โมเสสเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับประชากร

23เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงจากความมืด และเห็นภูเขาลุกเป็นไฟ ทุกท่านรวมทั้งหัวหน้าเผ่าและผู้อาวุโสมาหาข้าพเจ้า  24พูดว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเรา ทรงสำแดงให้เราเห็นพระสิริรุ่งโรจน์และความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์จากกองไฟ วันนี้ เราเห็นแล้วว่าเป็นไปได้ที่มนุษย์จะคงมีชีวิตอยู่ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าตรัสแก่เขา  25แต่บัดนี้ทำไมเราจะต้องเสี่ยงกับความตายอีกเล่า เราจะต้องตายแน่ ๆ ถ้าเราได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเราอีก  26เพราะว่ามนุษย์คนใดยังจะมีชีวิตอยู่ได้หลังจากที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ทรงชีวิตd ดังที่เราได้ยินพระองค์ตรัสจากกองไฟ  27ท่านผู้เดียวจงไปฟังพระวาจาที่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเราจะตรัสเถิด แล้วกลับมาบอกเราว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเรา ตรัสประการใดบ้าง เราจะฟังและปฏิบัติตาม"

28องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงสดับถ้อยคำที่ท่านพูดกับข้าพเจ้า แล้วตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า "เราได้ยินถ้อยคำที่ประชากรนี้พูดแก่ท่านแล้ว สิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง  29ขอเพียงให้จิตใจเขาเป็นเช่นนี้ตลอดไปเถิด ให้เขายำเกรงเราและปฏิบัติตามบทบัญญัติของเราทุกประการ เขากับบุตรหลานจะอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป"  30จงไปบอกเขาว่า "กลับไปที่กระโจมของท่านเถิด"  31แต่ท่านจงอยู่กับเราที่นี่ เราจะบอกบทบัญญัติทั้งหมดของเราแก่ท่าน รวมทั้งข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ที่ท่านจะต้องสั่งสอนเขา เพื่อเขาจะปฏิบัติตามในแผ่นดินที่เรากำลังจะมอบให้เป็นมรดกแก่เขา


d สำนวนว่า "พระเจ้าผู้ทรงชีวิต" เป็นสูตรโบราณแสดงความเชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้ (6:4 เชิงอรรถ b) เพราะเป็นการยืนยันว่าไม่มีพระอื่น ๆ เพราะพระเหล่านั้นไม่มีชีวิต เป็นเพียงรูปเคารพ (ยชว 3:10; 1 ซมอ 17:26,36; สดด 84:2; อสย 37:4; ยรม 10:8-10; ฮชย 2:1; ดู มธ 16:16; 26:23; รม 9:26; 1 ธส 1:9; 1 ทธ 3:15)

e เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตแล้ว คำปราศรัยจะเป็นคำสอนและคำเตือนใจสั้น ๆ ติดต่อกัน ซึ่งจะเป็นการสรุปจิตตารมณ์ทางศาสนาของเฉลยธรรมบัญญัติ