"พระวาจาของพระคริสตเจ้าสถิตในท่าน" (คส. 3:16)

ธรรมประเพณีและพระคัมภีร์

17.      เมื่อยืนยันถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างพระจิตเจ้ากับพระวาจาของพระเจ้า เราได้วางหลักการเพื่อเข้าใจความหมาย และคุณค่าของธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันในพระศาสนจักรเรื่องพระคัมภีร์ ทั้งนี้ก็เพราะ "พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก จึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์" (ยน 3:16) พระวาจาที่พระเจ้าตรัสในกาลเวลาประทานพระองค์เองอย่างสมบูรณ์แก่พระศาสนจักร อย่างที่ว่าข่าวดีเรื่องความรอดพ้นจะได้รับการเผยแผ่ประกาศไปทุกเวลาทุกแห่งหนอย่างมีประสิทธิภาพ พระธรรมนูญ Dei Verbum บอกเราว่าพระเยซูคริสตเจ้า "ทรงบัญชาให้บรรดาอัครสาวกไปประกาศพระวรสารหรือข่าวดีที่ทรงสัญญาไว้โดยทางบรรดาประกาศก และพระองค์ทรงทำให้สำเร็จไป ทั้งยังทรงประกาศด้วยพระโอษฐ์เองด้วย บรรดาอัครสาวกจะต้องประกาศว่าข่าวดีนั้นเป็นแหล่งที่มาของความจริงทั้งปวงที่นำความรอดพ้นมาให้ และเป็นระเบียบศีลธรรมสำหรับมนุษย์ทุกคน  พร้อมกันนั้นท่านยังต้องนำพระพรของพระเจ้ามาแบ่งปันให้มวลมนุษย์ด้วย ภารกิจดังกล่าวก็สำเร็จไปอย่างซื่อสัตย์ ผู้ประกอบภารกิจดังกล่าวก็คือบรรดาอัครสาวกที่ประกาศสอนด้วยวาจา ให้แบบฉบับ และวางกฎเกณฑ์ ถ่ายทอดสิ่งที่ท่านได้รับมาจากพระวาจา จากการร่วมชีวิตอย่างใกล้ชิดกับพระคริสตเจ้า และจากกิจการที่ทรงกระทำ หรือจากที่ท่านได้เรียนรู้มาจากการดลใจของพระจิตเจ้าสืบต่อมา นอกจากนั้น บรรดาอัครสาวกและผู้อยู่ใกล้ชิดกับท่าน ซึ่งได้รับการดลใจจากพระจิตเจ้าองค์เดียวกัน ยังได้บันทึกสารเรื่องความรอดพ้นนี้ลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ภารกิจการประกาศข่าวดีนี้สำเร็จไปด้วย"[1]

สภาสังคายนาวาติกันที่สองยังบอกด้วยว่า ธรรมประเพณีที่มาจากบรรดาอัครสาวกนี้ยังเป็นปัจจุบันและต้องปฏิบัติตาม "ธรรมประเพณีที่สืบจากอัครสาวกนี้ยังคงดำรงอยู่และพัฒนาต่อไปในพระศาสนจักรด้วยความช่วยเหลือของพระจิตเจ้า" ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนแปลงในความจริงซึ่งคงอยู่ตลอดไป "แต่ความเข้าใจถึงเรื่องราวและถ้อยคำที่สอนต่อกันมานั้นเพิ่มพูนขึ้นทั้งด้วยการรำพึงพิจารณาและการศึกษา" ทั้งอาศัยความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับความจริงทางจิตใจ "และด้วยการประกาศสอนของบรรดาผู้สืบตำแหน่งพระสังฆราชต่อกันมา โดยมีพรพิเศษที่จะประกันความจริงด้วย"[2]

ธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้พระศาสนจักรค่อยๆเติบโตขึ้นพร้อมกับกาลเวลาเมื่อรับความจริงที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระคัมภีร์ เพราะ "อาศัยธรรมประเพณีเดียวกันนี้ พระศาสนจักรจึงรู้สารบบทั้งหมดของพระคัมภีร์ เข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และทำให้พระคัมภีร์บังเกิดผลจริงจังอยู่มิได้ขาด"[3] ยิ่งกว่านั้น ธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันของพระศาสนจักรยังทำให้เราเข้าใจพระคัมภีร์ในฐานะที่เป็นพระวาจาของพระเจ้า แม้ว่าพระวาจาของพระเจ้ามาก่อนและอยู่เหนือพระคัมภีร์ ถึงกระนั้นพระคัมภีร์ซึ่งผู้เขียนได้รับการดลใจจากพระเจ้า ก็บรรจุพระวาจาของพระเจ้า (เทียบ 2 ทธ 3:16) "โดยวิธีพิเศษสุด"[4]

18.      จากที่กล่าวมานี้ เราจึงเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชากรของพระเจ้าจะต้องได้รับการสั่งสอนและอบรมให้เข้าถึงพระคัมภีร์ ผ่านทางธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันของพระศาสนจักร และรับรู้ว่าพระวาจาของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์ การช่วยให้ความเข้าใจของผู้มีความเชื่อเติบโตขึ้นในด้านนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งจากมุมมองด้านชีวิตจิต ตัวอย่างที่บรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักรใช้เปรียบเทียบถึงพระวจนาตถ์ของพระเจ้าที่ทรง "รับธรรมชาติมนุษย์" กับพระวาจาซึ่งถูกบันทึกไว้เป็น "หนังสือ"[5] อาจช่วยเราได้ ธรรมนูญ Dei Verbum รับธรรมประเพณีโบราณนี้ที่สอน ตามคำยืนยันของนักบุญอัมโบรสว่า[6] "พระวาจาของพระเจ้าเมื่อแสดงออกเป็นภาษามนุษย์ก็เป็นเหมือนคำพูดของมนุษย์ ดังเช่นครั้งหนึ่งที่พระวจนาตถ์ของพระบิดานิรันดรทรงรับธรรมชาติของมนุษย์ที่อ่อนแอ ทรงเป็นเหมือนมนุษย์นั่นเอง"[7] ถ้าเข้าใจเช่นนี้ แม้พระคัมภีร์จะมีรูปแบบและความหมายหลากหลาย ก็ยังแสดงให้เราเห็นว่ามีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวเพราะ "พระเจ้าตรัสเพียงพระวาจาเดียว คือพระวจนาตถ์องค์เดียวที่ทรงใช้แสดงพระองค์ทั้งหมด (เทียบ ฮบ 1:1-3)"[8] ดังที่นักบุญออกัสตินได้เคยยืนยันไว้อย่างชัดเจนว่า "ท่านที่รักทั้งหลายรู้แล้วว่าพระวาจาที่พระเจ้าทรงเปิดเผยให้ทุกคนได้รู้ในพระคัมภีร์นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว แต่พระวาจาหนึ่งเดียวนั้นก็เปล่งเสียงออกมาผ่านปากของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์หลายท่าน"[9]

ดังนี้ อาศัยผลงานของพระจิตเจ้าและอำนาจสอนของพระศาสนจักรคอยแนะนำ พระศาสนจักรก็ถ่ายทอดข้อความที่ได้รับการเปิดเผยในพระคริสตเจ้า พระศาสนจักรตระหนักอยู่เสมอว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เคยตรัสในอดีต ยังคงสื่อพระวาจาของพระองค์ต่อไปโดยไม่หยุดยั้งในปัจจุบันในธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันของพระศาสนจักร พระเจ้าทรงมอบพระวาจาของพระองค์แก่เราในพระคัมภีร์เป็นการยืนยันถึงการเปิดเผยความจริงที่ได้รับการดลใจ เป็นบรรทัดฐานสูงสุดของความเชื่อ   ร่วมกับธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อมาถึงปัจจุบันของพระศาสนจักร[10]



[1] Conc. Oecum. Vat.II, Const.dogm. de divina Revelatione Dei Verbum, 7.

[2] Ibid. 8.

[3] Ibid.

[4] Cfr Propositio 3.

[5] Cfr Nuntius conclusivus, II,5.

[6] Expositio Evangelii secundum Lucam 6, 33: PL 15, 1677.

[7] Conc.Oecum.Vat.II, Const. dogm.de divina Revelatione Dei Verbum, 13.

[8] Catechismus Catholicae Ecclesiae 102. Cfr etiam Rupertus Tuitiensis, De operibus Spiritus Sancti, I,6: SC 131, 72-74.

[9] Enarrationes in Psalmos, 103,IV,1: PL 37, 1378. ความเห็นคล้ายกันนี้ยังพบได้อีกใน Origenes, In Iohannem V, 5-6: SC 120,p.380-384.

[10] Cfr Conc.Oecum.Vat.II, Const.dogm.de divina Revelatione Dei Verbum, 21.

โครงการฯ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 10

โครงการสร้างบุคลากรทำงานด้านพระคัมภีร์ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 10

Sunday of the Word of God 2026

Sunday of the Word of God 2026

เช้าวันเสาร์เราคิดถึงพระวาจา

เช้าวันใหม่ใส่ใจภาวนา

Lectio Divina-Daily 2025

Sinapis Tell | ซีนาปีส เทลล์

Sinapis Talk | ซีนาปีส ทอล์ค

Video อบรมพระคัมภีร์

ความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์และหนังสือปฐมกาล

หนังสืออพยพและเลวีนิติ

หนังสือกันดารวิถีและเฉลยธรรมบัญญัติ

หนังสือโยชูวา ผู้วินิจฉัยและนางรูธ

หนังสือซามูแอล ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศาวดาร เอสราและเนหะมีย์

หนังสือโทบิต ยูดิธ เอสเธอร์และมัคคาบี 1 และ 2

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกาศกและประกาศกอาโมส

หนังสือประกาศกโฮเชยาและมีคาห์

หนังสือประกาศกอิสยาห์

หนังสือประกาศกโยนาห์และประกาศกเศฟันยาห์

หนังสือประกาศกนาฮูมและฮาบากุก

หนังสือประกาศกเยเรมีห์-เพลงคร่ำครวญ-บารุค

หนังสือประกาศกเอเสเคียลและดาเนียล

บทเทศน์บนภูเขา มธ. 5-7

พระวรสารนักบุญมัทธิว 10,13,18

พระวรสารนักบุญมาระโก

หนังสือกิจการอัครสาวก