"พระวาจาของพระคริสตเจ้าสถิตในท่าน" (คส. 3:16)

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ทุกคนจะถูกดองด้วยเกลือและไฟ”

49.บำเหน็จรางวัลและการชักนำผู้อื่นให้ทำบาป(3)
(b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
1.    ”ผู้ใดให้น้ำท่านดื่มเพียงแก้วหนึ่งเพราะท่านเป็นคนของพระคริสตเจ้า เราบอกความจริงกับท่านว่า เขาจะได้บำเหน็จรางวัลอย่างแน่นอน”เจตนาของการกระทำมีความสำคัญมาก เพราะฉันอาจให้อาหารแก่ผู้อื่นโดยมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน เช่น เพื่อผูกมัดเขาให้เป็นทาสของฉันเพื่อมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี หรือเพื่อแสดงความเมตตาเพราะเขาเป็นบุตรของพระเจ้าและเป็นพี่น้องกันดังนั้น

กิจการเดียวกันอาจดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้กระทำ คืออาจทำเพราะความเห็นแก่ตัว เพราะคตินิยม หรือเพราะความจริงลึกซึ้งที่เขาเป็นบุตรของพระเจ้า กิจการของเราจะได้รับการตอบแทนขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้กระทำ ถ้าฉันแสวงหาความภาคภูมิใจ ผลตอบแทนก็คือเป็นคนหยิ่งยโส เพราะกิจการดีนั้นจะหล่อเลี้ยงความหยิ่งยโสของตน ถ้าฉันทำในนามของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาของทุกคนและผู้อื่นเป็นพี่น้องกัน ฉันก็ทำในความเป็นจริง น่าสังเกตว่า การตอบแทนของพระเจ้าขึ้นอยู่กับอากัปกริยาเล็กน้อย  เพราะอากัปกริยาเช่นนี้เปิดเผยความจริงลึกซึ้งของมนุษย์ มนุษย์เกือบทุกคนสามารถกระทำกิจการใหญ่โตเพราะจะนำความพึงพอใจและทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แต่เป็นอากัปกริยาเล็กน้อยในการรับใช้ผู้อื่นแสดงความรักอย่างชัดเจน เพราะความรักปรากฏให้เห็นชัดเจนในสิ่งเล็กน้อยและในการเอาใจใส่สิ่งนั้น

2.    "ผู้ใดเป็นเหตุให้คนธรรมดาๆ ที่มีความเชื่อเหล่านี้ทำบาป ถ้าเขาจะถูกผูกคอด้วยหินโม่ถ่วงในทะเลก็ยังดีกว่ากระทำดังกล่าว" การรับใช้ผู้อื่นทำให้เจริญเติบโตในอิสรภาพและความจริง ส่วนการเป็นเหตุให้ผู้อื่นทำบาป เปรียบได้กับหินที่ทำให้สะดุดล้มและหยุดชะงัก กิจการหลายอย่างของเราเป็นที่สะดุดแก่ผู้อื่น คือกีดกันไม่ให้เขาเจริญเติบโตดังนั้น เมื่อตรวจสอบเจตนากระทำของฉันแล้ว ยังต้องถามตนเองว่า สิ่งที่ฉันทำช่วยแสดงความจริงที่ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าหรือเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้ผู้อื่นสะดุดล้ม ฉันอาจจะมีเจตนาถูกต้อง แต่เป็นเหตุให้ผู้อื่นทำบาปคือกีดกันไม่ให้เขาบรรลุความจริงก็ได้เราต้องใช้วิจารณญาณในความสัมพันธ์กับผู้อื่นบางคนคิดว่า ฉันเพียงพูดความจริงเท่านั้น แต่ความจริงนั้นอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้อื่นเปรียบได้กับแสงไฟสูงส่องเข้าดวงตาของเขา เราต้องปฏิบัติความจริงด้วยความรัก ปรีชาญาณคือการช่วยเหลือผู้อื่นให้ค้นพบความจริง ไม่ใช่เป็นแสงสว่างเจิดจ้ามากเกินไปจนทำให้ตาบอดทำให้เกิดความบาดหมางใจกัน

3.    ดังนั้น ทุกสิ่งที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นทำบาปก็เป็นส่วนเกินที่ตัดทิ้งเหมือนกับช่างปั้นดินเหนียวเมื่อปั้นรูปเขาต้องทำอย่างไร โดยธรรมชาติ ดินเหนียวเป็นก้อนที่มีรูปร่างอยู่แล้ว เขาต้องขูดบางส่วนออกเพื่อจะได้รูปทรงตามต้องการ เราต้องทำเช่นนี้กับชีวิตของตน ไม่เพียงพอที่จะพูดว่าฉันทำทั้งความดีและความเลวร้ายโดยอัตโนมัติ การกระทำเช่นนี้เป็นมาตรการที่ไม่แน่นอน เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะทำความเลวร้ายมากกว่าความดี เราต้องใช้สติปัญญาเป็นมาตรการ เพราะสติปัญญาเข้าใจจุดมุ่งหมายและวินิจฉัยว่าการกระทำของเราจะบรรลุจุดมุ่งหมายได้หรือไม่ และยังชี้แนะว่าจำเป็นต้องตัดสิ่งใดออก

4.    "ถ้ามือข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดมันทิ้งเสีย” มือเป็นแหล่งที่มาแรกของเหตุให้ทำบาป มือเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ เป็นสัญลักษณ์ของการกระทำทุกอย่างและการเป็นเจ้าของ เรามักใช้คำว่า “ถือ” ซึ่งบ่งบอกถึงการกระทำของมือ เราต้องตัดสินใจเลือกทำสิ่งสร้างสรรค์ในจำนวนสิ่งมากมายที่เราทำได้ โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งสร้างสรรค์มีเพียงสิ่งเดียวคืออากัปกริยาของความรัก เป็นมือที่เราใช้เพื่อรับและให้ของประทานแก่ผู้อื่น เปรียบได้กับพระหัตถ์ของพระเจ้าเป็นพระหัตถ์ที่ทำให้เราเข้าสู่ชีวิตนิรันดร

5.    “ถ้าเท้าข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดมันทิ้งเสีย"เท้าเป็นอวัยวะสำคัญเพื่อใช้ในการเข้าใกล้สิ่งที่มือสัมผัสไม่ถึง มนุษย์เป็นผู้จาริกเสวงบุญ เท้าเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางและเป็นความหวังที่จะบรรลุจุดมุ่งหมาย เช่นเดียวกับมือซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรัก และดวงตาเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อ เรามีความหวังมากมายทั้งที่ทำให้ผิดหวังและสมหวัง เราต้องตัดความหวังที่ไร้ประโยชน์ออกจากตนเอง การตัดมือหรือเท้าไม่ทำให้ร่างกายพิการ ตรงกันข้ามกลับส่งเสริมชีวิตให้ดียิ่งขึ้น เพราะเราไม่ละทิ้งสิ่งมีคุณค่าแต่ตัดสิ่งที่ทำร้ายเรา บ่อยครั้ง เราคิดผิดว่ายิ่งเราตัดสละน้อยเท่าใดชีวิตก็ยิ่งจะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้นแต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น

6.    “ถ้าตาข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงควักมันออกเสีย”ตาเป็นสิ่งกำหนดจุดมุ่งหมายที่ต้องบรรลุ จุดมุ่งหมายของเราคืออะไร ปกติ ใจของเราเดินไปในทิศทางใด สายตาก็เดินในทิศทางใด ปัญหาพื้นฐานของชีวิตคือต้องรู้จักเลือกจุดมุ่งหมายดีที่สุดจากข้อเสนอต่าง ๆ  เราจึงควรตรวจสอบว่าความหวังและการกระทำใดที่ช่วยเราให้บรรลุชีวิตนิรันดร หรือนำไปสู่ความพินาศ ความสำเร็จและความล้มเหลวของชีวิตขึ้นอยู่กับเจตจำนงเสรีและความสามารถในการตัดสินใจของเรา ดังนั้น มนุษย์จึงมีอำนาจยิ่งใหญ่ในการสร้างหรือทำลายตนเองและโลก

7.    “ทุกคนจะถูกดองด้วยเกลือและไฟ” ในพระคัมภีร์เกลือเป็นสัญลักษณ์ของปรีชาญาณเพราะเป็นสสารที่ให้รสชาติ ปรีชาญาณมาจากไฟของพระจิตเจ้า เป็นปรีชาญาณแห่งความรัก ซึ่งช่วยเราตัดสินใจในเรื่องสำคัญของชีวิตเมื่อเรารับพระปรีชาญาณ เราต้องเอาใจใส่เพื่อไม่ให้เกลือจืด เพราะถ้าสูญเสียรสชาติแล้ว จะนำสิ่งใดมาทำให้เกลือเค็มได้อีก หมายความว่า ถ้าเราสูญเสียจุดมุ่งหมายของชีวิตคือความรักทั้งต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ เท่ากับว่าชีวิตของเราถูกโยนทิ้งไป แต่ถ้าเรามีเกลือในตนเองคือพระปรีชาญาณ เราจะดำเนินชีวิตอย่างสันติ เราจงวอนขอไฟแห่งความรักเช่นนี้จากพระเจ้า

โครงการฯ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 10

โครงการสร้างบุคลากรทำงานด้านพระคัมภีร์ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 10

Sunday of the Word of God 2026

Sunday of the Word of God 2026

เช้าวันเสาร์เราคิดถึงพระวาจา

เช้าวันใหม่ใส่ใจภาวนา

Lectio Divina-Daily 2025

Sinapis Tell | ซีนาปีส เทลล์

Sinapis Talk | ซีนาปีส ทอล์ค

Video อบรมพระคัมภีร์

ความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์และหนังสือปฐมกาล

หนังสืออพยพและเลวีนิติ

หนังสือกันดารวิถีและเฉลยธรรมบัญญัติ

หนังสือโยชูวา ผู้วินิจฉัยและนางรูธ

หนังสือซามูแอล ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศาวดาร เอสราและเนหะมีย์

หนังสือโทบิต ยูดิธ เอสเธอร์และมัคคาบี 1 และ 2

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกาศกและประกาศกอาโมส

หนังสือประกาศกโฮเชยาและมีคาห์

หนังสือประกาศกอิสยาห์

หนังสือประกาศกโยนาห์และประกาศกเศฟันยาห์

หนังสือประกาศกนาฮูมและฮาบากุก

หนังสือประกาศกเยเรมีห์-เพลงคร่ำครวญ-บารุค

หนังสือประกาศกเอเสเคียลและดาเนียล

บทเทศน์บนภูเขา มธ. 5-7

พระวรสารนักบุญมัทธิว 10,13,18

พระวรสารนักบุญมาระโก

หนังสือกิจการอัครสาวก