(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

ข.  คำเทศนาเป็นอุปมา
บทนำ

13  1วันเดียวกันนั้นaพระเยซูเจ้าเสด็จออกจากบ้านมาประทับที่ริมทะเลสาบ 2ประชาชนจำนวนมากมาเฝ้าพระองค์ พระองค์จึงเสด็จไปประทับอยู่ในเรือ ส่วนประชาชนยืนอยู่บนฝั่ง  3พระองค์ตรัสสอนเขาหลายเรื่องเป็นอุปมาb

อุปมาเรื่องผู้หว่าน

พระองค์ตรัสว่า “จงฟังเถิด ชายคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช  4ขณะที่เขากำลังหว่านอยู่นั้น บางเมล็ดตกอยู่ริมทางเดิน นกก็จิกกินจนหมด  5บางเมล็ดตกบนพื้นหินที่มีดินเล็กน้อย ก็งอกขึ้นทันทีเพราะดินไม่ลึก  6แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ก็ถูกเผาและเหี่ยวแห้งไปเพราะไม่มีราก  7บางเมล็ดตกในพงหนาม ต้นหนามก็ขึ้นคลุมไว้ ทำให้เหี่ยวเฉาตายไป  8บางเมล็ดตกในที่ดินดี จึงเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง  9ใครมีหูcก็จงฟังเถิด”

เหตุผลที่พระเยซูเจ้าตรัสเป็นอุปมา

10บรรดาศิษย์เข้ามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “ทำไมพระองค์ตรัสแก่พวกเขาเป็นอุปมาเล่า”  11พระองค์ทรงตอบว่า “พระเจ้าประทานธรรมล้ำลึกเรื่องอาณาจักรสวรรค์ให้ท่านทั้งหลายรู้ แต่ไม่ได้ประทานให้แก่ผู้อื่น  12เพราะผู้ที่มีมากจะได้รับมากขึ้นจนเหลือเฟือ ส่วนผู้ที่มีน้อย จะถูกริบสิ่งเล็กน้อยที่มีไปด้วยd  13เพราะฉะนั้น เรากล่าวแก่คนเหล่านี้เป็นอุปมา ถึงพวกเขามองดู ก็ไม่เห็น ถึงฟังก็ไม่ได้ยินและไม่เข้าใจe  14สำหรับคนเหล่านี้ คำทำนายของประกาศกอิสยาห์ก็เป็นความจริง ที่ว่า

ท่านทั้งหลายจะฟังแล้วฟังเล่า แต่จะไม่เข้าใจ

จะมองแล้วมองเล่า แต่จะไม่เห็น

15เพราะจิตใจของประชาชนนี้แข็งกระด้าง

เขาทำหูทวนลม และปิดตาเสีย

เพื่อไม่ต้องมองด้วยตา ไม่ต้องฟังด้วยหู

จะได้ไม่เข้าใจ

จะได้ไม่ต้องกลับใจ เราจะได้ไม่ต้องรักษาเขา

16“ส่วนท่านทั้งหลาย ตาของท่านเป็นสุขที่มองเห็น หูของท่านเป็นสุขที่ได้ฟัง 17เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ประกาศกและผู้ชอบธรรมfจำนวนมากปรารถนาจะเห็นสิ่งที่ท่านได้เห็นอยู่ แต่ก็ไม่ได้เห็น ปรารถนาจะได้ฟังสิ่งที่ท่านฟังอยู่ แต่ก็ไม่ได้ฟัง

คำอธิบายอุปมาเรื่องผู้หว่าน

18“เพราะฉะนั้น จงฟังความหมายของอุปมาเรื่องผู้หว่านเถิด  19เมื่อคนหนึ่งฟังพระวาจาเรื่องพระอาณาจักรและไม่เข้าใจ มารร้ายก็มาและถอนสิ่งที่หว่านgลงในใจของเขาไปเสีย นั่นได้แก่ เมล็ดที่ตกริมทาง  20เมล็ดที่ตกบนหินคือผู้ฟังพระวาจาและมีความยินดีรับไว้ทันที  21แต่เขาไม่มีรากในตัว จึงไม่มั่นคง เมื่อเผชิญความยากลำบากหรือถูกเบียดเบียนเพราะพระวาจานั้น เขาก็ยอมแพ้ทันที  22เมล็ดที่ตกในพงหนามหมายถึงบุคคลที่ฟังพระวาจา แต่ความวุ่นวายในทางโลก ความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ เข้ามาบดบังพระวาจาไว้ จึงไม่เกิดผล  23ส่วนเมล็ดที่หว่านลงในดินดี หมายถึงบุคคลที่ฟังพระวาจาและเข้าใจ จึงเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง”

อุปมาเรื่องข้าวละมาน

24พระเยซูเจ้าทรงเล่าเป็นอุปมาอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า “อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับชายคนหนึ่งที่หว่านข้าวพันธุ์ดีในนาของตน  25ขณะที่ทุกคนนอนหลับ ศัตรูก็มาหว่านข้าวละมานทับลงบนข้าวสาลีแล้วจากไป  26เมื่อต้นข้าวงอกขึ้นจนออกรวง ข้าวละมานก็ปรากฏแซมอยู่ด้วย  27บรรดาผู้รับใช้จึงไปหานายถามว่า ‘นายครับ นายหว่านข้าวพันธุ์ดีในนามิใช่หรือ แล้วข้าวละมานมาจากที่ใดเล่า’ 28นายตอบว่า ‘ศัตรูมาหว่านไว้’ ผู้รับใช้จึงถามว่า ‘นายต้องการให้เราไปถอนมันไหม’  29นายตอบว่า ‘อย่าเลย เกรงว่าเมื่อท่านถอนข้าวละมาน ท่านจะถอนข้าวสาลีติดมาด้วย  30จงปล่อยให้ข้าวสองชนิดงอกงามขึ้นด้วยกันจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว แล้วฉันจะบอกคนเก็บเกี่ยวว่า จงเก็บข้าวละมานก่อน มัดเป็นฟ่อน เผาไฟเสีย ส่วนข้าวสาลีนั้น จงเก็บเข้ายุ้งของฉัน’”

อุปมาเรื่องเมล็ดมัสตาร์ด

31พระองค์ตรัสเป็นอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า “อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับเมล็ดมัสตาร์ดซึ่งมีผู้นำไปหว่านในนา  32และเป็นเมล็ดเล็กกว่าเมล็ดทั้งหลาย แต่เมื่อเมล็ดงอกขึ้นเป็นต้นแล้ว กลับมีขนาดโตกว่าต้นผักอื่น ๆ  และกลายเป็นต้นไม้ จนกระทั่งนกในอากาศมาทำรังอาศัยบนกิ่งได้”

อุปมาเรื่องเชื้อแป้ง

33พระองค์ยังตรัสเป็นอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า

“อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้กับเชื้อแป้งที่หญิงคนหนึ่งนำมาเคล้าผสมกับแป้งสามถัง จนแป้งทั้งหมดฟูขึ้น”h

เหตุผลที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเป็นอุปมา

34พระเยซูเจ้าตรัสเรื่องทั้งหมดนี้แก่ประชาชนเป็นอุปมา พระองค์ไม่ตรัสสิ่งใดกับเขาโดยไม่ใช้อุปมา  35ทั้งนี้ เพื่อให้พระดำรัสที่ตรัสไว้ทางประกาศกเป็นความจริงว่า

เราจะเปิดปากกล่าวเป็นอุปมา

เราจะกล่าวเรื่องที่ยังไม่เคยเปิดเผยตั้งแต่สร้างโลกi

คำอธิบายอุปมาเรื่องข้าวละมาน

36หลังจากนั้น พระองค์ทรงแยกจากประชาชนเข้าไปในบ้าน บรรดาศิษย์จึงเข้ามาทูลว่า “โปรดอธิบายอุปมาเรื่องข้าวละมานในนาเถิด”  37พระองค์ตรัสว่า “ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ดีคือบุตรแห่งมนุษย์38ทุ่งนาคือโลก เมล็ดพันธุ์ดีคือพลเมืองแห่งพระอาณาจักร ข้าวละมานคือพลเมืองของมารร้ายj  39ศัตรูที่หว่านคือปีศาจ ฤดูเก็บเกี่ยวคือเวลาอวสานแห่งโลก ผู้เก็บเกี่ยวคือทูตสวรรค์

40“ข้าวละมานถูกมัดเผาไฟฉันใด เวลาอวสานแห่งโลกก็จะเป็นฉันนั้น  41บุตรแห่งมนุษย์จะทรงใช้ทูตสวรรค์ของพระองค์มารวบรวมทุกสิ่งที่ทำให้หลงผิดและทุกคนที่ประกอบการอธรรม ให้ออกจากพระอาณาจักร  42แล้วเอาไปทิ้งในกองไฟ ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง  43ส่วนผู้ชอบธรรมจะส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ในพระอาณาจักรของพระบิดาkใครมีหูก็จงฟังเถิด”

อุปมาเรื่องขุมทรัพย์  และเรื่องไข่มุกl

44“อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา คนที่พบก็ฝังซ่อนสมบัตินั้น และยินดีกลับไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อนาแปลงนั้น

45“อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับพ่อค้าที่แสวงหาไข่มุกเม็ดงาม  46เมื่อได้พบไข่มุกที่มีค่าสูง เขาจะไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อไข่มุกเม็ดนั้น

อุปมาเรื่องอวน

47“อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลาทุกชนิด 48เมื่ออวนเต็มแล้ว ชาวประมงจะลากขึ้นฝั่ง นั่งลงเลือกปลาดีใส่ตะกร้า ส่วนปลาเลวก็โยนทิ้งไป  49เมื่อถึงเวลาสิ้นโลกก็จะเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราวสิ้นโลก ทูตสวรรค์จะมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม 50ทิ้งคนชั่วลงในขุมไฟ ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคือง”

สรุป

51“ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่” บรรดาศิษย์ทูลตอบว่า “เข้าใจแล้ว” 

52พระองค์จึงตรัสว่า “ดังนั้น ธรรมาจารย์ทุกคนที่มาเป็นศิษย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ก็เหมือนกับเจ้าบ้านที่นำทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน”m

V พระศาสนจักรเป็นผลแรกแห่งอาณาจักรสวรรค์

ก. เรื่องเล่า

พระเยซูเจ้าเสด็จเยี่ยมเมืองนาซาเร็ธ

53เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสเรื่องอุปมาเหล่านี้จบแล้ว พระองค์เสด็จออกจากที่นั่น  54มายังถิ่นกำเนิดของพระองค์nทรงสั่งสอนในศาลาธรรมของชาวยิว ประชาชนต่างประหลาดใจและพูดว่า “คนนี้เอาปรีชาญาณและอำนาจทำอัศจรรย์มาจากที่ใด

55เขาเป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ แม่ของเขาชื่อมารีย์ พี่ชายน้องชายของเขามิใช่ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาหรือ  56พี่สาวน้องสาวทุกคนของเขาก็อยู่กับเรามิใช่หรือ  เขาไปได้สิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด”  57คนเหล่านี้รู้สึกสะดุดใจและไม่ยอมรับพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “ประกาศกย่อมไม่ถูกเหยียดหยามนอกจากในถิ่นกำเนิดและในบ้านของตน”  58พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ที่นั่นไม่มากนัก เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีความเชื่อ

13 a “วันเดียวกันนั้น” เป็นการเปลี่ยนฉากเรื่องเท่านั้น ไม่เป็นการบอกเวลาอย่างชัดเจน

b มธ ต้องการให้มีอุปมาเจ็ดเรื่อง (ดู 6:9 เชิงอรรถ d) จึงคัดอุปมา 2 เรื่องจาก มก และเล่าเพิ่มอีก 5 เรื่อง

c สำเนาโบราณบางฉบับ “สำหรับฟัง” เช่นเดียวกับใน 11:15; 13:43

d สำหรับคนที่มีเจตนาดี ความรู้ที่เขาได้เรียนรู้จากพันธสัญญาเดิม จะเพิ่มพูนและสมบูรณ์ขึ้นในพันธสัญญาใหม่ (เทียบ 5:17,20) ส่วนคนที่มีเจตนาร้ายจะสูญเสียแม้สิ่งที่มีอยู่แล้วคือธรรมบัญญัติของโมเสส ถ้าธรรมบัญญัตินี้ไม่ได้รับความสมบูรณ์จากพระเยซูเจ้า ก็มีแต่จะล้าสมัยไป

e หมายถึงการไม่ยอมฟังโดยเจตนาจึงมีผิด ซึ่งเป็นทั้งสาเหตุและคำอธิบายว่าทำไมพระเจ้าไม่ประทานพระหรรษทานให้ เรื่องเล่าก่อนหน้านี้ทั้งหมดช่วยให้เข้าใจถึงความ “ดื้อรั้น” (11:16-19,20-24; 12:7,14,24-32,34,39,45) เป็นการปูทางเตรียมการเทศน์สอนโดยอุปมา พระเยซูเจ้าทรงใช้สัญลักษณ์และภาพเปรียบเทียบเพื่อทรงท้าทายผู้ฟังให้พิจารณาไตร่ตรองและเข้าใจเรื่องพระอาณาจักรลึกซึ้งยิ่งขึ้น

f หมายถึงบรรดาประกาศก และผู้ศักดิ์สิทธิ์ในพันธสัญญาเดิม เปาโลเคยกล่าวหลายครั้งถึงระยะเวลาที่ “ธรรมล้ำลึก” ยังมิได้รับการเปิดเผย (รม 16:25; อฟ 3:4-5; คส 1:26; ดู 1 ปต 1:11-12)

g สำนวนแปลก ๆ นี้ เป็นผลมาจากความกำกวมในการตีความอุปมา บางครั้งเปรียบมนุษย์ว่าเป็นพื้นดินที่รับพระวาจา บางครั้งเปรียบมนุษย์เป็นเมล็ดที่หว่าน

h พระอาณาจักรเป็นเหมือนเมล็ดมัสตาร์ดหรือเชื้อแป้ง มีการเริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ แต่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นในภายหลัง

i สำเนาโบราณบางฉบับละคำ “โลก”

j “พลเมืองแห่งพระอาณาจักร” “พลเมืองของมารร้าย” แปลตามตัวอักษรว่า “บุตรแห่งพระอาณาจักร” และ “บุตรแห่งมารร้าย” ซึ่งเป็นสำนวนภาษาฮีบรู

k พระบุตรจะทรงมอบผู้ทรงไถ่มา (อาณาจักรพระเมสสิยาห์ ในข้อ 41) ให้แก่พระบิดา และดังนี้พระอาณาจักรแห่งพระบิดาจะคงอยู่ตลอดไป (ดู 25:34; 1 คร 15:24)

l ผู้ที่พบอาณาจักรสวรรค์จะต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเข้าในอาณาจักรนั้น (ดู 19:21)

m ธรรมาจารย์ชาวยิวที่ยอมเป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้ามีทรัพย์สินมากมายอยู่ในมือ คือทั้งคำสอนของพันธสัญญาเดิม และคำสอนเพิ่มเติมของพันธสัญญาใหม่ (ข้อ 12) ภาพนี้ของ “ธรรมาจารย์ที่ยอมเป็นศิษย์” สรุปอุดมการณ์ของมัทธิวผู้นิพนธ์พระวรสาร และอาจเป็นภาพของมัทธิวเองด้วย

n หมายถึงเมืองนาซาเร็ธ เมืองที่พระองค์พำนักอยู่ในวัยเด็ก (ดู 2:23)