Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ปีศาจชนิดนี้ขับไล่ออกไม่ได้เลย นอกจากด้วยการอธิษฐานภาวนาเท่านั้น ”

45. คนถูกปีศาจสิง (3)
- ทันใดนั้นบิดาของเด็กก็ร้องว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ โปรดช่วยความเชื่อเล็กน้อยของข้าพเจ้าด้วยเถิด” บิดาตอบพระเยซูเจ้าทันทีและด้วยความมั่นใจว่า ตนมีความเชื่อเท่าที่พระองค์ทรงเรียกร้องจากทุกคนผู้วอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ คือความไว้วางใจอบย่างสมบูรณ์ในพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ มนุษย์จะมีคุณธรรมดังกล่าวนี้อย่างสมบูรณ์ได้ยาก บิดาของเด็กก็มีประสบการณ์ความอ่อนแอเช่นนี้  เขาจึง “ร้อง” ด้วยความสิ้นหวังว่า ตนก็เช่นเดียวกับบุตรต้องการความเมตตากรุณาจากพระเยซูเจ้า เขาได้เข้าใจว่า ความเชื่อของตนยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ จึงต้องการให้พระองค์ทรงช่วยเหลือเขาให้บรรลุความเชื่อแท้จริง บัดนี้ เขาเข้าใจว่าการพบกับพระเยซูเจ้าเป็นโอกาสที่จะได้รับพลังจากพระเจ้าเพื่อมีความเชื่อนี้


- เมื่อพระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นประชาชนเข้ามามากยิ่งขึ้น ในตอนนี้ถึงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยว่า พระองค์ทรงเข้มแข็งมากกว่าปีศาจผู้เข้มแข็ง (เทียบ 3:27) นักบุญมาระโกให้รายละเอียดว่า มีประชาชนเข้ามามากยิ่งขึ้นเป็นฉากของเรื่องที่เล่า

- พระองค์จึงตรัสสำทับปีศาจว่า “เจ้าปีศาจหนวกใบ้ เราสั่งเจ้าให้ออกจากเด็กคนนี้ และอย่ากลับเข้ามาอีกเลย” น้ำเสียงของพระเยซูเจ้าหนักแน่นไม่ทรงอนุญาตที่จะโต้ตอบหรือคัดค้าน เป็นคำสั่งเด็ดขาด (เทียบ 1:25) แสดงพระประสงค์และอำนาจของพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม

- ปีศาจจึงร้องเสียงดังและทำให้เด็กมีอาการชักอย่างรุนแรง แล้วปีศาจก็ออกไป เด็กนอนนิ่งเหมือนคนตาย จนคนส่วนมากพูดกันว่า “เขาตายแล้ว” แต่พระเยซูเจ้าทรงจับมือเด็ก  ทรงช่วยพยุงให้ลุกขึ้น เขาก็ยืนขึ้น การที่พระเยซูเจ้าทรงจับมือเด็กแสดงความสงสารและความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเด็กเช่นเดียวกับบุตรหญิงของไยรัส (เทียบ 5:41) ผู้นอนเสียชีวิตจริง ๆ แต่ในกรณีของเด็กคนนี้เพียงนอนนิ่งหมดสติเพราะแรงเขย่าของปีศาจ คำภาษากรีกที่นักบุญมาระโกใช้ในการอธิบายการกระทำของพระเยซูเจ้า เช่น ทรงพยุงให้ลุกขึ้น เป็นคำเดียวกันที่ใช้ในการประกาศการรับทรมานและการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ เหมือนกับว่าการมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนืออำนาจความชั่วร้าย จะต้องผ่านทางการรับทรมาน สิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า นักบุญมาระโกเตรียมใจผู้อ่านให้คิดถึงพระธรรมล้ำลึกปัสกาตลอดเรื่องเล่าพระวรสาร น่าสังเกตว่าต่างจากเหตุการณ์โดยทั่วไป ในที่นี้นักบุญมาระโกไม่ได้เล่าความกระตือรือร้นของประชาชนเมื่อเห็นอัศจรรย์ที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำ เพราะเขาต้องการพูดถึงความสัมพันธ์ของพระเยซูเจ้ากับบรรดาศิษย์เท่านั้น

- เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง เช่นเดียวกับสถานการณ์อื่น ๆ (เทียบ 3:20; 7:17) บ้านหลังนี้อาจเป็นบ้านของนักบุญเปโตรที่เมืองคาเปอรนาอุม (เทียบ 2:1) แม้อยู่ห่างไกลจากภูเขาทาบอร์พอสมควร เพราะนักบุญมาระโกไม่ได้เล่าเหตุการณ์นี้ว่าเกิดขึ้นทันทีแต่เล่าในภายหลัง  

- บรรดาศิษย์ทูลถามพระองค์เป็นการส่วนตัวว่า “ทำไมพวกเราจึงขับไล่มันไม่ได้” บรรดาศิษย์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดครั้งนี้เขาขับไล่ปีศาจไม่ได้ เขาคงจะคิดผิดว่าอำนาจขับไล่ปีศาจที่พระเยซูเจ้าทรงมอบแก่เขา เป็นอำนาจที่ใช้ได้ผลอย่างอัตโนมัติในทุกกรณีเหมือนเวทมนต์คาถา โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขอัตวิสัย คือสภาพจิตใจของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

- พระองค์ตรัสตอบว่า “ปีศาจชนิดนี้ขับไล่ออกไม่ได้เลย นอกจากด้วยการอธิษฐานภาวนาเท่านั้น”ดูเหมือนว่า พระเยซูเจ้าทรงอ้างถึงการถูกปีศาจสิงในบางกรณีที่พิเศษและรุนแรง ซึ่งอำนาจขับไล่ปกติของบรรดาอัครสาวกไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดผล วิธีการเดียวที่จะเกิดผลคือการอธิษฐานภาวนา หมายความว่าอำนาจที่จะขับไล่ปีศาจมาจากพระเจ้าหรือจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น บรรดาอัครสาวกต้องพึ่งพระองค์ด้วยความเชื่อ ซึ่งจำเป็นเพื่อจะได้รับการรักษาใด ๆ ให้หาย คำอธิษฐานภาวนาเป็นอาหารหล่อเลี้ยงความเชื่อซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นเพื่อจะร่วมมือปฏิบัติภารกิจของพระเยซูเจ้า