(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

III พระเยซูเจ้าทรงประกาศอาณาจักรสวรรค์

เรื่องเล่า : การอัศจรรย์สิบประการ

พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนโรคเรื้อน

1เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จลงมาจากภูเขา ประชาชนจำนวนมากติดตามพระองค์  2ทันใดนั้น คนโรคเรื้อนคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ กราบลงทูลว่า “พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ก็ทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้”  3พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา ตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด” โรคเรื้อนก็หายไปทันทีa  4พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาอีกว่า  “ระวัง อย่าบอกให้ใครรู้เลย จงไปแสดงตนแก่สมณะและถวายเครื่องบูชาตามที่โมเสสกำหนด เพื่อเป็นพยานหลักฐานแก่คนทั้งหลาย”

พระเยซูเจ้าทรงรักษาผู้รับใช้ของนายร้อย

5เมื่อพระองค์เสด็จเข้าเมืองคาเปอรนาอุม นายร้อยคนหนึ่งเข้ามาเฝ้าพระองค์ ทูลอ้อนวอนว่า  6“พระองค์เจ้าข้า ผู้รับใช้ของข้าพเจ้าเป็นอัมพาตนอนอยู่ที่บ้าน ต้องทรมานอย่างสาหัส”  7พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “เราจะไปรักษาเขาให้หาย”  8แต่นายร้อยทูลตอบว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่สมควรให้พระองค์เสด็จเข้ามาในบ้านของข้าพเจ้า แต่ขอพระองค์ตรัสเพียงคำเดียวเท่านั้น ผู้รับใช้ของข้าพเจ้าก็จะหายจากโรค  9ข้าพเจ้าเป็นคนอยู่ใต้บังคับบัญชา แต่ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาด้วย ข้าพเจ้าสั่งทหารคนนี้ว่า ‘ไป’ เขาก็ไป สั่งอีกคนหนึ่งว่า ‘มา’ เขาก็มา ข้าพเจ้าสั่งผู้รับใช้ว่า  ‘ทำนี่’ เขาก็ทำ 10เมื่อพระเยซูเจ้าทรงได้ยินเช่นนี้ ทรงประหลาดพระทัย จึงตรัสแก่บรรดาผู้ติดตามว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เรายังไม่เคยพบใครมีความเชื่อbมากเช่นนี้ในอิสราเอลเลย  11เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนจำนวนมากจะมาจากทิศตะวันออกและตะวันตก และจะนั่งร่วมโต๊ะcกับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบในอาณาจักรสวรรค์  12แต่บุตรแห่งอาณาจักรdจะถูกขับไล่ออกไปในที่มืดข้างนอกที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง”e  13แล้วพระเยซูเจ้าจึงตรัสกับนายร้อยว่า “จงไปเถิด จงเป็นไปตามที่ท่านเชื่อนั้นเถิด” ผู้รับใช้ของเขาก็หายจากโรคในเวลานั้นเอง

พระเยซูเจ้าทรงรักษามารดาของภรรยาเปโตร

14เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านของเปโตร ทรงเห็นมารดาของภรรยา

เปโตรนอนป่วยเป็นไข้  15พระองค์จึงทรงจับมือนาง นางก็หายไข้ ลุกขึ้นและปรนนิบัติรับใช้พระองค์

พระเยซูเจ้าทรงรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก

16เย็นวันนั้น ประชาชนนำผู้ถูกปีศาจสิงจำนวนมากมาเฝ้าพระองค์ พระองค์ทรงขับปีศาจเหล่านี้ออกไปด้วยพระวาจา และทรงบำบัดรักษาผู้ป่วยทุกคน  17เพื่อให้พระวาจาที่ได้ตรัสไว้ทางประกาศกอิสยาห์เป็นความจริงว่า พระองค์ทรงรับเอาความอ่อนแอของเราไว้ และทรงแบกความเจ็บป่วยของเราf

ศิษย์ของพระเยซูเจ้าต้องอุทิศตนโดยไม่มีเงื่อนไข

18พระเยซูเจ้าทรงเห็นประชาชนห้อมล้อมพระองค์ จึงทรงสั่งบรรดาศิษย์ให้ข้ามทะเลสาบไปอีกฝั่งหนึ่งg  19ธรรมาจารย์คนหนึ่งเข้ามาทูลว่า “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าอยากติดตามพระองค์ไปทุกแห่งที่พระองค์จะเสด็จ”  20พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรแห่งมนุษย์hไม่มีที่จะวางศีรษะ”

21ศิษย์อีกคนหนึ่งทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงอนุญาตให้ข้าพเจ้าไปฝังศพบิดาของข้าพเจ้าเสียก่อน”  22แต่พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามา และปล่อยให้คนตายฝังคนตายของตนเถิด”

พระเยซูเจ้าทรงทำให้พายุสงบ

23พระเยซูเจ้าเสด็จลงเรือ บรรดาศิษย์ติดตามพระองค์ไปด้วย  24ทันใดนั้น เกิดพายุแรงกล้าในทะเลสาบ คลื่นสูงจนไม่เห็นเรือ แต่พระองค์บรรทมหลับ  25บรรดาศิษย์จึงเข้ามาปลุกพระองค์ ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยด้วยเถิด เรากำลังจะพินาศอยู่แล้ว”  26พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ทำไมจึงตกใจกลัวเล่า ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเหลือเกิน” แล้วทรงลุกขึ้น บังคับลมและทะเล ท้องทะเลก็สงบราบเรียบ  27คนทั้งหลายต่างประหลาดใจ พูดว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครหนอ ลมและทะเลจึงยอมเชื่อฟังเช่นนี้”

ชาวกาดาราผู้ถูกปีศาจสิง

28พระเยซูเจ้าเสด็จข้ามฟากมาถึงดินแดนของชาวกาดาราiผู้ถูกปีศาจสิงสองคนjออกจากบริเวณหลุมศพมาเฝ้าพระองค์ ทั้งสองคนดุร้ายมากจนไม่มีใครเดินผ่านทางนั้นได้  29ทันใดนั้น ทั้งสองคนร้องตะโกนว่า “ข้าแต่บุตรของพระเจ้า ท่านมายุ่งกับเราทำไม ท่านมาที่นี่เพื่อทรมานเราก่อนเวลาหรือ”k  30ไม่ไกลจากที่นั่นมีหมูฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่

  31พวกปีศาจจึงอ้อนวอนพระองค์ว่า “ถ้าท่านขับไล่พวกเรา ขอได้ส่งเราเข้าไปในหมูฝูงนั้นเถิด”  32พระองค์ตรัสกับมันว่า “จงไปเถิด” พวกปีศาจจึงออกไปสิงในหมู  หมูทั้งฝูงต่างวิ่งกระโจนจากหน้าผาลงไปในทะเลสาบ จมน้ำตาย  33คนเลี้ยงหมูหนีเข้าไปในเมืองเล่าเรื่องทั้งหมดนี้และเรื่องผู้ถูกปีศาจสิงด้วย  34คนทั้งเมืองต่างออกมาเฝ้าพระเยซูเจ้า เมื่อเห็นพระองค์ ก็ทูลขอพระองค์ให้เสด็จออกไปจากเขตแดนของเขา

8 a พระเยซูเจ้าทรงใช้การอัศจรรย์เพื่อแสดงอำนาจที่ทรงมีเหนือธรรมชาติ (8:23-27; 14:22-33//) โดยเฉพาะเหนือโรคภัยไข้เจ็บ (8:1-4,5-13,14-15; 9:1-8,20-22,27-31; 14:14,36; 15:30; 20:29-34//; มก 7:32-37; 8:22-26; ลก 14:1-6; 17:11-19; ยน 5:1-16; 9:1-14) เหนือความตาย (มธ 9:23-26//; ลก 7:11-17; ยน 11:1-44) เหนือปีศาจ (มธ 8:29 เชิงอรรถ k) เรื่องเล่าเกี่ยวกับการอัศจรรย์ของพระเยซูเจ้าเขียนอย่างซื่อ ๆ ไม่เสริมรายละเอียดมากนัก ต่างกับเรื่องเล่าการอัศจรรย์ของชาวกรีกหรือของธรรมาจารย์ชาวยิว ซึ่ง มักใช้จินตนาการขยายรายละเอียดอย่างพิศดาร ความแตกต่างยังเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในการที่พระเยซูเจ้าทรงให้ความหมายด้านจิตใจและสัญลักษณ์แก่การอัศจรรย์ของพระองค์ การอัศจรรย์เหล่านี้ประกาศว่าพระเจ้าเสด็จมาพิพากษาในยุคพระเมสสิยาห์ (21:18-22//) และประกาศถึงสิทธิพิเศษที่ยุคนี้นำมาให้ (11:5 เชิงอรรถ d; 14:13-21; 15:32-39//; ลก 5:4-11; ยน 2:1-11; 21:4-14) การอัศจรรย์เป็นเครื่องหมายแรกแห่งชัยชนะของพระจิตเจ้าเหนืออาณาจักรของซาตาน (8:29 เชิงอรรถ k) เหนืออำนาจแห่งความชั่ว ไม่ว่าบาป (9:2 เชิงอรรถ b) หรือโรคภัยไข้เจ็บ (8:17 เชิงอรรถ f) แรงบันดาลใจในการทำการอัศจรรย์บางครั้งคือความเมตตาสงสาร (20:34; มก 1:41; ลก 7:13) แต่ส่วนใหญ่พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์เพื่อปลุกและเสริมความเชื่อให้เข้มแข็งขึ้น (มธ 8:10 เชิงอรรถ b; ยน 2:11 เชิงอรรถ f) ดังนั้น พระเยซูเจ้าทรงทำการอัศจรรย์เมื่อทรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วเสมอ ทรงเรียกร้องให้รักษาความลับเมื่อทรงเห็นด้วยที่จะทำการอัศจรรย์ (มก 1:34 เชิงอรรถ m) และทรงปล่อยให้พระบิดาในสวรรค์บันดาลให้เกิดความเชื่อ ซึ่งมิได้เกิดจาก “เลือดเนื้อ” (มธ 16:17) เมื่อทรงส่งบรรดาอัครสาวกไปประกาศพระอาณาจักร พระองค์ทรงมอบอำนาจของพระองค์ในการรักษาโรคให้เขา (10:1,8//) และเพราะเหตุนี้มัทธิวจึงเล่าถึงการอัศจรรย์สิบประการ (บทที่ 8-9) ก่อนที่จะกล่าวถึงคำปราศรัยเรื่องธรรมทูต (บทที่ 10) การอัศจรรย์เหล่านี้เป็นเครื่องหมายรับรองการเป็นธรรมทูตของบรรดาศิษย์ (มก 16:17ฯ; กจ 2:22; (ดู 1:8 เชิงอรรถ j)

b ความเชื่อที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องตั้งแต่ทรงเริ่มเทศนาสั่งสอน (มก 1:15) และทรงเรียกร้องตลอดพระภารกิจของพระองค์ หมายถึงการมีความวางใจและมอบตนแด่พระองค์ ประชาชนต้องไม่ไว้ใจในพละกำลังหรือแผนการของตน แต่ต้องมอบตนไว้ใต้อำนาจของพระองค์ที่เขาเชื่อและยอมให้พระวาจาของพระองค์ชี้นำเขา (21:25 เชิงอรรถ p,32; ลก 1:20,45) พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องความเชื่อเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อทรงทำอัศจรรย์ (8:13; 9:2//,22//,28-29; 15-28; มก 5:36//; 10:52//; ลก 17:19) อัศจรรย์ไม่เป็นเพียงกิจการแสดงพระเมตตาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายรับรองภารกิจของพระองค์ และเป็นพยานถึงพระอาณาจักร (มธ 8:3 เชิงอรรถ a; ดู ยน 2:11 เชิงอรรถ f) พระองค์จึงไม่สามารถทำอัศจรรย์ได้หากไม่พบความเชื่อ เพราะถ้าไม่มีความเชื่ออัศจรรย์ก็ไร้ความหมายที่แท้จริง (มธ 12:38-39; 13:58//; 16:1-4) เนื่องด้วยความเชื่อเรียกร้องให้คนหนึ่งสละตนทั้งหมด ได้แก่ความคิดและจิตใจ จึงเป็นการถ่อมตนที่ทำได้ไม่ง่าย หลายคนจึงไม่ยอมทำ โดยเฉพาะในหมู่ชาวอิสราเอล (8:10//; 15:28; 27:42//; ลก 18:8) หรือทำโดยไม่เต็มใจ (มก 9:24; ลก 8:13) แม้แต่บรรดาศิษย์ก็ยังไม่ค่อยยอมเชื่อ (8:26//; 14:31; 16:8; 17:20//) และยังคงลังเลใจหลังจากที่ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วอีกด้วย (28:17; มก 16:11-14; ลก 24:11,25,41) เมื่อความเชื่อมั่นคง ก็ก่อให้เกิดอัศจรรย์ (17:20//; 21:21//; มก 16:17) และพระเจ้าไม่ทรงปฏิเสธผู้วอนขอด้วยความเชื่อ (21:22//;มก 9:23) โดยเฉพาะเมื่อวอนขออภัยบาป (9:2//; ลก 7:50) และวอนขอความรอดพ้น เพราะความเชื่อเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อจะได้สิ่งที่วอนขอนี้ (มก 16:16; ลก 8:12 ดู กจ 3:16 เชิงอรรถ l)

c ตามความคิดจาก อสย 25:6 ชาวยิวมักบรรยายความยินดีแห่งยุคพระเมสสิยาห์ว่าเป็นเหมือนงานเลี้ยง (ดู  มธ 22:2-14; 26:29//; ลก 14:15; วว 3:20; 19:9)

d “บุตรแห่งพระอาณาจักร” หมายถึงชาวยิว ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมชาติแห่งพระสัญญา คนต่างศาสนาจะเข้ามาแทนที่เพราะมีความเหมาะสมกว่า

e “การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง” เป็นภาพพจน์ในพระคัมภีร์ แสดงถึงความผิดหวัง และความล้มเหลวของคนชั่ว เมื่อเขาจะเห็นผู้ชอบธรรมได้รับบำเหน็จรางวัล (ดู โยบ 16:9; สดด 37:12; 112:10) มัทธิวใช้ภาพนี้บรรยายถึงการถูกลงโทษในนรก

f ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวไว้ว่าผู้รับใช้ของพระเจ้าได้ “รับเอา” ความทุกข์ของเราไว้กับตน ในความหมายที่ว่าความทุกข์ทรมานของผู้รับใช้เป็นการชดเชยบาปของมนุษย์ มัทธิวยกข้อความนี้มาอธิบายว่าพระเยซูเจ้าทรง “ขจัด” ความทุกข์โดยทำอัศจรรย์รักษาโรค การตีความเช่นนี้อาจดูเหมือนว่าเป็นการบิดเบือนความหมาย แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นความหมายลึกซึ้งทางเทววิทยา พระเยซูเจ้าเสด็จมาในโลกในฐานะ “ผู้รับใช้” เพื่อรับภาระชดเชยบาป เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงทรงสามารถขจัดความเจ็บป่วยทางร่างกายออกไปได้ ความเจ็บป่วยนั้นเป็นโทษของบาป

g หมายถึงฝั่งตะวันออกของทะเลสาบทิเบเรียส

h “บุตรแห่งมนุษย์” เป็นวลีซึ่งในพันธสัญญาใหม่พบได้ในพระวรสาร และใน กจ 7:56; วว 1:13; 14:14 เท่านั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระเยซูเจ้าทรงชอบใช้วลีนี้หมายถึงพระองค์เอง วลีนี้มาจากภาษาอาราเมอิก ซึ่งแต่เดิมมีความหมายว่า “มนุษย์” (เทียบ อสค 2:1 เชิงอรรถ b) แต่ดูเหมือนว่าในสมัยของพระเยซูเจ้า ผู้พูดมักใช้วลีนี้หมายถึงตนเอง โดยเฉพาะเพื่อจะได้ไม่เน้นความสำคัญของผู้พูด ในเมื่อข้อความที่กล่าวนั้นฟังแล้วดูเหมือนจะเกินความจริงและขัดหูใน ดนล 7:13 เชิงอรรถ k วลีนี้ใช้หมายถึงผู้ทรงเกียรติซึ่งจะรับอาณาจักรในวาระสุดท้ายจากพระเจ้า ต่อมาวลีนี้ใช้ในความหมายเดียวกันในหนังสือประเภทวิวรณ์ Book of  Enoch บรรดาผู้นิพนธ์พระวรสารคงเข้าใจวลีนี้ในความหมายสุดท้ายนี้ด้วย (13:13 เชิงอรรถ e; 26:64 เชิงอรรถ u)

i “กาดารา” เป็นแคว้นที่ได้ชื่อมาจากเมืองกาดารา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบทิเบเรียส สำเนาโบราณบางฉบับใช้ว่า “ชาวเกราเซน” Gerasenes (มก ลก และ มธ ฉบับ vulg.) ซึ่งเป็นนามที่มาจากชื่อเมืองอีกเมืองหนึ่ง คือ Gerasa หรือ Chorsia สำเนาโบราณบางฉบับว่า “Gergesenes” หรือชาวแกร์เกซาซึ่งเป็นอีกเมืองหนึ่งตามความคิดของ Origen เพราะว่าทั้งเมือง Gadara และ Gerasa อยู่ห่างจากทะเลสาบหลายกิโลเมตร

j ในการเล่าเรื่องการอัศจรรย์และการรักษาโรค มัทธิวจะเล่าว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีสองคน เช่น ผู้ถูกปีศาจสิงสองคนในเรื่องนี้ แต่ใน มก และ ลก มีเพียงคนเดียว นอกนั้น ยังมีเรื่องคนตาบอดสองคนที่เมืองเยรีโค (20:30) คนตาบอดสองคนที่เมืองเบธไซดา ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่ มธ เล่าซ้ำอีก (9:27)

k พระเยซูเจ้าทรงทำลายอาณาจักรของซาตานด้วยพระอานุภาพเหนือปีศาจ (12:28//; ลก 10:17-19; เทียบ ลก 4:6; ยน 12:31 เชิงอรรถ I) และทรงสถาปนาพระอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระจิตเจ้า (อสย 11:2 เชิงอรรถ c; ยอล 3:1ฯ การถูกปีศาจสิง 12:43-45, 43 เชิงอรรถ n) มักจะมีความเจ็บไข้ อันเป็นเครื่องหมายเด่นชัดของอำนาจของซาตานตามมาด้วย (9:2 เชิงอรรถ b, ลก 13:16) เพราะฉะนั้น เรื่องการไล่ปีศาจในพระวรสาร ซึ่งบ่อย ๆ เล่าว่าเป็นการไล่ปีศาจเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเหมือนกับที่นี่ (ดู 15:21-28//; มก 1:23-28//; ลก 8:2) น่าจะเป็นการรักษาโรคควบคู่ไปด้วย (มธ 9:32-34; 12:22-24//; 17:14-18; ลก 13:10,17) แม้ว่าชาวอิสราเอลปฏิเสธไม่ยอมรับพระเยซูเจ้า (12:24-32) บรรดาปีศาจไม่มีความสงสัยในพระองค์เลย เช่นที่นี่และใน มก 1:24//; 3:11//; ลก 4:41; กจ 16:17; 19:15 พระเยซูเจ้าทรงมอบอำนาจไล่ปีศาจให้แก่บรรดาศิษย์พร้อมกับอำนาจรักษาโรคโดยอัศจรรย์ (10:1,8// ; ซึ่งมีความต่อเนื่องกัน, 8:3 เชิงอรรถ a;  4:24; 8:16//; ลก 13:32)