Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ถ้าพระองค์พอพระทัย พระองค์ย่อมทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้”

8. พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินทั่วแคว้นกาลิลี (3)

ข) พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนเป็นโรคเรื้อน
             เราไม่รู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงประกาศข่าวดีทั่วแคว้นกาลิลีนานเท่าใด ก่อนที่จะเสด็จกลับมาประทับที่เมืองคาเปอรนาอุม เราไม่รู้ว่าพระองค์ทรงเทศน์สอนเรื่องอะไร ทรงเข้าไปในศาลาธรรมเมืองใดและทรงทำอัศจรรย์อื่น ๆ นอกจากขับไล่ปีศาจหรือไม่ คำถามนี้ไม่มีคำตอบ แต่นักบุญมาระโกได้เล่าเหตุการณ์หนึ่งซึ่งสำคัญมาก เพราะแสดงว่าคริสตเจ้าทรงมีพระทัยเมตตากรุณาและทรงเป็นผู้มีอำนาจเท่าเทียมพระเจ้าก็ว่าได้
               “ผู้เป็นโรคเรื้อนคนหนึ่ง” คำว่า “โรคเรื้อน” ในพันธสัญญาเดิมหลายครั้งหมายถึงทั้งโรคเรื้อนและโรคผิวหนังติดต่อได้ สมัยนี้ เราแยกแยะโรคสองชนิดนี้ โรคเรื้อนที่แท้จริง ชื่อว่า Hansen’s disease เป็นโรคที่น่ากลัวเพราะร่างกายจะเน่าเปลื่อยทีละเล็กทีน้อย เป็นที่น่ารังเกียจของผู้อื่น แม้ในปัจจุบันผู้คนก็ยังกลัวโรคนี้ ทั้ง ๆ ที่การแพทย์เจริญก้าวหน้ามาก สามารถรักษาให้หายได้ถ้าบำบัดตั้งแต่แรก แต่ในสมัยโบราณไม่เป็นเช่นนั้น ในกรณีนี้ พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนเป็นโรคเรื้อนที่แท้จริง

                ในพระคัมภีร์มีข้อกำหนดสำหรับผู้ที่เป็นโรคสองชนิดนี้คือ “ผู้ใดเป็นโรคผิวหนังติดต่อได้ ต้องสวมเสื้อผ้าขาด ไม่โพกศีรษะและปิดหน้าส่วนล่าง ร้องตะโกนว่า “มีมลทิน มีมลทิน”... เขาจะต้องแยกไปอยู่นอกค่าย เพื่อเขาจะไม่ทำให้ค่ายที่เราอยู่ในหมู่ท่านมีมลทิน” (กดว 5:2-3)

               ยิ่งกว่านั้น ในพระคัมภีร์ยังอธิบายว่า โรคนี้เป็นผลของบาป เหมือนกับว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะต้องไล่คนที่เป็นโรคนี้ออกจากกลุ่มชน ดังที่เขียนในหนังสือกันดารวิถีว่า “จงสั่งชาวอิสราเอลให้ขับไล่ทุกคนมีโรคผิวหนังที่ติดต่อได้...ท่านจะต้องขับไล่เขาออกไปนอกค่าย เพื่อเขาจะไม่ทำให้ค่ายที่เราอยู่ในหมู่ท่านมีมลทิน” (ลนต 13:45-46)

               ดังนั้น คนที่มีโรคชนิดนี้ก็เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม ทุกคนคิดว่าพระเจ้าทรงละทิ้งเขา เป็นผู้ที่มีมลทิน ร่วมพิธีกรรมไม่ได้ และดำเนินชีวิตในชุมชนไม่ได้เช่นกัน คนทั่วไปยังคิดว่าผู้เป็นโรคนี้ไม่มีโอกาสจะรักษาให้หายขาดได้ อย่างมากอาจพ้นมลทินเท่านั้น ในพันธสัญญาเดิมมีเพียง 2 กรณีที่ผู้ป่วยหายจากโรคผิวหนัง คือเรื่องมีเรียมบ่นต่อโมเสสและได้รับโทษเป็นโรคผิวหนังที่ติดต่อได้ (เทียบ กดว 12:9-14) และโมเสสได้อธิษฐานภาวนาเพื่อมีเรียมให้พ้นจากโรคนี้ดังเรื่องเล่าในหนังสือกันดารวิถี

                อีกกรณีหนึ่งคือประกาศกเอลีชาซึ่งอธิษฐานภาวนาเพื่อให้นาอามานหายจากโรคผิวหนังร้ายแรง เขาทำเช่นนี้เพื่อ “เขาจะรู้ว่ามีประกาศกในอิสราเอล” (เทียบ 2 พกษ 5:8-14) ดังนั้นเหตุการณ์ในสองกรณีนี้แสดงว่าผู้มีโรคนี้ยังมีหวังที่พระเจ้ายังทรงรักษาให้หายได้ ความหวังนี้เป็นจริงในพระเยซูเจ้า สำหรับพระองค์แม้คนเป็นโรคเรื้อนก็ยังเป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับความเคารพ ความรัก ไม่เป็นดังที่ประกาศกอิสยาห์เขียนเกี่ยวกับผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์ว่า “เขาคิดว่าถูกพระเจ้าทรงลงโทษ ถูกโบยตีและได้รับความอัปยศ” (อสย 53:4)

                ในพระเยซูเจ้า พระเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้กับคนโรคเรื้อน พระเยซูเจ้าทรงสำแดงความใจดี ความเมตตากรุณาของพระองค์ ดังนั้น คนโรคเรื้อนคงรู้สึกความจริงนี้บ้างเพราะได้ “มาเฝ้าพระองค์ คุกเข่าอ้อนวอนว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย พระองค์ย่อมทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้”

                น่าสังเกตว่าการที่คนเป็นโรคเรื้อนเข้ามาใกล้พระเยซูเจ้าก็รู้ว่าทำสิ่งที่ผิด ทำสิ่งที่ธรรมบัญญัติห้าม แต่เขาคงจะสิ้นหวังแล้วจึงกล้าทำสิ่งที่ผิด เขาอาจเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าจึงคุกเข่าลงวอนขอพระองค์ เพราะคิดว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ที่มีพระอานุภาพของพระเจ้า เขาถ่อมตน โดยมีความหวังว่าพระองค์จะทรงเข้าใจตน และประโยคที่เขาใช้ “ถ้าพระองค์พอพระทัย พระองค์ย่อมทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้” เป็นคำภาวนาที่กล้าหาญจริง ๆ เพราะคนเป็นโรคเรื้อนคิดว่า พระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจสูงกว่าโมเสสและประกาศกเอลีชาอย่างแน่นอน เขาเชื่อว่าถ้าพระเยซูเจ้าตรัสเพียงวาจาเดียวเขาก็จะหายจากโรค เขาไม่ได้ขอให้พระเยซูเจ้าทรงวอนขอพระเจ้าแทน แต่พูดตรงไปว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย” เหมือนกับว่าพระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้านั่นเอง

               “พระเยซูเจ้าทรงสงสาร ตื้นตันพระทัย” สำเนาโบราณบางฉบับใช้คำว่า “กริ้ว” ในความหมายนี้ บางคนจึงตีความว่าพระองค์กริ้วต่อคนโรคเรื้อนที่มาหาโดยทำผิดธรรมบัญญัติ ซึ่งเป็นการตีความหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบท พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระเมตตาและพระทัยดี ถ้าคิดว่าคำในต้นฉบับคือ “กริ้ว” ก็หมายความว่า พระองค์กริ้วไม่ใช่ต่อคนเป็นโรคเรื้อน แต่ต่อโรคที่เป็นผลการกระทำของปีศาจและบาป กระนั้นก็ดี บริบทของประโยคเสนอให้คำในต้นฉบับคือ “สงสาร” มากกว่า “กริ้ว”

               “จึงทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา” โดยแท้จริงแล้ว พระเยซูเจ้าจะทรงรักษาเพียงตรัสคำอวยพรก็ได้ไม่จำเป็นต้องสัมผัส ในพระคัมภีร์มีเขียนว่า “สิ่งใดที่ผู้มีมลทินสัมผัส จะมีมลทินด้วย และผู้ใดที่สัมผัสสิ่งนั้นจะมีมลทินจนถึงเวลาเย็น” (กดว 19:22) แต่กฏนี้ไม่มีผลสำหรับพระเยซูเจ้า พระองค์ไม่ทรงสัมผัสผู้มีมลทินเพียงกรณีนี้ เรายังพบว่าพระองค์ทรงสัมผัสมารดาของภรรยาเปโตรและคนอื่นอีกด้วย (เทียบ 1:31; 7:33; 8:22) เราต้องเข้าใจว่า พระเยซูเจ้าทรงสัมผัสเขาเพื่อแสดงความใกล้ชิด ทรงรักษาผู้เป็นมลทินให้พ้นมลทิน แต่พระองค์ไม่ทรงเป็นมลทินเลย  เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้บันดาลให้พ้นจากการเป็นมลทิน พระเยซูเจ้าเป็น “องค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” (1:24)  ไม่ว่าทรงแตะต้องผู้ใด เป็นคนบาปหรือมีมลทินสักเพียงใด พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หาย

                พระองค์ตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด ทันใดนั้น โรคเรื้อนก็หาย เขากลับเป็นปกติ” การรักษาเช่นนี้ทำให้ผู้ที่พ้นจากมลทินสามารถเข้ามาสู่ชุมชน ร่วมพิธีกรรม แต่ผู้นั้นจะต้องได้รับการรับรองจากสมณะเขาจึงต้อไปกรุงเยรูซาเล็ม “พระเยซูเจ้าทรงให้เขาไปทันที ทรงกำชับอย่างแข็งขันว่า” วลีนี้ทำให้ผู้อ่านหลายคนแปลกใจว่า ทำไมพระองค์จึงใช้ท่าทีดุเดือด แข็งกระด้าง หลังจากที่ทรงแสดงความเมตตากรุณา เราต้องเข้าใจว่า พระเยซูเจ้าไม่กริ้วต่อผู้ทำบาป แต่ในเวลาเดียวกันก็ทรงทราบว่าผู้อื่นได้เห็นพระองค์ทรงประพฤติอย่างไร จึงทรงต้องการให้ผู้หายจากโรครีบเร่งไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไม่ให้ผู้อื่นนินทาเพราะเข้าใจพระองค์ผิด

               พระเยซูเจ้าทรงมีจิตสำนึกว่าการรักษาคนโรคเรื้อนโดยสัมผัสเขาเป็นปัญหาสำหรับพระองค์ ประชาชนทั่วไปจะกระตือรือร้นหาพระองค์ ส่วนหัวหน้าชาวยิวจะโกรธและคิดร้ายต่อพระองค์ เราจึงเข้าใจเหตุผลว่าทำไมพระองค์จึงใช้คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง “ระวัง อย่าบอกอะไรให้ใครรู้เลย” เพราะไม่อยากให้หัวหน้าชาวยิวหาครหาว่าพระเยซูเจ้าทรงละเมิดธรรมบัญญัติ แต่ในเวลาเดียวกันทรงกำชับเขาว่า “จงไปแสดงตนแก่สมณะ” ไม่ใช่เพื่อเขาจะไปบอกสมณะถึงอัศจรรย์ที่กิดขึ้น แต่เพื่อสมณะจะรับรองว่า เขาพ้นมลทิน ร่วมพิธีกรรมและเข้าอยู่ในสังคมได้

                 นักบุญยอห์น ครีโซสตมอธิบายว่า “พระเยซูเจ้าทรงส่งเขาไปหาสมณะให้พิสูจน์ว่า เขาได้หายจากโรคอย่างเด็ดขาด เพื่อจะไม่อยู่ห่างไกลจากพระวิหาร  สามารถร่วมอธิษฐานภาวนากับประชาชน พระองค์ทรงส่งเขาให้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ เพื่อชาวยิวจะไม่มีเหตุครหาพระองค์” แต่ก็ไร้ผล เพราะผู้ได้รับการรักษาจะเงียบไม่ได้ เขามีความยินดี เมื่อชายผู้นั้นจากไปเขาก็ “ป่าวประกาศกระจายข่าวไปทั่ว” คำว่า “ประกาศ กระจายข่าว” ถ้าแปลตามตัวอักษรคือการไปประกาศและกระจายพระวาจา หรือเทศน์พระวาจา การเทศน์สอนพระวาจาในภาษาของนักบุญมาระโกหมายถึงผู้ประกาศข่าวดี ดังนั้น ผู้ได้รับการรักษากลายเป็นศิษย์ผู้ประกาศข่าวดีเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าแก่ทุกคน

                  พระเยซูเจ้าทรงคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น อาจต้องเผชิญกับหัวหน้าชาวยิวที่มีอำนาจจะเบียดเบียนพระองค์ “พระองค์ไม่อาจเสด็จเข้าไปในเมืองได้อย่างเปิดเผยอีกต่อไป พระองค์จึงประทับอยู่นอกเมืองในที่เปลี่ยว” เพื่อจะมีเวลาหนึ่งที่เทศนาสั่งสอนก่อนที่จะต้องเผชิญกับหัวหน้าชาวยิว “แม้กระนั้น ประชาชนจากทุกทิศก็ยังมาเฝ้าพระองค์” เมื่อเป็นเช่นนี้พระเยซูเจ้าจึงตัดสินพระทัยเผชิญหน้ากับอันตรายนี้ เหตุการณ์ที่เล่ามีบทบาทพิเศษในโครงสร้างของพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก เพราะนำเราไปสู่เรื่องการโต้เถียงระหว่างพระเยซูเจ้ากับหัวหน้าชาวยิว มีการโต้เถียง 5 ครั้ง แล้วจบลงโดยหัวหน้าชาวยิวตัดสินประหารชีวิตพระองค์

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation
biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย