Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย”

31. พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินบนน้ำ (3)
b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
1. การที่พระเยซูเจ้าเสด็จบนภูเขาโดยลำพัง เพื่อสนทนากับพระบิดาเจ้าก็เป็นแหล่งที่มาของแสงสว่างและพละกำลังสำหรับ พระองค์ เพื่อจะปฏิบัติภารกิจต่อไปด้วยความมุ่งมั่นและกล้าหาญ เราล่ะ เมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและมีความทุกข์ใจ เรารู้จักหาเวลาส่วนตัวหรือไม่ เพื่ออธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้า เพราะพระองค์ผู้ดียวทรงเป็นแหล่งที่มาของพละกำลังและแสงสว่างที่จำเป็น สำหรับมนุษย์


2. ในเวลากลางคืน บรรดาศิษย์อยู่ในเรือขณะที่มีพายุแรงกล้า พระเยซูเจ้าไม่ประทับอยู่กับเขาแต่ทรงอยู่ห่างไกล เขาจึงรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง ขณะที่บรรดาศิษย์พยายามมุ่งไปสู่สถานที่ที่พระองค์ทรงส่งเขาไป แต่โดยอาศัยเพียงพละกำลังของตนเขาไปไม่ถึงจุดมุ่งหมายนั้น บางครั้งเราทุกคนคงจะคิดว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งและดูเหมือนว่า เราต้องต่อสู้กับความยากลำบากด้วยตนเอง เรารู้จักควบคุมความรู้สึกนี้โดยไว้วางใจในความช่วยเหลือของพระเจ้าหรือไม่

3. พระเยซูเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นบรรดาศิษย์ที่กำลังเหน็ดเหนื่อยในการต่อสู้กับ ลมพายุ และเสด็จมาช่วยเหลือเขา เมื่อเวลาของการอธิษฐานภาวนาจบแล้ว ก็ถึงเวลาของการลงมือปฏิบัติ พระองค์ไม่ทรงนึกถึงตนเองแต่เสด็จไปช่วยเหลือบรรดาศิษย์ สำหรับพระองค์แล้ว ความต้องการของผู้อื่นมาเป็นอันดับแรก เมื่อมนุษย์ต้องการพระองค์ พระองค์ทรงตระหนักว่าจำเป็นต้องเสด็จไปพบเขา เราเคยอ้างเหตุผลว่า ต้องอธิษฐานภาวนาเพื่อจะไม่ต้องตอบสนองความต้องการของผู้อื่นหรือไม่ เรารู้จักนึกถึงความเดือดร้อนผู้อื่นก่อนที่จะนึกถึงปัญหาของตนเองหรือไม่

4. บรรดาศิษย์ลงเรือปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเยซูเจ้าเมื่อยังมีแสงสว่าง แต่พระองค์เสด็จไปช่วยเหลือเขาในเวลากลางคืนที่มืดมิด ระยะเวลายาวนานที่อยู่ในเรือเป็นโอกาสให้บรรดาศิษย์สำนึกว่า เขาจะบรรลุจุดมุ่งหมายด้วยกำลังของตนเองไม่ได้ เราก็เช่นกัน พระเยซูเจ้าทรงรอคอยจะเสด็จมาช่วยเหลือจนกว่าเราจะยอมรับว่า ลำพังตนเองไม่มีพลังเพียงพอแก้ปัญหาได้ ดูเหมือนว่าไม่มีวิถีทางอื่นที่จะเรียนรู้ความจริงนี้ นอกจากเราต้องเผชิญหน้ากับความมืดด้วยตนเอง ถ้าเรากล้าเดินทางผ่านเข้าไปในความมืด พระเจ้าก็จะทรงช่วยให้พ้นจากความมืดเมื่อเราจะร้องขอความช่วยเหลือจาก พระองค์ เพราะเวลานั้น เรายอมรับว่าพระองค์ผู้เดียวทรงช่วยเราได้

5. นักบุญมาระโกเล่าว่า เมื่อพระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินบนน้ำผ่านบรรดาศิษย์ไปในความมืด เขาคิดว่าเป็นผีและมีความกลัวมาก นักบุญมาระโกยังอธิบายเหตุผลของความกลัวและความประหลาดใจนี้ว่า "เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องขนมปัง ใจของเขายังแข็งกระด้างอยู่" ปฏิกริยานี้ของบรรดาศิษย์มีบทเรียนสำหรับเรา 2 ประการคือ

          1) ถ้าคนใดคนหนึ่งเดินบนน้ำเข้าไปใกลัผู้ที่อยู่ในเรือ เขาเหล่านี้ก็จะต้องมีความกลัวอย่างแน่นอน แต่สำหรับนักบุญมาระโกปฏิกริยาเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าผู้เดินบนน้ำเป็นพระเยซูเจ้าและเราเข้าใจอย่างแท้จริงว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด ก็ไม่มีกิจการใดของพระเยซูเจ้าที่จะทำให้เราต้องประหลาดใจ เราต้องพร้อมที่จะรับการกระทำทุกอย่างของพระองค์ดังที่ทรงเปิดเผยโดยไม่มี เงื่อนไข เราจะตัดสินพระองค์ตามหลักการของมนุษย์ไม่ได้ เพราะเราต้องเชื่อว่า พระองค์ทรงพระอานุภาพและทรงอิสระอย่างเต็มเปี่ยมที่จะทรงกระทำตามพระทัย

          2) อุปสรรคของบรรดาศิษย์ในการเข้าใจพระเยซูเจ้าไม่อยู่ที่ว่าสติปัญญาของเรามี ขอบเขตจำกัด แต่อยู่ในใจของเขาที่ยังแข็งกระด้างอยู่คือ เป็นใจที่ปิดไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความคิด ความหวัง ความปรารถนาที่เขามีต่อพระเยซูเจ้า ใจของเขาไม่เปิดกว้างที่จะรับทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผย เขายังไม่เข้าใจว่า พระเยซูเจ้าทรงอยู่เหนือความจำกัดต่าง ๆ ของมนุษย์ แต่ทรงกระทำทุกอย่างด้วยพระอานุภาพและอิสรภาพอย่างเต็มเปี่ยม เราก็เช่นกัน ถ้าไม่มีความไว้วางใจในพระอานุภาพไร้ขอบเขตของพระองค์และไม่มีความเชื่อใน พระองค์อย่างไร้ขอบเขต เราจะเข้าใจพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริงไม่ได้เลย