เพลงสดุดีที่ 40

เพลงขอบพระคุณและภาวนาขอความช่วยเหลือa

สดด บทนี้เรียงลำดับความคิดในแบบไม่ธรรมดา คือเริ่มด้วยการขอบพระคุณและความหวัง (ข้อ 2-13) แล้วจบด้วยคำอ้อนวอนขอให้ทรงช่วยให้รอดพ้น (ข้อ 14-17) ภาคที่สองนี้เหมือนกันกับ สดด 70 จึงชวนให้คิดว่าแต่เดิมคงเป็นเพลงสดุดี 2 บทซึ่งถูกนำมารวมกัน ฮบ 10:5-7 เชิญชวนเราให้ฟังถ้อยคำในข้อ 7-9 ว่าเป็นถ้อยคำที่พระคริสตเจ้าตรัส ข้อความนี้มิได้หมายความว่าการถวายบูชาไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่หมายความว่าการถวายตนแด่พระเจ้า โดยพร้อมที่จะเชื่อฟังพระองค์ตลอดเวลานั้นมีความสำคัญมากกว่า (เทียบ 1 ซมอ 15:22; ฮชย 6:6)

สำหรับหัวหน้านักขับร้อง เพลงสดุดี ของกษัตริย์ดาวิด

1      ข้าพเจ้ารอคอยพระยาห์เวห์ด้วยความหวัง

        แล้วพระองค์ก็ทรงก้มลงมาหาข้าพเจ้า

        และทรงฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือของข้าพเจ้า

2      พระองค์ทรงฉุดข้าพเจ้าขึ้นจากขุมลึกแห่งความพินาศ

        จากโคลนตมในปลักเลน

        ทรงให้ข้าพเจ้ายืนบนก้อนหิน

        ให้ก้าวเดินไปอย่างมั่นคง

       

3      พระองค์ทรงใส่เพลงบทใหม่ไว้ในปากข้าพเจ้า

        เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเรา

        หลายคนจะแลเห็นและมีความยำเกรง

        จะมอบความวางใจในพระยาห์เวห์

4      ผู้ที่วางใจในพระยาห์เวห์ย่อมเป็นสุข

        เขาไม่หันไปกราบไหว้รูปเคารพ

        และไม่หลงไปนมัสการพระเท็จเทียม

5      ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของข้าพเจ้า

        การอัศจรรย์และแผนการที่ทรงกระทำสำหรับข้าพเจ้าทั้งหลายนั้นช่างมากมายเหลือเกิน

        จะหาผู้ใดมาเทียมเท่าพระองค์ได้

        ข้าพเจ้าใคร่จะประกาศและบอกเล่าถึงเรื่องเหล่านี้

        แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีมากเหลือคณานับ

6      พระองค์ไม่ทรงประสงค์เครื่องบูชาหรือของถวายใดๆ

        พระองค์มิได้ทรงเรียกร้องเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องบูชาชดเชยบาป

        แต่พระองค์ประทานหูให้ข้าพเจ้าฟังb

7      ข้าพเจ้าจึงทูลว่า "ข้าพเจ้าอยู่นี่ กำลังมาแล้ว

        ในม้วนพระคัมภีร์มีเขียนไว้สำหรับข้าพเจ้า

8      ให้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์

        ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าปรารถนาเช่นนั้นc

        ธรรมบัญญัติของพระองค์อยู่ลึกในหัวใจของข้าพเจ้า

9      ข้าพเจ้าประกาศความเที่ยงธรรมของพระองค์dในที่ประชุมใหญ่

        ถูกแล้ว ข้าพเจ้ามิได้ปิดปากเลย

        ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงทราบอยู่แล้ว

10    ข้าพเจ้ามิได้ซ่อนความเที่ยงธรรมของพระองค์ไว้ลึกในใจ    ของข้าพเจ้า

        ข้าพเจ้าประกาศว่าพระองค์ทรงซื่อสัตย์และทรงช่วยให้รอด พ้น

        ข้าพเจ้าไม่ได้ซ่อนความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์ของ       พระองค์ไว้จากที่ประชุมใหญ่

11    ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ไม่ทรงหยุดยั้งที่จะแสดงความ   กรุณาต่อข้าพเจ้า

        ความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์ของพระองค์รักษาข้าพเจ้า  ไว้ตลอดเวลา

12    เพราะความทุกข์ร้อนมากมายจนนับไม่ถ้วนห้อมล้อม         ข้าพเจ้า

        ความผิดทับถมข้าพเจ้าจนข้าพเจ้ามองไม่เห็นอีกแล้ว

        บาปของข้าพเจ้ามีมากกว่าเส้นผมบนศีรษะของข้าพเจ้า

            จนข้าพเจ้าหมดกำลังใจ

13    ข้าแต่พระยาห์เวห์ โปรดพอพระทัยที่จะช่วยชีวิตข้าพเจ้า

        ข้าแต่พระยาห์เวห์ โปรดเสด็จมาช่วยเหลือข้าพเจ้าโดยเร็วเถิด

14    ผู้ที่มุ่งเอาชีวิตข้าพเจ้าจงได้รับความอับอายเถิด

        ผู้ที่ยินดีในความพินาศของข้าพเจ้าจงหนีไปอย่างอัปยศเถิด

15    ผู้ที่กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า "สาแก่ใจ"

        จงตกตะลึงด้วยความอับอาย

16    แต่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์จงยินดีและชื่นชมในพระองค์

        ผู้ที่รักพระองค์ผู้ทรงช่วยให้รอดพ้น

        จงพูดเสมอว่า "พระยาห์เวห์ทรงยิ่งใหญ่"

17    ข้าพเจ้ายากจนและขัดสน

        องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ยังเอาพระทัยใส่ข้าพเจ้า

        พระองค์ทรงช่วยเหลือและประทานความรอดพ้นแก่ข้าพเจ้า

        ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า ขออย่าทรงรอช้าอยู่เลย

40 a เพลงสดุดีบทนี้เป็นเพลงขอบพระคุณ (ข้อ 1-11) ถูกนำมารวมกับเพลงคร่ำครวญในยามทุกข์ร้อน (ข้อ 13-17) โดยมีข้อ 12 เป็นตัวเชื่อม เพลงคร่ำครวญนี้จะพบต่างหากอีกใน สดด 70  เมื่อบทเพลงทั้งสองถูกนำมารวมกันแล้ว ส่วนแรกจึงเป็นการทบทวนถึงเวลาที่มีชีวิตอย่างเป็นสุขเมื่อเทียบกับสภาพปัจจุบันซึ่งมีแต่ความทุกข์ จึงขอความช่วยเหลือจากพระยาห์เวห์

b แปลตามตัวอักษรว่า "ขุดหู"  พระเจ้าทรงมีวิธีจัดการให้ผู้รับใช้ของพระองค์รู้ถึงพระประสงค์ เทียบ อสย 50:5  ต้นฉบับภาษากรีกฉบับหนึ่งแปลประโยคนี้ว่า "พระองค์ได้ทรงปั้นร่างกายให้ข้าพเจ้า" ในภายหลังจึงมีผู้อธิบายความหมายว่ากล่าวถึงพระเมสสิยาห์ ซึ่งคริสตชนเข้าใจว่าหมายถึงพระคริสตเจ้า ดู ฮบ 10:5ฯ

c ความเชื่อฟังดีกว่าการถวายเครื่องบูชา (1 ซมอ 15:22)  บรรดาประกาศกมักจะเตือนชาวอิสราเอลมิให้ประกอบพิธีกรรมเพียงภายนอกโดยไม่ตั้งใจที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า อมส 5:21 เชิงอรรถ n ดู ปฐก 8:21 เชิงอรรถ c หรือมิให้ชะล่าใจว่า ถ้าพระเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารแล้วเขาจะปลอดภัย ไม่ว่าจะประพฤติตนอย่างไร (ดู ยรม 7:3-4)  ในศาสนายูดายยุคหลังเนรเทศ พระวิหารยังมีความสำคัญต่อไปในฐานะที่เป็นเครื่องหมายแห่งความรอดพ้น (ศคย 1:16) แต่ในเวลาเดียวกันคารวกิจฝ่ายจิตใจก็มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ท่าทีของจิตใจ การภาวนา ความเชื่อฟังและความรัก นับว่าเป็นคารวกิจฝ่ายจิตใจอีกด้วย สดด 50; 51:17; 69:30-31; 141:2; สภษ 21:3 ดู ทบต 4:11; บสร 34:18 - 35:10 การพัฒนาดังกล่าวได้เตรียมศาสนายูดายให้คงอยู่ต่อไปหลังจากที่พระวิหารถูกทำลายไปแล้ว และยังพัฒนาต่อมาในพันธสัญญาใหม่ (รม 1:9 เชิงอรรถ f; 12:1 เชิงอรรถ a)

d "ของพระองค์" เป็นคำเสริมจากบริบท