับราฮัมและลูกหลานได้อย่างดีๆไหม
o พี่น้องเล่าเรื่องโยเซฟในอียิปต์ได้อย่างดีๆไหม
o พี่น้องเล่าเรื่องโมเสส และเรื่องการเดินทางในถิ่นทุระกันดารได้จริงๆ มีความรู้และความรักต่อประสบการณ์ในทะเลทรายของประชากรของพระเจ้าดีจริงๆไหม
o พี่น้องรู้จักเรื่องราวของบรรดาผู้วินิจฉัยดีๆไหมครับ
o พี่น้องรู้จักเรื่องราวของกษัตริย์ของอิสราเอล ซาอูล ดาวิด ฯลฯ ดีๆไหม
o เปาโลรวบรัดเร็วมาก มาถึงพันธสัญญาใหม่ พี่น้องรู้จักเรื่องราวของพระเยซูเจ้า และพร้อมจะบอกเล่าเรื่องพระองค์ด้วยความประทับใจ ด้วยความรัก ทำให้เราไม่สามารถเก็บไว้คนเดียว แต่เราปรารถนาจะประกาศพระองค์จริงๆ ไหม
o เปาโลเล่ามาถึง ยอห์นบัปติส นำหน้าพระคริสตเจ้า พี่น้องรู้จักเรื่องราวของยอห์น ความงดงามของการเตรียมทางพระคริสตเจ้าจริงๆ ไหม

• พ่อเห็นว่า การที่เปาโลได้ประกาศในศาลาธรรม และได้เริ่มเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความรอดจากพันธสัญญาเดิม... จนถึงพันธสัญญาใหม่... ทั้งหมดที่เล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ โอกาส “ตักเตือน” จริงๆ
o พี่น้องครับ “ประสบการณ์ของความเป็นคริสตชนของเรา” ประสบการณ์และประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรของเรา คือ “การตักเตือนสอนเราให้มีกำลังใจดำเนินชีวิตอย่างดี”
o คำถามของพ่อคือเรารู้เราเข้าใจ เราจดจำ “ประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร” ได้อย่างดีๆไหมครับ
o ความจริงที่พ่อได้พบสำหรับพวกเราคริสตชนชาวไทย เราคนไทย เราอาจจะอ่อนในเรื่องประวัติศาสตร์ของเราเองมากๆ และอันที่จริงเรื่องประวัติศาสตร์นี้คนไทยเรามีความรู้จักน้อยเหลือเกิน....
o พี่น้องที่รัก สำหรับเราคริสตชน จะทำอย่างไรหนอให้เราเป็นเหมือนเปาโล และบรรดาอัครสาวก ที่รู้ “รากฐานแห่งความเชื่อ” ของเรา “รากแห่งประวัติศาสตร์และประสบการณ์ของพระคัมภีร์และพระศาสนจักรของเรา”
o พี่น้องเห็นด้วยกับพ่อไหมว่า เรามีความเชื่อ เราศรัทธา แต่เราอาจจะต้องเอาจริงมากขึ้นกับการเรียนรู้ความเชื่อของเรา ประวัติศาสตร์แห่งความรอดในพระคัมภีร์ของเรา และประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรของเรา...

• พ่อคิดว่า ตามที่เปาโลมีโอกาสตักเตือนประชาชนชาวยิวในศาลาธรรม เปาโลเริ่มที่ประวัติพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและต่อด้วยพันธสัญญาใหม่ทันที...
o พ่ออาจจะไม่มีอะไรเน้นมากวันนี้ แต่ที่เน้นวันนี้คือที่เราไม่ได้เน้นมากๆมาโดยตลอด คือ ความรู้ ความรักจริง ต่อพระคัมภีร์ ต่อประวัติศาสตร์แห่งความรอด และประวัติศาสตร์พระศาสนจักรของเรา

• พ่อคิดว่า ถึงเวลาจริงๆ เมื่ออ่านพระคัมภีร์วันนี้... พ่อขอสรุปเพียงประเด็นที่เราอาจจะละเลยมานานในบรรดาสมาชิกพระศาสนจักรของเรา พ่อขอให้เราได้รับการตักเตือนชีวิตด้วยการรู้จักชีวิตคริสตชนของเราจริงๆ รู้จักและรักพระคัมภีร์มากๆ ประวัติศาสตร์แห่งคามรอดสำคัญเหลือเกิน เราจำเป็นต้องรู้จักและรักชีวิตของพระศาสนจักรมากๆ รู้จักและรักประสบการณ์ศาสนา ชีวิต ครอบครัวแห่งความเชื่อคริสตชนของเราให้มากขึ้นเสมอนะครับ

• ขอให้พระวาจาวันนี้ เป็นโอกาส “ตักเตือน” ตัวพ่อเอง และตักเตือนพี่น้องที่รักทุกท่าน ให้ศรัทธาในประสบการณ์ของพระคัมภีร์ โดยเฉพาะเรื่องราวของพระคริสตเจ้า เรื่องราวประวัติศาสตร์แห่งความรอด... เราต้องรู้จักเรื่องราวของพระศาสนจักรถ่องแท้ และต้องรู้จักและรักให้มากขึ้นกว่าที่เคยนะครับ...

• วันนี้พ่อเชิญชวนเราฟังเปาโลเล่าถึงประวัติศาสตร์แห่งความรอด และวิงวอนขอพระเจ้าโปรดอวยพรให้เราแต่ละคน ให้พวกเราคริสตชนคาทอลิกไทยได้รักพระเจ้าในประสบการณ์ประวัติศาสตร์แห่งความรอดในพระคัมภีร์อย่างพิเศษนะครับ พระเจ้าอวยพรครับ

วันนี้ขอให้อ่านประวัติศาสตร์ความรอดในพันธสัญญาเดิมที่เราควรรู้จักกันสักหน่อย แบบสรุปที่พ่อเคยสรุปไว้นะครับ

• พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ประชากรอิสราแอลเป็นประชากรชาติที่มีความสำคัญอย่างมาก เหตุที่พวกเขาเป็นประชากรพิเศษ เป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในเป็นพระชากรของพระเจ้า เราเห็นว่าโดยตลอดพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมนั้นได้บันทึกประวัติศาสตร์ของเขา โดยเฉพาะสิ่งที่โดดเด่นคือความเชื่อของพวกเขา

• ดังนั้นการที่เราจะแยกประวัติศาสตร์ความเชื่อออกจากประวัติศาสตร์ของพวกเขาในพระคัมภีร์นั้นเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง เพราะเรื่องราวสำคัญของพันธสัญญาเดิมนั้นคือเรื่องราวของความสัมพันธ์ของประชากรนี้ต่อพระเป็นเจ้าผู้ทรงพระนามว่าพระยาเวห์

• เพื่อการศึกษาพระคัมภีร์ที่เรากำลังทำการศึกษานี้ เราควรระบุระยะเวลาของประวัติศาสตร์ โดย

• เริ่มต้นจากปีประมาณ 1850 ก่อนคริสตกาล กล่าวถึงพวกกึ่งเร่ร่อนอันเป็นบรรพบุรุษของอิสราแอล ซึ่งตามข้อมูลจากพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมนั้นกล่าวถึงอัยกาซึ่งได้ละจากดินแดนแถบเมโสโปเตเมีย และออกเดินทางไปตามเส้นทางที่อุดุมสมบูรณ์ที่เรียกว่าดินแดนสมบูรณ์รูปจันทร์เสี้ยว (Fertile Crescent) โดยเริ่มจากบริเวณที่แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสไหลมาบรรจบกัน มุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือเล็กน้อยโดยมุ่งไปทางตะวันตกเส้นทางไปสู่ อารารัต (Ararat) และจากนั้นก็มุ่งลงทางใต้ไปสู่คานาอัน (Canaan) โดยระหว่างเดินทางเร่ร่อนนี้เอง บรรพบุรุษของอิสราแอลย่อนำพระเจ้าของบรรพบุรุษ หรือพระเจ้าประจำครอบครัวที่เรียกว่า “พระเจ้าของบิดา” (God of my fathers) ติดไปด้วย โดยกลุ่มของอัยกาที่อพยพเร่ร่อนเหล่านี้ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมนั้นทราบกันในนามของยุคอัยกา (Patriarchal Period) ซึ่งเรื่องเหล่านี้พบในหนังสือปฐมกาล ในนามของ อับราฮัม อิสอัค ยาโคบและลูก ๆ

• ลูกหลานของบรรดาอัยกาภายหลังได้ละจากดินแดนคานาอัน และมุ่งหน้าลงใต้ไปสู่ประเทศอียิปต์ ซึ่งโดยรวมน่าจะเป็นผลของจากการกวาดต้อนพวกอิกซอส ซึ่งพวกนี้คือกลุ่มนำอารายธรรมเซมิติก และอินโดยูโรเปียน ซึ่งน่าจะมาจากทางแถบเมโสโปเตเมียภาคเหนือ หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครอง บรรดาลูกหลานของอัยกากลับกลายเป็นทาสของชาวอียิปต์ และหลังจากนั้นพวกเขาได้อพยพออกจากแผ่นดินอียิปต์กลับไปสู่แผ่นดินคานาอันอ่านทางทะเลทรายและคาบสมุทรซีนาย ในยุคนี้บทบาทส่วนใหญ่ที่บันทึกในพระคัมภีร์นั้นเน้นที่โมเสส ยุคนี้จึงมักเรียกว่า “Mosaic Period”

• ลูกหลานของบรรดาอัยกานั้นโดยรากฐานแล้วพวกเขาตั้งรกรากอยู่กันเป็นเผ่า ๆ แยกจากกันซึ่งเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบพวกเซมิติกทั่วไป ซึ่งพวกเขาน่าจะแยกกันอยู่เป็นเผ่า ๆ อยู่แล้วตั้งแต่ในประเทศอียิปต์ โดยมีความผูกพันธ์ต่อกันแบบหลวมแม้เวลาที่พวกเขาอพยอออกมาแล้วก็ยังคงอยู่กันเป็นเผ่าแบบนั้นเอง และแน่นอนแต่ละเผ่าน่าจะมีความต้องการเป็นปึกแผ่น และมีความปรารถนาที่จะมีผู้นำหรือเรียกว่ากษัตริย์ปกครอง แม้ยังไม่มีกษัตริย์จริง แต่คงมีความต้องการเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ในขณะที่พวกเขาเดินทางกลับไปยังแผ่นดินคานาอันพวกนั้นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาในแต่ละเผ่าคือ สันติภาพ ความสงบ และความอยู่รอด ซึ่งโดยเหตุนี้บรรดาผู้นำตามสถานการณ์ (Charismatic leader) ที่เรียกว่า “ผู้วินิจฉัย” ได้ถือกำเนิดมาในเผ่าต่าง ๆ ตามสถานการณ์เรียกร้องในยามถูกรุกราน ทั้งนี้เพื่อปกป้องจากการโจมตีของศัตรูต่อเผ่าต่าง ๆ บรรดาผู้นำเหล่านี้ทำให้เผ่าต่าง ๆ หลายครั้งต้องรวมตัวกันเป็นการเฉพาะกิจเพื่อต่อต้านศัตรู ยุคนี้เองเป็นยุคที่เราเรียกว่า “ยุคผู้วินิจฉัย” (Period of the judges)

• วันเวลาผ่านไป เผ่าต่าง ๆ ต่างสะสมประสบการณ์ในการร่วมตัวกันโอกาสต่าง ๆ จนว่าเผ่าต่าง ๆ เหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อยรวมตัวกันเป็นอาณาจักร พวกเขามีกษัตริย์ของพวกเขาเอง โดยที่ซาอูลเป็นคนแรก จากนั้นเป็นดาวิด และต่อมาคือซาโลมอน ซึ่งยุคนี้เองเป็นยุคที่เรียกว่า “ยุคกษัตริย์” (Monarchy) อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายที่ราชอาณาจักรนี้ไม่ยั่งยืนเป็นปึกแผ่นไปไกลกว่าสมัยของซาโลมอน เพราะว่าราชอาณาจักรถูกหั่นเป็นสอง ราชอาณาจักรอิสราแอลคือราชอาณาจักรทางภาคเหนือ และราชอาณาจักรยูดาห์ซึ่งอยู่ทางภาคใต้

• เวลาผ่านไป จากข้อมูลของพระคัมภีร์เราทราบว่าราชอาณาจักรทั้งสองนี้ตกเป็นเมืองขึ้นในที่สุด อิสราแอลโดยอัสซีเรียในปี 712 ก่อนคริสตกาล และยูดาห์โดยบาบิโลนในปี 587 ก่อนคริสตกาล ประชากรอิสราแอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย และยุคนี้เป็นยุคที่เราเรียกว่า “ยุคเนรเทศ” (The Period of the exile)

• หลังจากนั้นเมื่อมาถึงยุคของอาณาจักรเปอร์เซียเรืองอำนาจเข้ามาแทนอำนาจของบาบิโลน โดยในยุคนี้เองกษัตริย์ไซรัส แห่งเปอร์เซียได้ออกกฤษฎีกาอนุญาตให้บรรดาผู้นำชาวยิวในที่เนรเทศกลับไปบ้าน คือกลับไปยังแผ่นดินของตน เพื่อสร้างพระวิหารและฟื้นฟูนครเยรูซาแล็มขึ้นใหม่ โดยกฤษฎีกานี้เองเป็นยุคใหม่ที่เรียกว่ายุก “กลับจากเนรเทศ” (period of the return from exile) มีพวกยิวกลุ่มใหญเดินทางกลับมายังปาเลสไตน์หรือแผ่นดินคานาอัน แต่มีชาวยิวจำนวนมากเช่นกันไม่เดินทางกลับมา แต่ต้องการตั้งรกรากอยู่ต่อไปนอกปาเลสไตน์ ซึ่งกลุ่มนี้เรียกว่า “ยิวโพ้นทะเล” (Diaspora)

• อาณาจักรเปอร์เซียเองนั้นมีได้อยู่ถาวร โดยกษัตริย์เปอร์เซียองค์หลังต่อ ๆ มาพยายามที่จะครอบครองกรีก แต่ในที่สุดพระเจ้าอาเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาเซโดเนียซึ่งครองราชย์ระหว่างปี 336-323 ก.ค.ศ. ได้เรื่องอำนาจขึ้น และได้ขยายอำนาจของตนออกไปอย่างกว้างขวาง อาเล็กซานเดอร์ได้ครอบครองอาเซียน้อยและเคลื่อนเข้ากรีก และจากนั้นก็ครอบครองประเทศต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อยซึ่งแน่นอนรวมทั้งยียิปต์ และที่สุดก็ครอบครองทั้งอาณาจักรเปอร์เซียด้วย อาเล็กซานเดอร์มีความสนใจ และหลงไหลอารยธรรมของกรีก การขยายอำนาจจึงทำให้อาเล็กซานเดอร์เป็นผู้เผยแพร่อารยธรรมกรีก (Hellenism) ซึ่งหมายถึงการเจริญชีวิตตามแนวความคิดและอารยธรรมแบบกรีก

• ในปี 323 ก.ค.ศ. อาเล็กซานเดอร์สิ้นพระชนม์ ผลก็คืออาณาจักรของเขาถูกแบ่งเป็นเสี่ยงโดยบรรดานายพลสี่คน โดยที่อียิปต์และปาเลสไตน์ตกอยู่ในมือของปโตเลมี ขณะที่ซีเรียเป็นของเซเลวคัส และโดยการปกครองของปโตเลมีนั้นชาวยิวได้รับการเอาใจใส่และดูแลอย่างมีความสุข ทั้งพวกยิวที่อยู่ในปาเลสไตน์และที่อยู่ในอียิปต์ แต่ภายหลังพวกเวเลซิดครอบครองปาเลสไตน์ และได้กดขี่ขมเห่งรุนแรง เหตุนี้จึงนำมาซึ่งการกบฏในหมู่ชาวยิวโดยการนำของครอบครัวฮาสโมเนียน หรือครอบครัวมัคคาบีนั่นเอง ชัยชนะของพวกยิวในที่สุดนำมาซึ่งการสร้างสร้างปฏิรูปศาสนาและการเมืองในระยะศตวรรษที่สองก่อนคริสตกาล และอย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นในหมู่พวกยิวเองก็มีความแตกแยกระหว่างพวกฟาริสีซึ่งเคร่งครัดและนิยมศาสนายิว กับพวกซัดดุสีซึ่งนิยมอารยธรรมเฮเลนิส (กรีก)

• ในที่สุดในปี 63 ก่อน คริสตกาลปอมเปย์นายพลชาวโรมันได้เข้ายึดครองกรุงเยรูซาแล็ม และได้ครอบครองรัฐของพวกยิวอย่างราบคราบ

• จากนี้ ชาวโรมมันปกครองปาเลสไตน์ จนกระทั่งเริ่มเวลาของพระเยซู ณ ค.ศ. 1 ที่พระเยซูเจ้าบังเกิดที่เบธเลเฮม และเข้าสู่ยุคพันธสัญญาใหม่

จากเหตุการณ์หรือจากประสบการนำสู่พระวาจาในพระคัมภีร์

            ประชากรอิสราแอลทั้งหลายเข้าใจประวัติศาสตร์เหล่านี้อย่างลึกซึ้ง เข้มข้นและหนักแน่น โดยเข้าใจและเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ในประวัติศาสตร์เป็นผลงานพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม และที่สำคัญคือพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด(God’s intervention)ในเหตุการณ์เหล่านี้ พระเจ้าพระยาห์เวห์ได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดพวกเขาโดยผ่านทางเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ หรือกล่าวได้ว่า ทุกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นี้เปิดเผยบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าแก่ประชากรของพระองค์

           โดยแสงสว่างของความเชื่อ โดยความเชื่อที่ปักแน่นลึกซึ้ง ชาวอิสราแอลได้เล่าต่อ ๆ กันเป็นเรื่องราวมากมายที่แน่นอนในการเล่าต่อกันนั้นบุคคลสำคัญและเป็นหลักของเรื่องราวคือพระยาห์เวห์ โดยที่แรกเริ่มนั้นเรื่องราวเหล่านี้ถูกส่งต่อ ๆ กันเป็นเรื่องเล่าปากเปล่าซึ่งก่อให้เกิดเป็นธรรมประเพณีแบบบอกเล่าปากเปล่า (Oral Tradition) ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้ควบคู่กับชีวิตและความเชื่อของพวกเขา เรื่องเล่าเหล่านี้มีจำนวนมากมายมหาศาล จากนั้นเมื่อประชาชนเริ่มเรียนรู้จักการเขียนแล้ว เรื่องเล่ามากมายนั้นได้ถูกเลือกสรรเพื่อบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเก็บรักษาไว้อย่างมั่นคง (Written Tradition) และเป็นหลักในการเข้าใจความเชื่อและการดำเนินชีวิตของประชากรศักดิ์สิทธิ์

 

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation

Friends of the Catholic Biblical Federation biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย