"จงยึดพระวาจาแห่งชีวิตมั่นไว้" (ฟป. 2:16)

พิธีรื้อฟื้นพันธสัญญา

23 1กษัตริย์โยสิยาห์ทรงเรียกประชุมบรรดาผู้อาวุโสแห่งอาณาจักรยูดาห์และกรุงเยรูซาเล็ม 2พระองค์เสด็จขึ้นไปยังพระวิหารของพระยาห์เวห์ พร้อมกับชาวยูดาห์และผู้อาศัยที่กรุงเยรูซาเล็มทุกคน บรรดาสมณะ ประกาศกและประชากรทั้งปวง ทั้งชนชั้นสูงและคนธรรมดา พระองค์ทรงอ่านถ้อยคำทั้งหมดของหนังสือพันธสัญญาaที่พบในพระวิหารของพระยาห์เวห์ให้ทุกคนได้ยิน 3กษัตริย์ทรงยืนข้างเสา ทรงกระทำพันธสัญญาเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ว่าจะดำเนินตามพระยาห์เวห์ จะรักษาบทบัญญัติ กฤษฎีกาและข้อกำหนดของพระองค์สุดจิตใจ สุดวิญญาณ จะปฏิบัติตามถ้อยคำของพันธสัญญาที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ ประชาชนทุกคนปฏิญาณจะทำตามพันธสัญญา

การปฏิรูปศาสนกิจในอาณาจักรยูดาห์

            4กษัตริย์ทรงสั่งฮิลคียาห์มหาสมณะb สมณะผู้ช่วยc และสมณะผู้เฝ้าประตูพระวิหาร ให้นำสิ่งของต่างๆที่ใช้นมัสการพระบาอัล เทพีอาเชราห์และดวงดาวต่างๆ ออกจากพระวิหาร พระองค์ทรงเผาสิ่งของเหล่านี้นอกกรุงเยรูซาเล็ม ในทุ่งหุบเขาขิดโรน แล้วนำเถ้าไปที่เมืองเบธเอล 5พระองค์ทรงปลดสมณะของเทพเจ้าอื่น ซึ่งกษัตริย์แห่งยูดาห์ทรงแต่งตั้งให้ถวายกำยานdตามสักการสถานบนที่สูงในเมืองต่างๆของอาณาจักรยูดาห์ และในบริเวณใกล้เคียงกรุงเยรูซาเล็มจนหมดสิ้น ทั้งยังทรงปลดสมณะที่ถวายกำยานแด่พระบาอัล ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวนพเคราะห์และดวงดาวต่างๆe 6พระองค์ทรงถอนเสาศักดิ์สิทธิ์ของเทพีอาเชราห์ออกจากพระวิหารของพระยาห์เวห์ นำไปที่ห้วยขิดโรนนอกกรุงเยรูซาเล็มและเผาจนเป็นขี้เถ้า แล้วโปรยเถ้านั้นบนหลุมศพของประชาชนธรรมดา 7พระองค์ทรงทำลายที่อาศัยของโสเภณีชาย ซึ่งอยู่ภายในบริเวณพระวิหารของพระยาห์เวห์ และทรงทำลายที่อยู่ของหญิงทอผ้าfสำหรับเทพีอาเชราห์ในบริเวณนั้นด้วย

          8พระองค์ทรงนำสมณะทุกคนจากเมืองต่างๆของอาณาจักรยูดาห์มาที่กรุงเยรูซาเล็ม ทรงทำให้สักการสถานบนที่สูงซึ่งบรรดาสมณะเคยถวายกำยานเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์gตั้งแต่เมืองเกบาห์ไปจนถึงเมืองเบเออร์-เชบา ทรงทำลายสักการสถานที่ประตูเมืองh โดยเฉพาะสักการสถานด้านซ้ายของเมือง ที่โยชูวาผู้ว่าราชการสร้างไว้ 9บรรดาสมณะประจำสักการสถานบนที่สูงไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ในพระวิหารของพระยาห์เวห์ที่กรุงเยรูซาเล็ม แต่ได้รับอนุญาตให้กินขนมปังไร้เชื้อร่วมกับบรรดาพี่น้องสมณะอื่นๆi  10พระองค์ยังทรงทำให้โทเฟทซึ่งอยู่ในหุบเขาเบน-ฮินโนมjเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมิให้ผู้ใดเผาบุตรชายหญิงของตนเป็นบูชาแก่เทพโมเลคอีก 11พระองค์ทรงย้ายม้าที่บรรดากษัตริย์แห่งยูดาห์ทรงถวายแด่ดวงอาทิตย์kออกจากทางเข้าพระวิหารของพระยาห์เวห์ ม้าเหล่านี้อยู่ใกล้ห้องพักของขันทีนาธาน-เมเลคในลานพระวิหาร พระองค์ยังทรงเผารถทรงของพระอาทิตย์lด้วย  12กษัตริย์โยสิยาห์ทรงรื้อแท่นบูชาต่างๆmที่บรรดากษัตริย์แห่งยูดาห์ทรงสร้างไว้บนดาดฟ้าห้องประทับของกษัตริย์อาหัส และทรงรื้อแท่นบูชาที่กษัตริย์มนัสเสห์ทรงสร้างไว้ในลานทั้งสองของพระวิหารของพระยาห์เวห์ ทรงทุบnแท่นบูชาเหล่านี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และทรงโยนลงไปในห้วยขิดโรน 13กษัตริย์ยังทรงทำให้สักการสถานบนที่สูงทางด้านตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็มเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ กษัตริย์ซาโลมอนแห่งอิสราเอลทรงสร้างสักการสถานเหล่านี้ไว้ทางทิศใต้ของภูเขามะกอกเทศo เพื่อกราบไหว้เทพีอาเชราห์ สิ่งน่ารังเกียจของชาวไซดอน  เพื่อกราบไหว้เทพเคโมช สิ่งน่ารังเกียจของชาวโมอับ   และเพื่อกราบไหว้เทพมิลโคม สิ่งน่ารังเกียจของชาวอัมโมน 14พระองค์ยังทรงทุบเสาหินศักดิ์สิทธิ์ ทรงโค่นเสาศักดิ์สิทธิ์ต่างๆของเทพีอาเชราห์ และทรงนำกระดูกมนุษย์มาถมสถานที่เหล่านี้p

กษัตริย์โยสิยาห์ทรงขยายการปฏิรูปเข้าไปในเขตแดนทางเหนือ q

            15กษัตริย์โยสิยาห์ยังทรงทำลายแท่นบูชาที่เมืองเบธเอล และสักการสถานบนที่สูงซึ่งกษัตริย์เยโรโบอัมบุตรของเนบัททรงสร้างไว้ และทรงนำอิสราเอลให้ทำบาป พระองค์ทรงทำลายแท่นบูชาและสักการสถานนั้น ทรงทุบหินrจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และทรงเผาเสาศักดิ์สิทธิ์ของเทพีอาเชราห์อีกด้วย

          16กษัตริย์โยสิยาห์ทอดพระเนตรโดยรอบ เห็นหลุมศพที่อยู่บนภูเขา ทรงสั่งให้นำกระดูกออกจากหลุมศพเหล่านั้นมาเผาบนแท่นบูชานั้น ทำให้แท่นบูชานั้นเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ ตามพระวาจาของพระยาห์เวห์ที่คนของพระเจ้าเคยประกาศไว้เมื่อกษัตริย์เยโรโบอัมทรงยืนข้างแท่นบูชาในวันฉลอง กษัตริย์โยสิยาห์ทอดพระเนตรโดยรอบ ก็ทรงเห็นหลุมศพของคนของพระเจ้าs ซึ่งกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ 17พระองค์ตรัสถามว่า “หลุมศพที่เราเห็นนี้เป็นของใคร” ชาวเมืองทูลตอบว่า “เป็นหลุมศพของคนของพระเจ้าที่มาจากอาณาจักรยูดาห์และประกาศสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำต่อแท่นบูชาที่เมืองเบธเอลt18พระองค์ทรงสั่งว่า “จงปล่อยไว้อย่างนั้นเถิด อย่านำกระดูกของเขาออกมา” จึงไม่มีผู้ใดนำกระดูกของเขาออกมา ทั้งไม่นำกระดูกของประกาศกที่มาจากแคว้นสะมาเรียuออกมาด้วย

          19กษัตริย์โยสิยาห์ทรงทำลายสักการสถานบนที่สูงทุกแห่ง ซึ่งบรรดากษัตริย์ของอิสราเอลทรงสร้างขึ้นตามเมืองต่างๆของแคว้นสะมาเรียเป็นการยั่วยุพระพิโรธของพระยาห์เวห์v ทรงกระทำกับสถานที่เหล่านั้นเช่นเดียวกับที่ทรงกระทำที่เมืองเบธเอล 20ทรงประหารชีวิตบรรดาสมณะของสักการสถานบนที่สูงบนแท่นบูชา และทรงเผากระดูกมนุษย์บนแท่นบูชาเหล่านั้น แล้วเสด็จกลับไปกรุงเยรูซาเล็ม

การฉลองปัสกา

            21กษัตริย์ทรงสั่งประชาชนทั้งปวงว่า “จงฉลองปัสกาเป็นเกียรติแด่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่าน ตามพิธีที่กำหนดไว้ในหนังสือพันธสัญญาฉบับนี้” 22ตั้งแต่ผู้วินิจฉัยปกครองอิสราเอล ตลอดช่วงเวลาที่มีกษัตริย์ปกครองอิสราเอลและยูดาห์ ไม่เคยมีการฉลองปัสกาเช่นนี้ 23จนถึงปีที่สิบแปดในรัชกาลกษัตริย์โยสิยาห์ จึงมีการฉลองปัสกาเป็นเกียรติแด่พระยาห์เวห์ที่กรุงเยรูซาเล็ม

เรื่องราวอื่นๆในรัชสมัยกษัตริย์โยสิยาห์

            24กษัตริย์โยสิยาห์ทรงกำจัดบรรดาคนทรง หมอดู รูปเคารพประจำบ้าน รูปเคารพต่างๆและสิ่งน่ารังเกียจทั้งหลายที่มีอยู่ในแผ่นดินยูดาห์และที่กรุงเยรูซาเล็ม เพื่อปฏิบัติตามถ้อยคำของธรรมบัญญัติ ที่เขียนไว้ในหนังสือที่สมณะฮิลคียาห์พบในพระวิหารของพระยาห์เวห์ 25ไม่เคยมีกษัตริย์องค์ใดก่อนพระองค์ ที่ทรงดำเนินตามพระยาห์เวห์สุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดกำลัง ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสสเหมือนกับพระองค์ และไม่มีกษัตริย์องค์ใดต่อจากพระองค์ที่ทรงปฏิบัติเหมือนพระองค์ด้วยw

          26แต่พระพิโรธของพระยาห์เวห์ต่อยูดาห์มิได้สงบลง คือพระพิโรธแรงกล้าจากการกระทำของกษัตริย์มนัสเสห์ 27พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เราจะกำจัดยูดาห์ให้พ้นไปจากสายตาของเรา เช่นเดียวกับที่เราได้กำจัดอิสราเอลมาแล้ว เราจะทอดทิ้งกรุงเยรูซาเล็ม เมืองที่เราเลือกไว้ และจะทอดทิ้งพระวิหารที่เราเคยกล่าวว่า นามของเราจะอยู่ที่นั่น”

การสิ้นสุดรัชกาลกษัตริย์โยสิยาห์

            28เหตุการณ์ในรัชสมัยกษัตริย์โยสิยาห์ และสิ่งอื่นๆที่ทรงกระทำ มีบันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารของกษัตริย์แห่งยูดาห์

          29ในรัชสมัยของพระองค์ พระเจ้าฟาโรห์เนโค กษัตริย์แห่งอียิปต์ทรงยกทัพไปช่วยx กษัตริย์แห่งอัสซีเรียที่แม่น้ำยูเฟรติส กษัตริย์โยสิยาห์ทรงยกกำลังออกไปขัดขวาง แต่เมื่อสู้รบกันครั้งแรก พระเจ้าฟาโรห์เนโคก็ทรงประหารชีวิตพระองค์ที่เมืองเมกิดโด 30บรรดาข้าราชบริพารนำพระศพจากเมืองเมกิดโดขึ้นราชรถกลับกรุงเยรูซาเล็ม และฝังไว้ในที่ฝังพระศพ ประชาชนของแผ่นดินเลือกเยโฮอาหาสพระโอรสของกษัตริย์โยสิยาห์ เจิมตั้งขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อจากพระบิดา

ง: ความพินาศของกรุงเยรูซาเล็ม

 

รัชสมัยกษัตริย์เยโฮอาหาสแห่งยูดาห์ (609 ก.ค.ศ.)

          31เยโฮอาหาสทรงเป็นกษัตริย์เมื่อพระชนมายุยี่สิบสามพรรษา และทรงครองราชย์เป็นเวลาสามเดือนที่กรุงเยรูซาเล็ม พระมารดาทรงพระนามว่าฮามุทาล เป็นบุตรหญิงของเยเรมีห์y ชาวลิบนาห์ 32พระองค์ทรงกระทำความชั่วเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษเคยกระทำ

          33พระเจ้าฟาโรห์เนโคทรงจับกษัตริย์เยโฮอาหาสจองจำไว้ที่เมืองริบลาห์z ในแผ่นดินฮามัท มิให้ทรงครองราชย์ที่กรุงเยรูซาเล็มต่อไปaa และทรงบังคับให้แผ่นดินยูดาห์จ่ายเงินหนักสามตัน และทองคำอีกสามสิบกิโลกรัมเป็นบรรณาการ 34พระเจ้าฟาโรห์เนโคทรงแต่งตั้งเอลียาคิม พระโอรสของกษัตริย์โยสิยาห์ขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อจากโยสิยาห์พระบิดา และทรงเปลี่ยนพระนามเป็นเยโฮยาคิมbb พระเจ้าฟาโรห์ทรงนำกษัตริย์เยโฮอาหาสไปอียิปต์ กษัตริย์เยโฮอาหาสทรงอยู่ที่นั่นจนสิ้นพระชนม์

          35กษัตริย์เยโฮยาคิมทรงมอบเงินและทองคำแด่พระเจ้าฟาโรห์ พระองค์ทรงเก็บภาษีจากประชาชนของแผ่นดินเพื่อจ่ายให้ตามที่พระเจ้าฟาโรห์ทรงเรียกร้อง พระองค์ทรงเก็บเงินและทองคำจากประชาชนของแผ่นดินแต่ละคนตามสัดส่วนทรัพย์สมบัติที่เขามี เพื่อถวายพระเจ้าฟาโรห์เนโค

รัชสมัยกษัตริย์เยโฮยาคิมแห่งยูดาห์ (609-598 ก.ค.ศ.)

          36เยโฮยาคิมทรงเป็นกษัตริย์เมื่อพระชนมายุยี่สิบห้าพรรษา และทรงครองราชย์เป็นเวลาสิบเอ็ดปีที่กรุงเยรูซาเล็ม พระมารดาทรงพระนามว่าเศบิดาห์ เป็นบุตรหญิงของเปดายาห์ชาวเมืองรูมาห์ 37พระองค์ทรงกระทำความชั่วเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษเคยกระทำ

23 a ดู 22:8 เชิงอรรถ b นักวิชาการมักคิดว่าหนังสือพันธสัญญาที่ว่านี้คือหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ (เทียบ ฉธบ 5:2-3; 28:69)

b “มหาสมณะ” โดยแท้จริงแล้ว ตำแหน่งมหาสมณะเริ่มมีในภายหลัง คือหลังการกลับจากเนรเทศที่กรุงบาบิโลนแล้ว

c “สมณะผู้ช่วย” เป็นเอกพจน์ตาม Targum ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “บรรดาสมณะ” * สมณะชั้นผู้ใหญ่มี 3 ขั้นคือ (1) มหาสมณะ (2) สมณะผู้ช่วย และ (3) สมณะผู้เฝ้าประตูพระวิหาร 3 องค์ (ดู 12:10; 25:18)

d “ให้ถวายกำยาน” แปลตามต้นฉบับภาษากรีกและ Targum ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “และเขาได้ถวายกำยาน”

e ข้อความเกี่ยวกับการกราบไหว้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ สะท้อนข้อห้ามใน ฉธบ 4:19

f “ที่อาศัย” – “ผ้า” แปลโดยคาดคะเน ต้นฉบับไม่ชัด

g กษัตริย์โยสิยาห์ทรงบังคับให้ประชาชนมานมัสการที่พระวิหารกรุงเยรูซาเล็มเพียงแห่งเดียว (ฉธบ 12) “สักการสถานบนที่สูง” (1พกษ 3:2) แม้เป็นสถานที่นมัสการพระยาห์เวห์ ก็ถูกประณามเพราะขัดกับกฎข้อนี้

h เราไม่ทราบว่าสักการสถานนี้เป็นอะไรแน่

i ธรรมบัญญัติ (ฉธบ 18:6-8) กำหนดว่าสมณะจากชนบทซึ่งมาที่กรุงเยรูซาเล็มมีสิทธิเช่นเดียวกับพี่น้องสมณะที่อยู่ในกรุง แต่เมื่อบรรดาสมณะที่เคยประจำอยู่ตามสักการสถานต่างๆบนที่สูงมาอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มแล้ว บรรดาสมณะในกรุงพยายามกีดกันไม่ให้เขามีสิทธิเท่าเทียมกับตน

j หุบเขาเบน-ฮินโนมเป็นสถานที่ที่มีการเผาเด็กเป็นเครื่องบูชาแด่เทพโมเลค (ลนต 18:21 เชิงอรรถ h) คำ “โทเฟท" แปลว่า “การเผา” หรือ “ที่เผา” อาจหมายถึงสักการสถานของชาวคานาอันที่ประกอบพิธีดังกล่าว (เทียบ อสย 30:33)

k “ม้า” เมื่อไม่นานมานี้ นักโบราณคดีได้ขุดในบริเวณหน้าผาที่ตั้งนครของกษัตริย์ดาวิด พบสักการสถานที่สร้างในรัชสมัยกษัตริย์เยโฮชาฟัท (870-848 ก.ค.ศ.) มีเสาหินศักดิ์สิทธิ์และรูปม้าที่ถวายแด่พระอาทิตย์

l “ม้า” และ “รถทรง” คงจะใช้ในพิธีกรรมที่รับมาจากชาวอัสซีเรีย มีพิธีแห่ที่คิดว่าพระอาทิตย์ประทับบนรถทรงมีม้าลากเข้าขบวน

m “แท่นบูชาต่างๆ” คงเป็นแท่นบูชาเล็กๆที่ถวายแด่ดวงดาวต่างๆ (ยรม 19:13; ศฟย 1:5)

n “ทรงทุบ” แปลโดยคาดคะเน ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ทรงวิ่งจากที่นั่น”

o “ภูเขามะกอกเทศ” แปลตาม Targum ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ภูเขาแห่งความพินาศ”

p การเอากระดูกผู้ตายมาถมที่เป็นการทำให้สถานที่นั้นเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป (ดูข้อ 16 และ 20) กษัตริย์โยสิยาห์ทรงปฏิรูปศาสนาเป็นขั้นตอนโดยทรงทำลายสักการสถานบนที่สูงต่างๆเป็นอันดับแรก เพราะในสถานที่เหล่านี้มักจะมีพิธีกรรมของพระบาอัลเข้ามาปะปนกับการนมัสการพระยาห์เวห์บ่อยๆ  ต่อจากนั้นทรงกำจัดพิธีกรรมเกี่ยวกับเทพเจ้าอื่นทั้งหมด ซึ่งเป็นพิธีที่รับมาจากชาวคานาอัน หรือพิธีบูชาดวงดาวที่รับมาจากชาวอัสซีเรีย ประกาศกเยเรมีย์ เศฟันยาห์และเอเสเคียลกล่าวถึงสภาพยุ่งเหยิงของศาสนาของพระยาห์เวห์ในขณะนั้น ทำให้เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการปฏิรูปทางศาสนา

q กษัตริย์โยสิยาห์ทรงฉวยโอกาสที่อำนาจอัสซีเรียกำลังเสื่อมเพื่อกอบกู้อิสรภาพของอาณาจักรยูดาห์ และแผ่ขยายอำนาจออกไปถึงดินแดนที่เคยเป็นอาณาจักรอิสราเอลด้วย

r “ทุบหิน” แปลตามต้นฉบับภาษากรีก ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “เผาสักการสถานบนที่สูง”

s ข้อความ “เมื่อกษัตริย์เยโรโบอัม.......คนของพระเจ้า” แปลตามต้นฉบับภาษากรีก ไม่มีในต้นฉบับภาษาฮีบรู

t “ที่เมืองเบธเอล” บางคนคิดว่าวลีนี้เป็นคำเพิ่มเติมของผู้คัดลอก

u โดยแท้จริงประกาศกคนนี้มาจากเมืองเบธเอล (ดู 1 พกษ 13) “แคว้นสะมาเรีย” ในที่นี้อาจหมายถึงอาณาจักรเหนือทั้งหมด ซึ่งเมืองเบธเอลเป็นส่วนหนึ่ง (เทียบ 17:24,28)

v “ของพระยาห์เวห์” แปลตามสำนวนแปลโบราณ ไม่มีในต้นฉบับภาษาฮีบรู

w จบการเล่าเรื่องการปฏิรูปทางศาสนาของกษัตริย์โยสิยาห์ หนังสือพงศ์กษัตริย์ฉบับที่เขียนครั้งแรกอาจจบที่นี่

x “ไปช่วย” แปลตามตัวอักษรวา “ไปพบ” ซึ่งอาจหมายความทั้ง “ไปช่วย” หรือ “ไปสู้กับ” แต่นักวิชาการมักคิดว่าพระเจ้าฟาโรห์ทรงยกทัพไปช่วยกษัตริย์แห่งอัสซีเรียมากกว่า

y เยเรมีห์ผู้นี้ไม่ใช่ประกาศกเยเรมีย์

z ขณะนั้นพระเจ้าฟาโรห์เนโคทรงกลับจากการไปช่วยกองทัพอัสซีเรีย (ข้อ 29 แต่ไม่สำเร็จ) การล่มสลายของอาณาจักรอัสซีเรียทำให้พระเจ้าฟาโรห์เป็นผู้มีอำนาจปกครองดินแดนซีเรียและปาเลสไตน์

aa “มิให้ปกครองที่กรุงเยรูซาเล็มต่อไป” แปลตามสำนวนแปลโบราณ (เทียบ 2 พศด 36:3)

bb พระนามทั้งสองมีความหมายคล้ายกันมาก “เอลียาคิม” แปลว่า “พระเจ้าทรงตั้งให้มั่นคง” ส่วน “เยโฮยาคิม” แปลว่า “พระยาห์เวห์ทรงตั้งให้มั่นคง” พระนามหลังอาจเป็นพระนามเมื่อทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ (ดู 14:21 เชิงอรรถ c) หรือการเปลี่ยนพระนามแสดงว่าทรงเป็นประเทศราชของอียิปต์ (ดู 24:17)

เช้าวันใหม่ใส่ใจพระวาจา

Lectio Divina-Daily 2021

Sinapis เมล็ดพันธุ์แห่งพระวาจา

สมัครเรียนพระคัมภีร์ไปรษณีย์

สมัครเรียนพระคัมภีร์ไปรษณีย์

Video อบรมพระคัมภีร์

ความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์และหนังสือปฐมกาล

หนังสืออพยพและเลวีนิติ

หนังสือกันดารวิถีและเฉลยธรรมบัญญัติ

หนังสือโยชูวา ผู้วินิจฉัยและนางรูธ

หนังสือซามูแอล ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศาวดาร เอสราและเนหะมีย์

หนังสือโทบิต ยูดิธ เอสเธอร์และมัคคาบี 1 และ 2

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกาศกและประกาศกอาโมส

หนังสือประกาศกโฮเชยาและมีคาห์

หนังสือประกาศกอิสยาห์

หนังสือประกาศกโยนาห์และประกาศกเศฟันยาห์

หนังสือประกาศกนาฮูมและฮาบากุก

หนังสือประกาศกเยเรมีห์-เพลงคร่ำครวญ-บารุค

หนังสือประกาศกเอเสเคียลและดาเนียล

บทเทศน์บนภูเขา มธ. 5-7

พระวรสารนักบุญมัทธิว 10,13,18

พระวรสารนักบุญมาระโก

หนังสือกิจการอัครสาวก