"จงยึดพระวาจาแห่งชีวิตมั่นไว้" (ฟป. 2:16)


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

พระเยซูเจ้ากับชาวสะมาเรียa

4 1บรรดาชาวฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูเจ้าทรงทำพิธีล้างและทรงมีศิษย์มากกว่ายอห์น 2ความจริงผู้ทำพิธีล้างไม่ใช่พระองค์แต่เป็นบรรดาศิษย์ 3เมื่อพระองค์bทรงทราบเช่นนี้ก็เสด็จออกจากแคว้นยูเดียกลับไปยังแคว้นกาลิลี 4จำเป็นต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย 5พระองค์เสด็จมาถึงเมืองหนึ่งในแคว้นสะมาเรียชื่อสิคาร์c ใกล้ที่ดินที่ยาโคบยกให้โยเซฟบุตรชาย 6ที่นั่นมีบ่อน้ำของยาโคบ พระเยซูเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงประทับที่ขอบบ่อ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงวันd 7หญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า “ขอน้ำดื่มสักหน่อยเถิด” 8บรรดาศิษย์ของพระองค์ไปซื้ออาหารในเมือง 9หญิงชาวสะมาเรียทูลถามพระองค์ว่า “ท่านเป็นชาวยิว ทำไมจึงขอน้ำดื่มจากดิฉันซึ่งเป็นชาวสะมาเรีย” เพราะชาวยิวไม่ติดต่อกับชาวสะมาเรียเลยe 10พระเยซูเจ้าตรัสตอบนางว่า

“หากท่านรู้จักของประทานของพระเจ้า

และรู้จักผู้ที่บอกท่านว่า

‘ขอน้ำดื่มสักหน่อยเถิด’

ท่านคงกลับเป็นผู้ขอ

และผู้นั้นจะให้ ‘น้ำที่ให้ชีวิต’ แก่ท่าน”

11นางจึงทูลว่า “นายเจ้าขา ท่านไม่มีถังตักน้ำ และบ่อก็ลึกมาก ท่านจะเอาน้ำที่ให้ชีวิตมาจากไหน 12ท่านยิ่งใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเราหรือ ยาโคบให้บ่อน้ำนี้แก่เรา ยาโคบ ลูกหลานและฝูงสัตว์ก็ได้ดื่มน้ำจากบ่อนี้” 13พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า

“ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้

จะกระหายอีก

14แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้นั้น

จะไม่กระหายอีกเลย

น้ำที่เราจะให้เขา

จะกลายเป็นธารน้ำในตัวเขา ไหลรินเพื่อชีวิตนิรันดร”

15หญิงนั้นจึงทูลว่า “นายเจ้าขา โปรดให้น้ำนั้นแก่ดิฉันบ้าง เพื่อดิฉันจะไม่ต้องกระหายหรือต้องมาตักน้ำที่นี่อีก” 16พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า “จงไปเรียกสามีของเธอ และกลับมาที่นี่” 17หญิงผู้นั้นทูลตอบว่า ‘ดิฉันไม่มีสามี’ พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า “เธอพูดถูกแล้วที่ว่า ‘ดิฉันไม่มีสามี’ 18เพราะเธอมีสามีมาแล้วถึงห้าคน และคนที่อยู่กับเธอเวลานี้ ก็ไม่ใช่สามีของเธอด้วย เธอพูดจริงทีเดียว” 19หญิงผู้นั้นจึงทูลว่า “ดิฉันเห็นแล้วว่าท่านเป็นประกาศก 20บรรพบุรุษของเราเคยนมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้f แต่ท่านพูดว่าสถานที่สำหรับนมัสการพระเจ้าคือกรุงเยรูซาเล็ม”g 21พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า

“นางเอ๋ย เชื่อเราเถิด

ถึงเวลาแล้วที่ท่านทั้งหลายจะนมัสการพระบิดาเจ้า

ไม่ใช่เฉพาะบนภูเขานี้ หรือที่กรุงเยรูซาเล็ม

22ท่านนมัสการพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จัก

แต่เรานมัสการพระเจ้าที่เรารู้จัก

เพราะความรอดพ้นมาจากชาวยิว

23แต่จะถึงเวลา คือเวลานี้

เมื่อผู้นมัสการแท้จริงจะนมัสการพระบิดาเจ้าเดชะพระจิตเจ้า และตามความจริงh

เพราะพระบิดาทรงแสวงหาผู้นมัสการพระองค์เช่นนี้

24พระเจ้าทรงเป็นจิต

ผู้ที่นมัสการพระองค์i

จะต้องนมัสการเดชะพระจิตเจ้าและตามความจริง”

 25หญิงผู้นั้นจึงทูลว่า “ดิฉันรู้ว่าพระเมสสิยาห์คือพระคริสต์กำลังจะเสด็จมา และเมื่อเสด็จมา พระองค์จะทรงแจ้งทุกเรื่องให้เรารู้” 26พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นผู้นั้น เราที่กำลังพูดกับเธอ”

27ขณะนั้น บรรดาศิษย์มาถึง รู้สึกประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนาอยู่กับหญิงผู้นั้น แต่ไม่มีใครทูลถามว่า “พระองค์ทรงต้องการสิ่งใดจากนาง” หรือว่า “พระองค์กำลังตรัสอะไรกับนาง” 28หญิงผู้นั้นทิ้งไหน้ำของนางไว้ที่นั่น กลับเข้าไปjในเมือง และบอกประชาชนว่า 29“มาเถิด มาดูชายคนหนึ่งที่บอกทุกอย่างที่ดิฉันเคยทำ เขาเป็นพระคริสต์กระมัง” 30ประชาชนจึงออกจากเมืองมาเฝ้าพระองค์

31ระหว่างนั้น บรรดาศิษย์ทูลรบเร้าพระองค์ว่า “รับบี เชิญรับประทานอาหารบ้างเถิด” 32แต่พระองค์ตรัสตอบว่า “เรามีอาหารอื่นที่ท่านทั้งหลายไม่รู้จัก” 33บรรดาศิษย์จึงถามกันว่า “มีใครนำสิ่งใดมาให้พระองค์รับประทานหรือ” 34พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า

“อาหารของเรา

คือการทำตามพระประสงค์ของพระผู้ทรงส่งเรามาk

และการประกอบภารกิจของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงไป

35ท่านพูดกันมิใช่หรือว่า

อีกสี่เดือนก็จะถึงเวลาเก็บเกี่ยว

ถูกแล้ว เราบอกท่านทั้งหลายว่า

จงเงยหน้าขึ้น มองดูทุ่งนาเถิด

ทุ่งนาเหลืองอร่ามพร้อมจะเก็บเกี่ยวได้แล้วl

36คนเก็บเกี่ยวกำลังจะรับค่าจ้าง

และรวบรวมผลไว้เพื่อชีวิตนิรันดร

เพื่อทั้งคนหว่าน และคนเก็บเกี่ยวจะมีความยินดีร่วมกัน

37ในกรณีนี้ก็เป็นจริงตามคำพูดที่ว่า

คนหนึ่งหว่าน อีกคนหนึ่งเก็บเกี่ยว

38เราส่งท่านทั้งหลาย

ไปเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้ลงแรงทำงานไว้

คนอื่นลงแรงไว้

แล้วท่านเข้ามาเก็บผลจากแรงงานของพวกเขา”m

39ชาวสะมาเรียหลายคนจากเมืองนั้นมีความเชื่อในพระองค์ เพราะคำของหญิงคนนั้นที่ยืนยันว่า “เขาได้บอกทุกสิ่งที่ดิฉันเคยทำ” 40เมื่อชาวสะมาเรียมาเฝ้าพระองค์แล้ว ก็วอนขอให้ประทับอยู่กับเขา พระองค์ประทับอยู่ที่นั่นสองวัน 41คนที่มีความเชื่อเพราะพระวาจาของพระองค์มีจำนวนมากขึ้น 42เขากล่าวกับหญิงผู้นั้นว่า “เรามีความเชื่อไม่ใช่เพราะคำพูดของท่านอีกแล้ว เราเองได้ยินและรู้ว่าพระองค์เป็นพระผู้ไถ่ของโลกโดยแท้จริง”n

พระเยซูเจ้าในแคว้นกาลิลี

43หลังจากนั้นสองวัน พระเยซูเจ้าทรงออกเดินทางต่อไปยังแคว้นกาลิลี 44พระองค์เคยทรงประกาศไว้ว่า ประกาศกมักไม่ได้รับเกียรติในบ้านเมืองของตน 45แต่เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงแคว้นกาลิลี ชาวกาลิลีต้อนรับพระองค์อย่างดี เพราะเห็นการกระทำต่างๆ ของพระองค์ที่กรุงเยรูซาเล็มในระหว่างวันฉลองที่เขาไปร่วมด้วย

เครื่องหมายอัศจรรย์ครั้งที่สองที่หมู่บ้านคานา

46พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาที่หมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลีอีกครั้งหนึ่ง พระองค์เคยทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่นที่นั่น ข้าราชการคนหนึ่งมีบุตรป่วยหนักอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม 47เขาได้ยินว่าพระเยซูเจ้าเสด็จจากแคว้นยูเดียมายังแคว้นกาลิลีแล้ว จึงมาเฝ้าพระองค์และทูลขอให้เสด็จไปรักษาบุตรของเขา ซึ่งใกล้จะสิ้นชีวิต 48พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ถ้าท่านทั้งหลายไม่เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์และปาฏิหาริย์แล้ว ท่านจะไม่เชื่อเลย” 49ข้าราชการผู้นั้นทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดเสด็จไปก่อนที่บุตรของข้าพเจ้าจะสิ้นใจเถิด” 50พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ไปเถิด บุตรของท่านพ้นอันตรายแล้ว” ชายผู้นั้นเชื่อพระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสกับเขา จึงเดินทางจากไป 51ขณะที่เขากำลังเดินทางกลับ ผู้รับใช้ของเขาออกมาพบ บอกว่าบุตรของเขาพ้นอันตรายแล้ว 52เขาซักถามถึงเวลาที่บุตรมีอาการดีขึ้น ผู้รับใช้ตอบว่า “เมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมงอาการไข้ก็หาย” 53บิดาจึงรู้ว่านั่นเป็นเวลาที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “บุตรของท่านพ้นอันตรายแล้ว” เขากับทุกคนในครอบครัวจึงมีความเชื่อ

54พระเยซูเจ้าทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์ครั้งที่สองนี้หลังจากเสด็จกลับจากแคว้นยูเดียมายังแคว้นกาลิลี

 

เรียนพระคัมภีร์กับคุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร
พระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 4

 



 

4 a การพบปะที่บ่อน้ำเป็นเหตุการณ์ที่พบบ่อยๆ ในเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดาบรรพบุรุษ (ปฐก 25:10ฯ; 29:1ฯ; อพย 2:15ฯ) บ่อน้ำและน้ำพุมีส่วนสำคัญในชีวิตและศาสนาของบรรดาบรรพบุรุษ และของชาวยิวในสมัยอพยพ (ปฐก 26:14-22; อพย 15:22-27; 17:1-7) ในพันธสัญญาเดิม น้ำจากบ่อน้ำพุเป็นสัญลักษณ์ถึงชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตในยุคของพระเมสสิยาห์ (สดด 36:8-9; อสย 12:3-4; 55:1; ยรม 2:13; อสค 47:1ฯ; เทียบ สดด 46:4; และ ศคย 14:8 และในพันธสัญญาใหม่ วว 7:16-17; 22:17) น้ำยังเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่พระปรีชาญาณและธรรมบัญญัติประทานให้ (สภษ 13:14; บสร 15:3; 24:23-29) สัญลักษณ์ของน้ำนี้ยังมีความหมายเพิ่มเติมในพระวรสาร น้ำ เป็น (น้ำที่ไหลจากตาน้ำ) หมายถึง พระจิตเจ้า (ดู 1:33 เชิงอรรถ x; 7:37-39)

b สำเนาโบราณบางฉบับว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า

c เมืองสิคาร์นี้ถ้าไม่หมายถึงเมืองเชเคมเก่า (สิคารา ในภาษาอาราเมอิก) อาจหมายถึงหมู่บ้านอัสคาร์ในปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขาเอบาล ประมาณหนึ่งกิโลเมตรจาก บ่อน้ำของยาโคบ ปฐก มิได้กล่าวถึงบ่อน้ำแห่งนี้เลย

d แปลตามตัวอักษร หกโมง

e สำเนาโบราณบางฉบับละข้อความอธิบายประโยคนี้ *ชาวยิวเกลียดชาวสะมาเรีย (8:48; บสร 50:25-26; ลก 9:52-55; เทียบ มธ 10:5; ลก 10:33; 17:16) และมีความเห็นว่า ชาวสะมาเรียมีต้นกำเนิดมาจากคนต่างศาสนาห้ากลุ่มที่ถูกอพยพเข้ามาอยู่ในอาณาจักรอิสราเอลรอบๆ กรุงสะมาเรียเดิม (2 พกษ 17:24-41) ชาวสะมาเรียยังเคารพนับถือเทพเจ้าดั้งเดิมของตนด้วย สามีห้าคน ในข้อ 18 อาจเป็นสัญลักษณ์พาดพิงถึงเทพเจ้าทั้งห้าองค์นี้ก็ได้

f ภูเขานี้ หมายถึง ภูเขาเกริซิม ชาวสะมาเรียได้สร้างวิหารขึ้นหลังหนึ่งบนภูเขานี้ เป็นคู่แข่งกับวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม แต่กษัตริย์ยอห์นฮีรคานุสของชาวยิวได้ทำลายวิหารนี้ลงในปี 129 ก่อน ค.ศ.

g สำเนาโบราณบางฉบับละคำ สถานที่

h พระจิตเจ้า (14:26 เชิงอรรถ r) ทรงทำให้มนุษย์เป็นสิ่งสร้างใหม่ (3:5) และยังทรงเป็นพลังบันดาลใจให้มนุษย์นมัสการพระเจ้าแบบใหม่ การนมัสการเช่นนี้จึงเป็นการนมัสการ ตามความจริง เพราะเป็นการนมัสการแบบเดียวที่ตอบสนองเงื่อนไขซึ่งพระเจ้าทรงเปิดเผยทางพระเยซูเจ้า

i สำเนาโบราณบางฉบับละคำว่า พระองค์ (ดู 12:20)

j หรือแปลได้อีกแบบหนึ่งว่า ได้จากไป

k เปาโลและพระวรสารสหทรรศน์สอนว่า พระบิดาได้ทรงส่งพระเยซูเจ้ามาในโลกนี้ แต่ยอห์นเน้นถึงเรื่องนี้เป็นพิเศษซ้ำแล้วซ้ำอีก (3:17; 5:24, 36-38; 8:42; 9:7; 11:42; 17:8, 21-25) พระเยซูเจ้าทรงมีต้นกำเนิดในพระบิดา (3:31; 6:46; 7:29; 8:42) เสด็จลงมาจากพระบิดา (3:13; 6:38,42) ตรัสพระวาจาของพระบิดา (3:34; 7:16; 8:26-28; 12:49-50; 14:24; 17:8, 14) ทรงทำตามพระประสงค์ของพระบิดา (9:4; 10:32, 37; 14:10) ความเชื่อ (3:12 เชิงอรรถ g) เป็นการยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ที่พระบิดาทรงส่งมา (7:28-29; 17:21, 25; 19:9 เชิงอรรถ b) ต่อมาภายหลัง พระเยซูเจ้าทรงส่งบรรดาอัครสาวกเช่นเดียวกัน (13:20; 17:18; 20:21 ดู 17:20 เชิงอรรถ n; กจ 1:26; 22:21 เชิงอรรถ i; รม 1:1 เชิงอรรถ b)

l การเก็บเกี่ยว นี้หมายถึง การเก็บวิญญาณ ชาวสะมาเรียซึ่งมาเฝ้าพระเยซูเจ้า (ข้อ 30) เป็นผลแรกของการเก็บเกี่ยวนี้

m ผู้เก็บเกี่ยวคือบรรดาศิษย์ ส่วนผู้หว่านคือผู้ที่ได้ทำงานมาก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเยซูเจ้าเอง

n พระเยซูเจ้าไม่ทรงเป็นเพียง กษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล เหมือนกับใน 1:49 เท่านั้น แต่ทรงเป็น “พระผู้ไถ่ของโลก” ด้วย ยอห์นมีทรรศนะสากลเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า (ดู 1:29; 3:16; 11:52; 1 ยน 2:2) อย่างไรก็ตาม ความรอดพ้นมาจากชาวยิว (ข้อ 22)

เช้าวันใหม่ใส่ใจพระวาจา

Lectio Divina-Daily 2022

Sinapis เมล็ดพันธุ์แห่งพระวาจา

เช้าวันเสาร์เราคิดถึงพระวาจา

สมัครเรียนพระคัมภีร์ไปรษณีย์

สมัครเรียนพระคัมภีร์ไปรษณีย์

Video อบรมพระคัมภีร์

ความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์และหนังสือปฐมกาล

หนังสืออพยพและเลวีนิติ

หนังสือกันดารวิถีและเฉลยธรรมบัญญัติ

หนังสือโยชูวา ผู้วินิจฉัยและนางรูธ

หนังสือซามูแอล ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศาวดาร เอสราและเนหะมีย์

หนังสือโทบิต ยูดิธ เอสเธอร์และมัคคาบี 1 และ 2

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกาศกและประกาศกอาโมส

หนังสือประกาศกโฮเชยาและมีคาห์

หนังสือประกาศกอิสยาห์

หนังสือประกาศกโยนาห์และประกาศกเศฟันยาห์

หนังสือประกาศกนาฮูมและฮาบากุก

หนังสือประกาศกเยเรมีห์-เพลงคร่ำครวญ-บารุค

หนังสือประกาศกเอเสเคียลและดาเนียล

บทเทศน์บนภูเขา มธ. 5-7

พระวรสารนักบุญมัทธิว 10,13,18

พระวรสารนักบุญมาระโก

หนังสือกิจการอัครสาวก