Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

ติดตามข่าวสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ

รำพึงพระวาจาประจำวัน โดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
วันศุกร์ 29 พฤษภาคม 2015
สัปดาห์ที่แปด เทศกาลธรรมดา
มก 11:11-26...

11พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เข้าไปในพระวิหาร เมื่อทอดพระเนตรสิ่งต่างๆ โดยรอบแล้ว พระองค์ก็เสด็จออกไปยังหมู่บ้านเบธานี พร้อมกับอัครสาวกสิบสองคน ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำแล้ว
12วันรุ่งขึ้น ขณะที่พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากหมู่บ้านเบธานีพร้อมกับบรรดาศิษย์ พระองค์ทรงรู้สึกหิว 13เมื่อทอดพระเนตรแต่ไกล ทรงเห็นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งมีใบ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรว่ามีผลหรือไม่ ทรงพบแต่ใบ เพราะมิใช่ฤดูมะเดื่อเทศ

14พระองค์จึงตรัสแก่มะเดื่อเทศต้นนั้นว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าให้ใครได้กินผลของเจ้าอีกเลย” บรรดาศิษย์ได้ยินพระวาจานี้
15พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อเสด็จเข้าสู่พระวิหาร พระองค์ทรงขับไล่บรรดาคนซื้อขายในพระวิหาร ทรงคว่ำโต๊ะของคนแลกเงิน และม้านั่งของคนขายนกพิราบ 16พระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครแบกสัมภาระเดินผ่านพระวิหาร 17พระองค์ตรัสสอนประชาชนว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์มิใช่หรือว่า บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร” 18เมื่อบรรดามหาสมณะและบรรดาธรรมาจารย์ได้ยินเรื่องนี้ ก็หาช่องทางที่จะกำจัดพระองค์ แต่เขากลัวพระองค์ เพราะประชาชนกำลังประทับใจในคำสั่งสอนของพระองค์ 19ครั้นถึงเวลาเย็น พระองค์ก็เสด็จออกจากเมืองพร้อมกับบรรดาศิษย์
20เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่บรรดาศิษย์ผ่านมา ได้เห็นต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉาไปจนถึงราก 21เปโตรจำได้จึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ดูซิ ต้นมะเดื่อเทศที่พระองค์ทรงสาปแช่งนั้นเหี่ยวเฉาไปแล้ว” 22พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “จงมีความเชื่อในพระเจ้าเถิด 23เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าผู้ใดบอกภูเขาลูกนี้ว่า “จงยกตัวขึ้น และทิ้งตัวลงไปในทะเลเถิด” โดยไม่มีใจสงสัย แต่เชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะเป็นจริง มันก็จะเป็นเช่นนั้น 24 ดังนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ทุกสิ่งที่ท่านวอนขอในการอธิษฐานภาวนา จงเชื่อว่าท่านจะได้รับ และท่านก็จะได้รับ 25ขณะที่ท่านยืนอธิษฐานภาวนา ถ้าท่านมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใด จงให้อภัย เพื่อว่าพระบิดาของท่านผู้สถิตบนสวรรค์จะทรงอภัยความผิดให้ท่านด้วย”

อรรถาธิบายและไตร่ตรอง
• บทเทศน์ตามพระวรสารวันนี้ ดูเหมือนว่าจะเขียนยากนิดหน่อย... มาระโกบทที่ 11 จบการเดินทางจากกาลิลีสู่เยรูซาเล็ม.. บัดนี้ สำหรับมาระโก พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มแล้ว บรรดาประชาชนได้ต้อนรับพระองค์โดยการถือใบปาล์มและกิ่งมะกอก... ดู มก 11:1-10 แน่นอน จะดีมากๆครับถ้าเราทราบว่าพระวรสารนักบุญมาระโก นำเสนอพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นมาเยรูซาเล็มครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากการเทศนาเกือบสามปีที่ทางเหนือ คือ แคว้นกาลิลี

o หลังจากเทศนา ทำอัศจรรย์ สร้างกลุ่มศิษย์ พระองค์ทรงกระทำให้ทุกเห็นชัดว่าทรงเป็นบุตรของดาวิด ทรงเป็นพระแมสซียาห์แน่นอนแล้วในความเชื่อของพวกเขา “พระองค์คือพระคริสตเจ้า” (มก 8:27-29) และทุกคนต่างติดตามพระองค์ คนจำนวนมากตามพระองค์ บรรดาศิษย์ อัครสาวกติดามพระองค์

o พระวาจาวันนี้นำเสนอว่า... บัดนี้พระองค์เสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว.. พระองค์ได้เริ่มพันธกิจที่เยรูซาเล็มบางประการที่ทำให้เราต้องได้ไตร่ตรอง ติดตามพระวรสารวันนี้ดีๆ นะครับ...

1. เพราะเยรูซาเล็มคือเมืองหลวง คือที่ตั้งของพระวิหาร 

2. เป็นที่อยู่ของบรรดาสมณะ ธรรมจารย์ และสถาบันทางศาสนาของชาวยิว เรียกว่า เป็น ศูนย์กลางศาสนาจริงๆ 

3. ที่นี่ และเต็มไปด้วยความเชื่อศรัทธาต่อพระเจ้า มีกิจการต่างๆ เป็นคารวะกิจมากมายจริงๆ 

4. ที่นี่มีพระวิหารที่สุดยอดแสนประเสริฐเหลือเกินสำหรับชาวยิว และเป็นที่รวมศูนย์กลางทางสถาบันศาสนา สภาสูงซันเฮดริน และชีวิตทางศาสนาที่นี่ก็ดูสมบูรณ์สง่างามเหลือเกิน.. 

5. เป็นที่รู้กันดีว่า.. ชาวยิวที่เยรูซาเล็มเคร่งครัดและศรัทธามากๆ (แม้กระทั่งทุกวันนี้ ปัจจุบัน ถ้าไปที่กำแพงร้องไห้ ก็จะเห็นภาพนี้อยู่อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเป็นความเชื่อ)

• ถ้าเป็นเช่นนั้น “ชีวิตที่มีพระเจ้า “ต้องเกิดผลสิ” มีพระเจ้าจะไม่เกิดผลได้อย่างไร....” ยิ่งใกล้พระเจ้า ใกล้พระวิหาร ยิ่งต้องบังเกิดผลสิ...

• พี่น้องที่รัก ครับไม่บ่อยนักเลยที่มาระโกในพระวรสารจะใช้ “เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์...” แต่วันนี้ที่เยรูซาเล็ม “ต้นมะเดื่อคือคำสอน ต้นมะเดื่อคือสัญลักษณ์สำคัญเพื่อสอน”

o พระองค์เสด็จไปที่ต้นมะเดื่อที่มีแต่ใบเต็มไปหมด พระองค์หวังจะพบผล แต่ไม่ได้พบ “พบแต่ใบ” (ไม่ใช่ฤดูผลมะเดื่อ) พระองค์ทรงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้น เพราะมันไม่เกิดผล ว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าให้ใครได้กินผลของเจ้าอีกเลย”... ทำไมเป็นเช่นนี้ ทำไมพระองค์ตรัสเช่นนั้น.... แน่นอน คำตอบจะพบได้ เพราะหลังจากนั้น หลังจากทรงชำระพระวิหารทำความสะอาดพระวิหารจากการทำให้กลายเป็นตลาดพาณิชย์ บรรดาศิษย์ได้เห็นว่าต้นมะเดือนั้นเหี่ยวเฉาไป

• ประเด็นสำคัญคือ

o พระองค์เรียกร้อง ชีวิตต้องมีผล ชีวิตที่มีศาสนา มีพระเจ้า จำเป็นต้องเกิดผล ไม่ใช่มีแต่ใบ ได้แต่นั่งดูใบไปวันๆ ไม่เกิดผลดี ไม่มีประโยชน์ ชีวิตถ้าดีจริงๆ ต้องมีผล ต้องเกิดผล ชีวิตที่มีพระเจ้าต้องเกิดผล ไม่เกิดผลไม่ได้

o มาระโกใช้ประเด็นนี้ เพื่อสอนบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า ไม่ว่าที่เยรูซาเล็ม หรือที่เบธานีใกล้เยรูซาเล็ม เพราะการที่ประชาชนได้อยู่ใกล้พระเจ้า ใกล้พระวิหาร ใกล้พระบัญญัติของพระเจ้า จะไม่เกิดผลไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่เกิดผล มีแต่ใบ... เฉาไปดีกว่า ไม่มีประโยชน์ 

o พี่น้องที่รัก สอนเรามากๆ สอนพ่อมากๆ เลยครับ ชีวิตพระสงฆ์ที่ว่าใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่าใครๆ ใกล้ชิดพระเจ้าอย่างมาก เราจะไม่เกิดผลไม่ได้ เพราะเราอยู่วัด ใกล้วัด และใกล้พระแท่น เป็นศิษย์พระเยซู เป็นคริสตชน ต้องใกล้พระเจ้า ต้อสามารถเกิดผลจริงๆในชีวิตของเรานะครับ ผลดีของพระเจ้า คือ ความรัก ความชื่นชม ความสงบ ความอดทน ความเมตตา ความใจดี ความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยนและการรู้จักควบคุมตนเอง (เทียบ ผลของพระจิตเจ้า กท 5:22-23)

• คำถามสำคัญ ทำไมชีวิตชาวเยรูซาเล็มไม่เกิดผล ทำไมใกล้พระเจ้าใกล้เจ้าใกล้พระวิหารแล้วไม่เกิดผล เป็นพระสงฆ์สมณะเลวีและคนศาสนา เป็นประชาชนที่อยู่ใกล้พระวิหาร เป็นสภาสูง เป็นผู้ใหญ่ ถึงพระมหาสมณะ... ทำไมไม่ค่อยเกิดผลเลย... 

o มีคำตอบมากๆจากพระวรสารวันนี้ในช่วงกลางของพระวรสารครับ... 

o พ่อฟันธงตรงๆเลย เมื่อพระวิหารที่เป็นบ้านพระเจ้าได้ถูกทำให้กลายเป็นตลาดการค้าและพาณิชย์ เมื่อศาสนาแสนสูงส่ง พระวิหารแสนงดงาม ลานพระวิหาร ธรรมเนียมประเพณีมากมาย ระเบียบธรรมบัญญัติมากมาย ได้กลายเป็นศาสนพาณิชย์หรือเป็นพาณิชยศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อศาสนบิรกรได้ผันตัวเองหรือแฝงตัวเองให้เป็น “พาณิชยศาสนบริกร” (อ่านว่า พา-นิช-ชยะ-ศาสะนะ-บริกร) และตั้งหน้าตั้งตาโดยเจนตนาหรือปล่อยตนไหลตามน้ำ ไปกระทำ “พาณิชยศาสนบริการ” (อ่านว่า พา-นิช-ชยะ-ศาสะนะ-บริการ) (สองคำนี้พ่อผลิตขึ้นมาใหม่) สรุป คือ... ศาสนาเจ๊งเบ๊งเลยครับ....

• พระวรสารเล่าว่า... พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อเสด็จเข้าสู่พระวิหาร พระองค์ทรงขับไล่บรรดาคนซื้อขายในพระวิหาร ทรงคว่ำโต๊ะของคนแลกเงิน และม้านั่งของคนขายนกพิราบ พระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครแบกสัมภาระเดินผ่านพระวิหาร พระองค์ตรัสสอนประชาชนว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์มิใช่หรือว่า บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร” 

o ใช่ครับ ใช่แล้ว พระวิหารต้องมีสมณะ ครอบครัวเลวี ครอบครัวสมณะ พรรคพวกธรรมจารย์ ผู้อาวุโส และต้องมีกิจกรรมทางศาสนา ต้องมีเครื่องบูชามากมาย มีสัตว์สำหรับถวายบูชา ต้องมีอะไรอะไรอีกเยอะแยะ มีเงินสำหรับถวายในพระวิหาร 

o ดังนั้น สิ่งเหล่านนี้ก็ต้องมีที่มา แต่เดิมประชาชนก็เตรียมกันมาแหละครับ.. แต่ไปๆเพื่อความสะดวก ก็ต้องมี “บริการให้ มีกำไรนิหน่อย” และก็มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น จนลานพระวิหารค่อยๆกลายเป็นตลาด เป็นที่ทำกินของครอบครัวสมณะและคนของศาสนาไป... คงหนักเหมือนกัน... พ่อไม่ทราบขนาดไหน...แต่ก็น่าคิด จนถึงเวลาที่เยซูเจ้าชำระพระวิหารเสียที จัดการทำความสะอาดบ้านพระบิดาเสียที บ้านภาวนากลายเป็นศาสนพาณิชย์ พระองค์ไม่ยอม... 

o พ่อคิดว่าเรื่องนี้สอนเราได้มาก สอนพ่อเองและพี่น้องได้มาก... วัดของเราต้องไม่พาณิชย์ พระศาสนจักรของเรา ต้องไม่เอาเรื่องศาสนามาเป็นการค้า... บางทีก็ประสงค์ดี คือ ให้บริการเพื่อความสะดวก แต่ที่สุดก็ค่อยๆไหลไปตามกระแสโลก กระแสเงินและกำไร กระแสความโลภ และการแก่งแย่งกันมากๆ ก็ตามมา ทะเลาะเบาะแว้งแย่งที่กันทำการค้าในวัดวาก็ตามมา ที่สุด ความแตกแยก ผลประโยชน์ ก็นำไปสู่ความเสื่อมเสียทางศาสนาและศรัทธา

o ที่สุด ผลร้ายกับศาสนา คือ ศาสนาและความเชื่อกลายเป็นเครื่องต่อรองราคา มากกว่าความรักและความเมตตากรุณา.. หลายอย่างก็แย่ลง เรื่องต่างๆก็ไหลไปกับความโลภและอยากได้และไม่รู้พอเพียงและยุติธรรม ศาสนาที่มีพระเจ้าก็ถูกเคลือบฉาบไว้ด้วยผลประโยชน์และเงินทอง... ที่สุด ศาสนาก็กลายเป็นศาสนพาณิชย์ไปจนได้.. 

o กลับใจได้แล้ว... ไม่เอา ไม่เอาครับ ยอมเลิก และแก้ไขกันดีกว่าครับ... พระเจ้าคือความรักเมตตาและกรุณา ปีนี้ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งความเมตากรุณาของพระเจ้า... 

o พี่น้องครับ ศาสนา คนศาสนา พ่อเองด้วยนี่แหละคนเขียนนี่แหละ บรรดาพระสงฆ์บรรดานักบวช และคริสตชน ทุกคนต้องเกิดผลเป็นคนของพระ ต้องมีผลดังต้นไม้ที่มีค่า มะเดื่อมีค่าเพราะมีผล... ไม่ใช่มีแต่ใบ “ใบมะเดื่อนี้แหละที่เขาคิดว่า อาดัม เอาวา เคยใช้ปกปิดร่างกายเมื่อทำบาป....” (เทียบ ปฐก 3)

o ดังนั้น มะเดื่อที่มีแต่ใบ ไร้ผล ไม่คู่ควรกับพระเจ้า ชีวิตคริสตชนที่ไร้ผลออกมาเป็นความรักเมตตากรุณา แต่มีใบมากมายเหมือนใบบัวปิดช้าง... ไม่รอดหรอกครับ... ไม่น่ารัก ไม่ดี และไม่มีทางปิดได้ตลอดไป ดังนั้น...งานศาสนา คนศาสนา ต้องไม่มีบาป ไม่มีใบบัวใบไม้ ใบมะเดื่อ หรือใบธนบัตรหรือแม้แต่ใบหุ้นกู้แบบบูรณาการทางศาสนามาปิดบังอำพราง แต่ต้องมีผลแห่งความรักเมตตากรุณานะครับ

o พ่อขอย้ำ พระคัมภีร์บอกว่า เวลานั้น ไม่ใช่ฤดูมะเดื่อที่จะออกผล... หมายความว่า พระองค์เรียกร้องให้เราต้องพร้อม คนศาสนา คนใกล้วัดวาและที่อยู่คาอารามความเชื่อทั้งหลาย และพี่น้องคริสตชนทุกคน... เราต้องพร้อมจะเกิดผลเสมอ แม้นอกฤดูกาลก็ตาม “ความดีความเมตตากรุณาของคริสตชนต้องมีเสมอทุกฤดูกาลตลอดไป”

• พระวาจาวันนี้อ่านไปมา ไตร่ตรองไปมา แรงถึงใจดีนะครับ... ไม่เกิดผลใช่ไหม พระองค์ตรัสให้เฉาไปเลย... อ่านดีๆนะ ไม่ใช่เฉาแห้งธรรมดา พระวรสารเขียนว่า “เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่บรรดาศิษย์ผ่านมา ได้เห็นต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉาไปจนถึงราก”

• ถึงเวลาละครับ ถอนรากถอนโคนความไม่ดีทั้งหลาย กระแสโลกที่แทรกตัวในศาสนาและชีวิตศาสนิก ให้ออกไปจากเรา แบบถอนรากถอนโคนครับ อย่าเพียงแต่เด็ดใบถอนต้นแต่ทิ้งรากลึกไว้ในหัวใจ... พี่น้องที่รัก จงทำตามที่พระเยซูเจ้าบอกบรรดาศิษย์ครับ

o “จงมีความเชื่อในพระเจ้าเถิด เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าผู้ใดบอกภูเขาลูกนี้ว่า “จงยกตัวขึ้น และทิ้งตัวลงไปในทะเลเถิด” โดยไม่มีใจสงสัย แต่เชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะเป็นจริง มันก็จะเป็นเช่นนั้น 

o ดังนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ทุกสิ่งที่ท่านวอนขอในการอธิษฐานภาวนา จงเชื่อว่าท่านจะได้รับ และท่านก็จะได้รับ ขณะที่ท่านยืนอธิษฐานภาวนา ถ้าท่านมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใด จงให้อภัย เพื่อว่าพระบิดาของท่านผู้สถิตบนสวรรค์จะทรงอภัยความผิดให้ท่านด้วย”

• พี่น้องที่รัก จงเชื่อสุดจิตใจในพระเจ้าเที่ยงแท้เถิดครับ... คนศาสนาต้องเต็มด้วยความเชื่อในพระองค์จนเราไม่ยอมให้สิ่งใดมาปลอมปนกับความ เชื่อในพระองค์ ไม่ให้สิ่งใดๆมาเคลือบแฝงปนอยู่ในพระองค์เถิด... ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่าน

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation

Friends of the Catholic Biblical Federation biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย