Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“บัดนี้พวกเรากำลังจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม”

53. พระเยซูเจ้าทรงทำนายครั้งที่สามถึงพระทรมาน (2)
b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน       
      1. พระเยซูเจ้าพร้อมกับบรรดาศิษย์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม การเดินทางของพระองค์เป็นสัญลักษณ์การเดินทางของเรา โดยทั่วไป ผู้เดินทางต้องมีจุดมุ่งหมายและสำหรับพระเยซูเจ้า จุดมุ่งหมายนี้คือความหมายพระชนมชีพของพระองค์ พระเยซูเจ้าทรงพระประสงค์ที่จะนำทุกคนที่ได้รับเรียกให้ติดตามพระองค์ไปสู่จุดหมายปลายทางนี้ พระองค์ทรงเดินนำหน้าทุกคน ทรงชี้ทางให้เรารู้ว่าควรเดินในทางใด เมื่อพระองค์ทรงทำนายครั้งแรกถึงการรับทรมาน นักบุญเปโตร ต้องการชี้แนะทางเดินให้พระองค์ และพระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลังอย่าขัดขวาง” ในชีวิตประจำวัน เราทุกคนก็ถูกผจญเช่นเดียวกับนักบุญเปโตรที่ต้องการชี้ทางเดินให้พระเยซูเจ้า เหมือนกับว่าในที่สุด พระองค์พอพระทัยที่จะปฏิบัติตามความต้องการของเรา โดยแท้จริงแล้ว เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องเดินตามพระยุคลบาทของพระองค์


     2. “ผู้ติดตามต่างมีความกลัว” หมายความว่าคนหนึ่งอาจเดินตามพระยุคลบาทของพระเยซูเจ้า แต่ก็ยังมีความกลัวซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาและเข้าใจได้ พระเยซูเจ้าทรงทราบเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ และทรงปรารถนาที่จะเตรียมใจบรรดาศิษย์ พระองค์ไม่ทรงเป็นผู้ที่เดินนำหน้าโดยไม่สนใจผู้เดินตาม หรือบุคคลที่คิดว่า “ฉันเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่น่าสงสารที่ท่านทั้งหลายไม่รับรู้” ตรงกันข้าม พระองค์ทรงแจ้งให้บรรดาศิษย์รู้ถึงเหตุการณ์ที่เขากลัว เพราะเหตุการณ์นั้นจะนำความรอดพ้นและบรรดาเป็นเหมือนคนตาพร่ามัว คิดว่าการหลีกเลี่ยงที่จะรับทรมานเป็นสิ่งดี แต่โดยแท้จริงแล้ว เป็นสิ่งเลวร้ายเพราะขัดต่อพระประสงค์ของพระเจ้า และคิดว่าการรับทรมานของพระเยซูเจ้าเป็นสิ่งเลวร้าย แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นสิ่งดีเพราะนำความรอดพ้นแก่มนุษย์เราก็เช่นกัน เมื่อมีความกลัว เรามักทำสิ่งเลวร้ายเพราะดวงตาของเราพร่ามัว

     3. “บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบ” พระเยซูเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่า “บุตรแห่งมนุษย์” ไม่ทรงเคยใช้พระนามอื่นเรียกพระองค์เอง โดยแท้จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน มีตำแหน่งสูงสุดหรือต่ำต้อยที่สุด คนดีหรือคนชั่วร้าย ล้วนเป็นบุตรของบิดามารดา พระเยซูเจ้าจึงทรงใช้คำว่า “บุตร” ซึ่งเป็นคำสากลที่ใช้เรียกมนุษย์ทั่วไป เพื่อสอนว่ามนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้าและมีภาพลักษณ์เหมือนพระเจ้าแก่นแท้ของการมนุษย์คือความต้องการผู้อื่น ดังที่แก่นแท้ของพระเจ้าผู้ทรงความรักคือ ความต้องการให้มีผู้ยอมรับความรักของพระองค์ ดังนั้น สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขคือการเป็นบุตรของมนุษย์เป็นผู้ที่สามารถมอบตนเองในเงื้อมมือของผู้อื่น และรับผู้อื่นในมือของตน

     4. มนุษย์จะเป็นผู้ใหญ่ก็ต่อเมื่อรู้จักมอบตนเองแก่ผู้อื่น มิฉะนั้นแล้ว เขาจะเป็นเด็กตลอดไปที่ต้องการให้ทุกคนอยู่ในมือของเขา เพราะเขากลัวทุกสิ่ง นี่เป็นการผจญสำหรับเราทุกคนที่ต้องการควบคุมทุกอย่างให้อยู่มือ ตรงกันข้าม พระเยซูเจ้าทรงมอบพระองค์ไว้ในเงื้อมมือของมนุษย์ คำว่า “มอบ” เป็นคำสำคัญในพระวรสาร เช่น พระบิดาทรงมอบพระบุตรแก่มนุษย์แต่ละคน เพราะพระเจ้าทรงไว้วางใจมนุษย์มากพระบุตรทรงมอบพระองค์แก่มนุษย์ และบรรดาสมณะมอบพระองค์แก่คนต่างศาสนาให้ประหารชีวิตพระองค์ ยูดาสมอบพระเยซูเจ้าแก่หัวหน้าชาวยิว และพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนทรงมอบชีวิตเพื่อเรา น่าสังเกตว่า พระเยซูเจ้าทรงมอบชีวิตแก่ผู้ที่กำลังจะประหารชีวิตนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องความเชื่อคือ เมื่อเราไว้ใจผู้ใด เราก็จะมอบตนเองให้ผู้นั้น เราต้องเสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร และกลัวที่จะสูญเสียตนเอง จึงยึดบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ แต่พระเยซูเจ้าไม่มีพระดำริเช่นนั้น ทรงมอบพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดาโดยในวลาเดียวกันทรงมอบพระองค์ในเงื้อมมือของมนุษย์

     5. การกระทำของพระเจ้าในโลกนี้ค่อนข้างลึกลับ พระองค์ทรงปล่อยให้มนุษย์ทำตามใจชอบ แต่ในสิ่งที่เราต้องการทำนั้นพระองค์ทรงบันดาลให้แผนการแห่งความรอดพ้นสำเร็จไป โดยไม่ทรงกระทำสิ่งอื่นต่างจากสิ่งที่เราได้กระทำ นี่เป็นพระธรรมล้ำลึกเราหวังเสมอว่าพระเจ้าจะเสด็จมาทำตามความประสงค์ของเราพระองค์เสด็จมาอย่างแน่นอนก็จริง แต่ไม่ใช่ดังที่เราคิด พระองค์ทรงพร้อมที่จะรับความชั่วร้ายทั้งหมดที่มนุษย์กระทำเพื่อทรงเปิดเผยความรักและประทานพละกำลังชีวิตใหม่วิธีการที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อแก้ปัญหาความชั่วร้ายไม่เป็นการลบล้างความผิดโดยอัตโนมัติ แต่ทรงเข้าแทรกแซง พระองค์ไม่ทรงลงโทษผู้ใด แต่ทรงแบกความชั่วร้ายไว้ในพระองค์และทรงมีส่วนร่วมกับมนุษย์ที่ทำความชั่วร้าย ดังนั้น เราพบผู้ที่ยอมแบกความชั่วร้ายของเรา เราพบความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าความเห็นแก่ตัวเมื่อเรายอมเปรียบเทียบตนเองกับความรักและเข้าใจความรักนี้ เราก็พ้นจากความชั่วร้าย มนุษย์ทำความชั่วร้ายเพราะต้องการความดี ไม้กางเขนที่เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายทั้งหมดที่มนุษย์ได้กระทำ กลับกลายเป็นการเปิดเผยของพระเจ้าว่า ทรงเป็นความรักและพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์