Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“จงตามเรามาเถิด”

6. พระเยซูเจ้าทรงเรียกศิษย์สี่คนแรก (2)

ก) กิจการของพระเยซูเจ้า
            
ก่อนที่นักบุญมาระโกเล่าเรื่องการเรียกศิษย์สี่คนแรก เขาอ้างถึงการเปลี่ยนสถานที่เทศนาสั่งสอนของพระเยซูเจ้าจากแห่งหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แล้วพระองค์ทอดพระเนตรเห็นและทรงเรียกศิษย์เหล่านั้น เป็นพระเยซูเจ้าผู้เสด็จไปหาศิษย์ในสถานที่ที่เขาทำงานอยู่ ไม่ใช่บรรดาศิษย์แสวงหาพระองค์

              การ “ทอดพระเนตรเห็น” ของพระเยซูเจ้ามีลักษณะพิเศษ ดังที่เราได้พบใน 1:10 ว่า “ทันทีที่พระองค์เสด็จขึ้นจากน้ำ ก็ทรงเห็นท้องฟ้าถูกแหวกออก พระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพระองค์ดุจนกพิราบ” พระเนตรที่ได้เห็นท้องฟ้าถูกแหวกออกและการเสด็จลงมาของพระจิตเจ้า บัดนี้ก็เห็นชาวประมงสี่คนกำลังประกอบอาชีพของตน และเห็นเลวีนั่งอยู่ที่ด่านภาษี (เทียบ 2:14) นักบุญมาระโกไม่ได้บอกอย่างละเอียดว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเช่นนี้ แต่เราเข้าใจได้ว่าเป็นการเริ่มต้นความสนิทสัมพันธ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด และเป็นพื้นฐานการเรียกให้ติดตามพระองค์

               นักบุญมาระโกจะใช้สำนวนการเห็นนี้ใน 6:34 ว่า “เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือ ทรงแลเห็นประชาชนมากมายก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหล่านั้นเป็นดังฝูงแกะไม่มีคนเลี้ยง พระองค์จึงทรงเริ่มสั่งสอนเขาหลายเรื่อง” ในเหตุการณ์ที่นักบุญมาระโกเล่าตั้งแต่บทแรกจนถึงบทที่ 6 พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นบุคคลทีละคน ๆ และทรงเรียกเขาให้มาดำเนินชีวิตชิดสนิทกับพระองค์ แต่ในข้อความนี้พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นประชาชนมากมาย ทรงรับรู้สถานการณ์น่าสมเพชของเขา จึงทรงสงสาร พระองค์ทรงปฏิบัติภารกิจงานอภิบาลเยี่ยงผู้เลี้ยงแกะ โดยทรงชี้ให้เขาเห็นหนทางถูกต้องและทรงรวบรวมเขาให้มาร่วมงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ที่ทรงเตรียมไว้ในถิ่นทุรกันดาร (เทียบ 6:35-44)

                กิจการของพระเยซูเจ้าเป็นเหมือนกิจการของพระบิดาเจ้า ดังที่ผู้แต่งเพลงสดุดีบรรยายว่า “พระยาห์เวห์ทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าอย่างผู้เลี้ยงแกะ...ทรงชี้ทางให้ข้าพเจ้าเดินไปบนมรรคาแห่งความชอบธรรม...พระองค์ทรงจัดเตรียมโต๊ะอาหารไว้สำหรับข้าพเจ้า” (สดด 22:1-5) เหตุการณ์ทั้งหมดนี้แสดงว่า การทอดพระเนตรของพระเยซูเจ้าเป็นจุดเริ่มต้นความสนิทสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างพระองค์กับผู้ที่ได้รับเลือกสรรทั้งเป็นการส่วนตัวและส่วนรวม เพื่อจะได้มีความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า (เทียบ 1:10-11)

                เมื่อนักบุญมาระโกได้เล่าการทอดพระเนตรของพระเยซูเจ้าแล้ว ก็กล่าวถึงพระบัญชาที่เรียกให้ติดตามพระองค์ พระบัญชาของพระองค์น่าประทับใจเพราะมีลักษณะเป็นคำพูดสั้น ๆ กระทัดรัดมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้ฟัง พระองค์ตรัสเพียงพระวาจาเดียวคือ “ตามเรามา” ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ที่ได้รับเรียกและกำหนดวิถีใหม่ในการดำเนินชีวิต พระวาจาสั้น ๆ นี้เรียกร้องผู้ถูกเลือกสรรให้อุทิศตนโดยใช้พรสวรรค์และเวลาทั้งหมดเพื่อร่วมชีวิตกับพระเยซูเจ้า ความสัมพันธ์นี้มีลักษณะแบบอาจารย์กับศิษย์ พระเยซูเจ้าจะทรงเป็นอาจารย์ผู้ทรงสั่งสอนเขา และบรรดาศิษย์จะได้เรียนรู้ความจริงมากมายจากคำสั่งสอนและพระฉบับของพระองค์

                 พระบัญชาของพระเยซูเจ้าจึงเรียกร้องการอุทิศตนอย่างสิ้นเชิง แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นคำสั่งที่ประทานพระพรยิ่งใหญ่ บรรดาศิษย์จะต้องอุทิศตนอย่างสมบูรณ์ก็จริง แต่พระเยซูเจ้าทรงอุทิศพระองค์เพื่อเขามากกว่านั้นอีก ความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์ไม่เป็นความสัมพันธ์ทางเดียว แต่เป็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เป็นชีวิตที่มีความสนิทสัมพันธ์แท้จริง หน้าที่สำคัญของบรรดาศิษย์จึงต้องเข้าใจพระเยซูเจ้ามากยิ่งขึ้น ยิ่งเขาก้าวหน้าในความเข้าใจนี้มากเท่าใด ยิ่งจะรับรู้คุณค่าของการถูกเรียกและความสนิทสัมพันธ์กับพระองค์มากเท่านั้น