Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

ติดตามข่าวสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ

รำพึงพระวาจาประจำวัน โดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2015
สัปดาห์ที่แปด เทศกาลธรรมดา
มก 10:46-52…

46พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์ ขณะที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมาก บารทิเมอัสบุตรของทิเมอัส คนขอทานตาบอดนั่งอยู่ริมทาง 47เมื่อได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จผ่านมา เขาเริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิด เจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด”

48หลายคนดุเขาให้เงียบ แต่เขากลับตะโกนดังยิ่งกว่าเดิมว่า “พระโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” 49พระเยซูเจ้าทรงหยุด ตรัสว่า “ไปเรียกเขามาซิ” เขาก็เรียกคนตาบอดพลางกล่าวว่า “ทำใจดี ๆ ไว้ ลุกขึ้น พระองค์กำลังเรียกเจ้าแล้ว” 50คนตาบอดสลัดเสื้อคลุมทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า 51พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้” คนตาบอดทูลว่า “รับโบนี ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด” 52พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ไปเถิด ความเชื่อของท่านได้ช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว” ทันใดนั้น เขากลับแลเห็นและเดินทางติดตามพระองค์ไป

อรรถาธิบายและไตร่ตรอง
• ประเด็นสำคัญ มาระโกได้เล่าเรื่องเพื่อจบการเดินทางของพระเยซูเจ้าจากกาลิลีสู่เยรูซาเล็ม ด้วยเรื่องราวของการรักษาคนตาบอด และเป็นการจบส่วนที่เป็นส่วนกลางของพระวรสาร คือ บทที่ 8:28-10:52 ในช่วงแรกของพระวรสารก็จบลงด้วยเรื่องของคนตาบอดเช่นกัน คนตาบอดที่เบธไซดา 8:22-26 ตามที่ได้ให้ข้อสังเกตมาเมือวันก่อนหน้านี้แล้ว

• “เยรีโค” เมื่อเปรียบกับมัทธิวและลูก มีแต่มาระโกที่กล่าวถึงเยรีโคถึงสองครั้ง ซึ่งเยรีโคนี้เป็นดินแดนที่เป็นโอเอซิสระหว่างถิ่นทุรกันดารยูเดียและเยรูซา แล็ม และแน่นอนที่สุด ทุกคนที่ลงมาจากทางเหนือเพื่อจะไปเยรูซาแล็มจะต้องแวะที่นี่เพื่อพัก หาอาหาร และเตรียมตัวข้ามถิ่นทุรกันดารไปเยรูซาแล็ม

• “พร้อมกับบรรดาศิษย์” มาระโกเน้นสองครั้งทั้งขาเข้าและขาออกเมืองเยรีโค ท่านเน้นเสมอมาและเข้มข้นมากในย่อหน้าสุดท้ายก่อนจะไปเยรูซาแล็ม

• “ขณะที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์ และประชาชนจำนวนมาก” ยืนยันถึงสิ่งที่ตั้งสมมติฐานไว้ว่า นี่เป็นขบวนของคนมากมายที่กำลังติดตามกันไปเยรูซาเล็ม และดูเหมือนว่ากลุ่มคนนี้กำลังทำให้ความคิด เรื่องการปราบดาภิเษกของพระคริสต์ที่เยรูซาเล็มเพื่อเป็นกษัตริย์แทนที่ อำนาจโรมันน่าจะเป็นความจริง

• “บารทิเมอัสบุตรของทิเมอัส” (Barthimaeus) สังเกตว่า มีแต่มาระโกเท่านั้นที่ให้ชื่อของคนขอทานตาบอดคนนี้ สิ่งที่ต้องสังเกตอย่างมากๆ คือ มีใครในพระวรสารที่เป็นคนเจ็บหรือพิการ หรือคนที่มารับการรักษาอย่างอัศจรรย์จากพระเยซูเจ้านั้นได้รับการเผยชื่อแบบ คนตาบอดคนนี้บ้างไหม... ชื่อ บาร์ Bar ขึ้นต้นนี้สำคัญมาก เราต้องศึกษาดีๆ

o Bar จากภาษาอารามายอิก แปลว่า “ลูกชาย”

o ที่ต้องสังเกตให้มากที่สุดคือ ในพระคัมภีร์นั้น... “มีแต่คนที่ถูกเรียกให้เป็นศิษย์เท่านั้น ที่ผู้ถูกเรียกถูกขนามนามด้วยสำนวนเช่นนี้ คือ ชื่อพร้อมนามสกุลที่ว่า “บุตรของใคร...”” (ซีโมน บาร์โยนา/ยากอบและยอห์น บาร์เศเบดี)

o มาระโกมีเจตนาแน่ๆที่กำหนดชื่อของคนตาบอดคนนี้ว่า “บาร์+ทิเมอัส” และที่สำคัญที่สุด กำหนดชื่อโดยสำนวนแนวการเรียกพร้อมนามสกุลแบบเดียวกับที่ใช้เรียกบรรดาอัคร สาวกของพระเยซูเจ้า เมื่อแรกเริ่มที่เรียกพวกเขาให้ติดตามพระองค์ (เมื่อทรงพระดำเนินไปอีกเล็กน้อย พระองค์ทอดพระเนตรเห็นยากอบบุตรของเศเบดี และยอห์นน้องชาย มก 1:19 เทียบ 10:35) 

o วิธีเรียกแบบนี้ใช้กับผู้ที่ถูกเรียกให้ติดตามเป็นศิษย์ของพระองค์โดยฉพาะ ในบริบทของพระวรสาร (1:16-20; 2:14; 3:16-19)

o ไม่เคยใช้เรียกคนทีพระเยซูเจ้ารักษาทั่วไปเลย นอกจากในกรณีนี้เท่านั้น (กรณีลูกของไยรัส 5:22 ให้เฉพาะชื่อของบิดาของผู้ที่รับการรักษาเท่านั้น ไม่ได้เรียกแบบชื่อ “บาร์”)

• เขาเป็นคนที่เยรีโค... “คนขอทานตาบอดนั่งอยู่ริมทาง”

o เราพบสภาพสองอย่างของเขาที่ไปไม่รอด หรือเป็นความจำกัดที่สุด สภาพสองประการของบารทิเมอัสที่น่าสนใจมากๆ คือ
1.ทั้งขอทาน และ
2.ทั้งตาบอด เขานั่งขอทานริมถนนที่เขานั่งอยู่นี้คือ ริมถนนหน้าประตูเมืองเยรีโคขาออกที่มุ่งไปเยรูซาเล็ม (คนที่ออกมาทางประตูนี้เพิ่งพักผ่อน ซื้อหาเสบียงจากเยรีโคเพื่อข้ามถิ่นทุรกันดารยูเดียไปเยรูซาเล็ม เขานั่งถูกที่ ที่ต้องถือว่าฉลาดที่นั่งอยู่ที่นี้ คนเดินทางมีเศษเงินเหลือก็ให้เขา)

• เราลองเปรียบอาการของคนนี้ก่อนและหลังพระเยซูเจ้าเรียกเขาและรักษาเขา 

o ข้อ 46 บารทิเมอัสบุตรของทิเมอัส คนขอทานตาบอดนั่งอยู่ริมทาง 

o ข้อ 52 ทันใดนั้น เขากลับแลเห็นและเดินทางติดตามพระองค์ไป

o คนตาบอดคนนี้ซึ่งเพียงแต่ได้พบพระเยซูเจ้าระหว่างทาง ได้รับแสงสว่าง และสามารถที่จะแลเห็นอีกครั้ง สามารถเดินตามพระเยซูเจ้าร่วมทางกับพระองค์

• “อาการตาบอด” สำหรับเฉพาะในมาระโก 8:22,23; 10:46,49,51 ถือว่าเป็นความบาปหรือความโชคร้ายอย่างที่สุด จำกัดที่สุด ไม่ได้เห็นพระคริสตเจ้าองค์ความสว่าง คือ สภาพที่จำกัดและหมดหนทางจริงๆ ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

• เขาเริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” 

o ข้อความที่คนตาบอดใช้ “โอรสของดาวิด” (10:47,48; 12:35) เสียงเรียกนี้เป็นการเตรียมการเข้ากรุงเยรูซาแล็มในบทที่ 11 แสดงให้เห็นความเป็นพระคริสต์ หรือพระแมสซียาห์ของพระองค์ 

o คนตาบอดนี้รู้ได้อย่างไรว่า “พระเยซูเจ้าคือพระแมสซียาห์” ในเมื่อคำร้องของเขาเป็นการประกาศความรู้ ความเชื่อมั่น กล่าวได้ว่าเขาประกาศได้เนื้อหาคำจำกัดความของพระเยซูเจ้าได้ดีเท่ากับเปโตร ที่ประกาศที่ซีซารียาห์ ฟิลิปปีทีเดียว แต่ที่ดูว่าจะเหนือกว่าเปโตรคือ เขาร้องขอความเมตตา “โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” “eleison moi” คำกริยา “eleein” (ในมาระโก 5:19; 10:47,48; 5:19 พร้อมกับคำ “Kyrie”)

o การร้องเช่นนี้เป็นการเรียกร้องให้ปลดปล่อยจากชะตากรรมหรือความโชคร้าย ในกรณีนี้คือ “ความบอดของดวงตา”

• ลักษณะของการร้องตะโกนของเขา ร้องขอ ร้องเพื่อจะให้พระองค์สนใจ แม้จะโดนดุ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ลักษณะการร้องตะโกนแบบนี้เป็นลักษณะของเด็กเล็กๆ ใช่หรือไม่ เพราะว่า“หลายคนดุเขาให้เงียบ” (epitiman ภาษากรีก แปลว่า ดุ) 

o ไม่ปรากฏเหตุผลว่าทำไมหลายคนจึงดุเขาให้เงียบ น่าจะเป็นไปได้ว่าหลายคนต้องการติดตามไปกับพระเยซูในขบวนของพระองค์ที่กำลัง มุ่งไปเยรูซาแล็ม พวกเขาคงไม่อยากให้เสียเวลาพระองค์ที่จะไปเยรูซาแล็ม 

o ใครดุเขากันแน่??? ความเห็นส่วนตัวคือน่าจะเป็นศิษย์บางคนของพระองค์ก็เป็นได้ เพราะกริยาคำนี้ใช้กับพระเยซูเจ้าเมื่อสำทับปีศาจ และใช้อีกกับเปโตรเมื่อสำทับพระองค์ (8: 32)

ต่อไปนี้เป็นช่วงสำคัญ เป็น โมเมนท์ สำคัญมากๆๆ


• พระเยซูเจ้าทรงหยุด ตรัสว่า “ไปเรียกเขามาซิ”

o การหยุดของพระองค์ซึ่งปรากฏในพระวรสารสหทรรศน์ ทำให้เข้าใจได้ว่า พระเยซูเจ้าไม่เคยปล่อย หรือละเลยความน่าสงสารหรือชะตากรรมของประชาชนที่ร้องหาพระองค์ พระองค์ทรงประทานความเมตตาเสมอ 

o “ไปเรียกเขามาซิ”*** การเรียกนี้คือการให้เดินมาหา ให้มาใกล้ ให้มาติดตาม สำคัญมากคือใน 10:49 ปรากฏคำกริยานี้ถึง 3 ครั้ง ดูดีๆนะครับ “พระเยซูเจ้าทรงหยุด ตรัสว่า “ไปเรียกเขามาซิ” เขาก็เรียกคนตาบอดพลางกล่าวว่า “ทำใจดี ๆ ไว้ ลุกขึ้น พระองค์กำลังเรียกเจ้าแล้ว” เพราะเสียงเรียกนี้ทำให้ลดระยะความห่างไกลที่เคยมีให้เข้ามาอยู่ใกล้

o ข้อเดียว ข้อนี้ ข้อ 49 มีกริยาคำว่า “เรียก” (to call) สามครั้ง... อัศจรรย์ครับ ภาษาต้นฉบับปรากฎชัดมาก... พ่อมั่นใจ ข้อนี้คือข้อที่เหมาะกับเรื่องของ “พระกระแสเรียก” คือ การเรียกให้ติดตามพระองค์จริงๆ

• “ทำใจดี ๆ ไว้ ลุกขึ้น พระองค์กำลังเรียกเจ้าแล้ว” 

o คำกริยา “ลุกขึ้น” ทุกครั้งที่ใช้ในพระวรสารนักบุญมาระโกนั้นปกติจะอยู่ในลักษณะคำสั่ง (imperative) เราพบใน 2:9,11 ‘ลุกขึ้น แบกแคร่เดินไปเถิด’; 3:3 “ลุกขึ้น มายืนตรงกลางนี่ซิ”; “หนูเอ๋ย เราสั่งให้หนูลุกขึ้น” 5:41 ทุกครั้งที่ใช้นั้นเป็นคำสั่งที่มาจากการรักษาของพระเยซูเจ้าเอง

o ข้อสังเกต สำหรับมาระโก ทุกอย่างที่เป็นความสามารถทั้งหลาย ศักยภาพ โดยเฉพาะจากความไม่มีศักยภาพมาสู่ความมีศักยภาพสมบูรณ์นั้น ขึ้นกับการเรียกของพระเยซูเจ้าเท่านั้น

• ต่อไปนี้พิจารณาปฏิกริยาตอบของการเรียกของพระเยซูเจ้า...บารทิเมอัสตอบสนองอย่างไร..

o สลัดเสื้อคลุมทิ้ง ในบริบทของพันธสัญญาใหม่ การถอดเสื้อคลุม (สลัดทิ้ง) มีความหมายถึงความพร้อมที่จะทำงาน ทำหน้าที่ “4จึงทรงลุกขึ้นจากโต๊ะ ทรงถอดเสื้อคลุมออกวางไว้ ทรงใช้ผ้าเช็ดตัวคาดสะเอว 5แล้วทรงเทน้ำลงในอ่าง เริ่มล้างเท้าบรรดาศิษย์ และใช้ผ้าที่คาดสะเอวเช็ดให้”ยน 13:4; “บรรดาพยาน นำเสื้อคลุมของตนมาวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “เซาโล””กจ 7:58 ***นักพระคัมภีร์บางท่านเน้นว่า “เสื้อคลุมนี้หมายถึงสภาวะชีวิตในอดีต” ***อาจกล่าวได้ไหมว่า “เมื่อเขาถูกเรียก เขาละทุกอย่างที่เป็นของตน เท่าที่มี ที่จำเป็นที่สุด หรือที่เป็นอุปกรณ์เพื่อความอยู่รอดของตนซึ่งเป็นการละทิ้งสิ่งจำเป็นต่อ ชีวิตที่เห็นได้ เพื่อติดตามพระเยซูเจ้า มก 1:18 การทิ้งแหอวนเพื่อติดตามพระองค์ มก 10:50 เสื้อคลุม (เสื้อคลุมเป็นสิ่งสำคัญเพื่อมีชีวิตของคนในปาเลสไตน์)
o "กระโดด" บาร์ทิเมอัสลุกขึ้น “So throwing off his cloak, he jumped up and went to Jesus.” ยืนขึ้นทันทีจากที่นั่งอยู่ หมายความว่า ลุกขึ้น ลุกออกจากสถานการณ์ที่เคยเป็นอยู่ พ่อเองและเราทุกคนไม่ทราบว่าเขานั่งอยู่ที่นั่นมานานเท่าใดแล้ว แต่วันนี้เขาไม่ได้นั่งที่นั่นอีก เพราะเขาเดินติดตามพระองค์ไป สังเกตอาการกระโดดลุกขึ้นนั้นเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจต่อเสียงเรียก หรือผู้ที่เรียกเขาเพียงใด” เทียบกับอีกคนที่นั่งอยู่เหมือนกันคือเลวี “ขณะที่ทรงพระดำเนินไป พระองค์ทรงเห็นชายคนหนึ่งชื่อเลวี บุตรของอัลเฟอัสกำลังนั่งอยู่ที่ด่านภาษี จึงตรัสสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป” (2:14)
o “เข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า” เป้าหมายของเขาคือ “พระเยซูเจ้า” เราพบอาการของการเดินหรือมุ่งเข้าไปหาพระเยซูเจ้าเพื่อรับการรักษาบ่อยๆ ในมาระโก (1:40,45; 2:3,13; 3:8; 5:15; 10:14; 11:27; 12:18) แต่ในทุกกรณี... มีเพียงแต่คนตาบอดคนนี้คนเดียวที่เข้ามาหาพระองค์เพราะพระองค์ทรงเรียก (เทียบกับกรณี 10:14 “เมื่อทรงเห็นเช่นนี้ พระองค์กริ้ว ตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “ปล่อยให้เด็กเล็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเลย เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้ ”)

• พระองค์ตรัสถามบาร์ทิเมอัส... “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้” (10:51) เปรียบเทียบกับ “พระองค์ตรัสถามยากอบและยอห์นเมื่อมาขอนั่งข้างขวาและข้างซ้ายว่า “ท่านปรารถนาให้เราทำสิ่งใด” คำว่า “อยาก หรือ ปรารถนา” ในภาษาต้นฉบับภาษากรีกใช้ “thelein” ในความเห็นพบว่าเป็นคำที่สำคัญ เป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษามาระโก ในเรื่องการเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า (8:34,35; 9:35; 10:43,44) หมายความว่า... การติดตามพระเยซูเจ้านั้นต้องเป็นความปรารถนาแท้จริง “thelein” คำแปลคือ “will”

• "รับโบนี" ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด คำเรียกแสดงให้เห็นเจตนาของมาระโกว่า บารทิเมอัสรับรู้ และแสดงตนเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า คนตาบอดคนนี้พระวรสารเรียกว่า เขาว่า “บาร์+ทิเมอัส) ใช้คำเรียกเช่นเดียวกับเปโตรซึ่งเป็นที่หนึ่งในบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า (9:5; 11:21)

• สังเกต การเรียกหาพระอาจารย์เจ้านั้นจุดประสงค์คือ “การยกสายตาขึ้น” (raised his eyes to heaven and said the blessing 6:41; 'Ephphatha,' that is, 'Be opened.' 7:34) และรับการรักษาให้หาย สามารถแลเห็นได้ (8:24; ยน 9:11,15,18) ***สังเกต ความบอดนั้นถูกเข้าใจในบริบทของพระคัมภีร์คือ ดวงตาถูกอุปสรรคขัดขวางไม่ให้สามารถเห็น*** “ทันใดนั้นมีสิ่งหนึ่งเหมือนเกล็ดตกจากนัยน์ตาของเซาโล เขามองเห็นได้อีก” (กจ 9:18)


• “ไปเถิด ความเชื่อของท่านได้ช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว” ภาษกรีก “ไปเถิด” ใช้ (hupage) คำกริยาที่เป็นคำสั่งคำเดียวกับที่สั่งเปโตรให้ไปอยู่ข้างหลังติดตามพระองค์ ไม่ขวางทางพระองค์ (มก 8:33) สังเกต การช่วยให้รอดพ้น กับความเชื่อเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน


• เขากลับแลเห็นและเดินทางติดตามพระองค์ไป ***มีแต่บารทิเมอัสเท่านั้นที่เมื่อรับการรักษาแล้วได้ติดตามพระองค์ไปใน หนทาง "Go your way; your faith has made you well." And immediately he received his sight and followed him on the way.(RSV)

สรุปเรื่องบารทิเมอัสในบริบทของการเดินทางจากกาลิลีสู่เยรูซาเล็ม มก 8:27-10:52


• ตลอดพระวรสารช่วงที่ศึกษานี้จบลงด้วยการรักษาคนตาบอด ซึ่งการรักษานี้เกิดขึ้นเป็นกรณีแรก และกรณีเดียวที่แคว้นยูเดีย (ส่วนอื่นๆทรงทำอัศจรรย์ที่แคว้นกาลิลี) เทียบกับ 8:22
o 8:22 คนตาบอดคนนั้นไม่พบว่าปรากฏชื่อว่าชื่ออะไร แต่ทั้งหมดเน้นที่การกระทำของพระเยซู ส่วนของคนตาบอดเป็นฝ่ายรับเท่านั้น passive และเรื่องความเชื่อของคนตาบอดไม่ได้กล่าวถึงแต่อย่างใดเลย
o 10:46-52 แตกต่างออกไปจากกรณี 8:22 อย่างมาก ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว ลักษณะของคนตาบอดด้วย และสิ่งที่เห็นแตกต่างอย่างมากคือ บารทิเมอัสเป็นฝ่ายมีส่วนอย่างมาก (active) ในการร้อง ร้องดังๆ ขอความเมตตา และขอให้เขาได้แลเห็น

• เรื่องบารทิเมอัสนี้เป็นบทสรุปของพระวรสารจากกาลิลีสู่กรุงเยรูซาแล็ม (8:27-10:52)


• ตลอดเรื่องการเดินทางมุ่งสู่กรุงเยรูซาแล็มนี้ พระองค์ทรงเปิดเผยถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเป้าหมายที่เยรูซาแล็ม (8:31; 9:31 10:33) และด้วยเป้าหมายแห่งรหัสธรรมปัสกานี้ พระองค์ทรงสอนเงื่อนไขในการติดตามพระองค์ (8:34-9:1; 9:35-50; 10:42-45)

• การรักษาคนตาบอดที่เยรีโคนี้เป็นช่วงสุดท้ายของการเดินทางก่อนถึงกรุงเยรูซา แล็ม แสดงออกให้เห็นลักษณะของบุคคลที่มีลักษณะท่าทีที่ถูกต้องเหมาะสมกับการเดิน ทางติดตามพระองค์ ร่วมทางกับพระองค์ คนๆ นั้นคือ ผู้ที่ต้องเปี่ยมด้วยความเชื่อในตัวองค์พระเยซูเจ้า (identity of Jesus) และในพลังหรือความสามารถแห่งการช่วยให้รอดพ้นของพระองค์ (salvation) และแสดงออกซึ่งความเชื่อนี้ด้วยการเดินติดตามพระองค์ โดยละทุกสิ่ง มอบทุกความวางใจและอนาคตไว้กับพระองค์ ให้พระองค์ทรงนำทางชีวิต

• การเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าคือ เชื่อ รู้จัก รัก วางใจ และเดินทางเดียวกับพระองค์


• ไม่เป็นการเพียงพอที่จะมีทัศนคติ หรือความรู้ หรือความเข้าใจในพระเยซูเจ้า แต่สิ่งที่สำคัญคือ มีความเชื่อเต็มเปี่ยมในพลังแห่งการช่วยให้รอดพ้นของพระองค์ และออกเดินทางติดตามพระองค์ ให้พระองค์นำทางชีวิตของเรา... “Full of faith in the identity and Salvific Power of Jesus and then follow him, let He guide our life”

การไตร่ตรอง

• ชื่อของเราชัดเจนไหมในการเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า คริสตชน พระสงฆ์ของพระเจ้า พระสังฆราช ฯลฯ ?? ดวงตาของเราอยู่ในสภาพใด ดวงตาแห่งความเชื่อ??? เรารู้จักพระเยซูเจ้าชัดเจนไหม?? (identity) ของพระองค์คือ???


• เคยร้องเรียกหาพระเยซูเจ้าแบบบารทิเมอัสบ้างไหม?? หมายถึงคำร้องที่มาจากชีวิตที่ขาดจริงๆ ขนาดที่ถ้าพระองค์ไม่โปรดเราจะไม่สามารถมีสันติสุขได้เลย?? “Kyrie eleison” เมื่อพระเยซูเจ้าหยุดและเรียก เรามั่นใจเพียงใดว่าพระองค์ทรงเรียกเรา??


• เรามีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการเรียกของพระองค์ การเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร??


• เราสลัดเสื้อคลุมทิ้งไหม?? หมายถึง อดีตของเรา บาป หรือนิสัยที่เราคิดว่าเป็นความมั่นคงของเรา สิ่งที่ห่อหุ้มเรามานานจนพระองค์เรียกเรา?? หมายถึง ทุกสิ่งที่เป็นเครื่องมือหากินเดิมๆ ที่ทำให้เรามั่นคง มั่งคั่งตามแบบชีวิตเดิมของเราก่อนที่พระองค์จะเรียก บัดนี้ พระองค์เท่านั้นเป็นความมั่นคง และมั่งคั่งที่แท้จริงของเราหรือไม่???


• เรากระโดดลุกขึ้นไหม?? จากที่ที่เรานั่งอยู่มานานก่อนที่พระองค์จะเรียก?? การเปลี่ยนแปลงจากที่เดิม มาสู่การเดินติดตามพระองค์


• เรามุ่งเข้าไปหาพระเยซูเจ้าไหม?? เป้าหมายของการเรียกคือมาหาผู้เรียก เรามาหาพระองค์จริงๆ ไหม หรือที่เรากำลังพบและหาอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่พระเยซูเจ้า?? สังเกต พระเยซูเผยแสดงพระองค์เป็นคนยากจน คนชายขอบสังคม “น้ำเย็นแก้วหนึ่งแก่ผู้เล็กน้อย...ท่านทำกับเราเอง”


• ดังนั้นการทำหน้าที่ของเราทุกวันนี้ เป้าหมายของเราที่เรารับใช้อยู่เป็นพระเยซูเจ้าใช่ไหม?? เราขออะไรทุกวันจากพระเยซูเจ้า?? นั่งข้างซ้ายขวา หรือขอให้เราแลเห็นพระองค์ทุกวัน (ในเพื่อนพี่น้อง) ด้วยสายตาแห่งความเชื่อ???


• สุดท้าย เราติดตามพระองค์ไป(ในหนทางของพระองค์)หรือไม่?? หรือเรามีทางเดินของเราเองในการเป็นศิษย์ของพระองค์

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation

Friends of the Catholic Biblical Federation biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย