Get Adobe Flash player


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

ข.  คำสั่งสอนสำหรับบรรดาอัครสาวก
พระเยซูเจ้าทรงส่งอัครสาวกสิบสองคน

10  1พระเยซูเจ้าทรงเรียกศิษย์สิบสองคนเข้ามาพบaประทานอำนาจให้เขาขับไล่ปีศาจ ให้รักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกชนิด

2อัครสาวกสิบสองคนมีนามดังนี้bคนแรกคือซีโมน ผู้มีสมญาว่าเปโตร กับ

อันดรูว์น้องชายของเขา ยากอบบุตรของเศเบดีกับยอห์นน้องชาย  3ฟิลิปและบาร์โธโลมิว  โธมัสและมัทธิวคนเก็บภาษี ยากอบบุตรอัลเฟอัส และธัดเดอัส  4ซีโมนจากกลุ่มชาตินิยม และยูดาสอิสคาริโอท ต่อมายูดาสผู้นี้ทรยศพระองค์  5พระเยซูเจ้าทรงส่งอัครสาวกสิบสองคนนี้ออกไป ทรงสั่งเขาว่า “อย่าเดินตามทางของคนต่างชาติ อย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย  6แต่จงไปหาแกะพลัดฝูงของวงศ์วานอิสราเอลก่อนc  7จงไปประกาศว่าอาณาจักรสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว  8จงรักษาคนเจ็บไข้ จงปลุกคนตายให้กลับคืนชีพ จงรักษาคนโรคเรื้อนให้สะอาด จงขับไล่ปีศาจให้ออกไป ท่านได้รับมาโดยไม่เสียค่าตอบแทนก็จงให้เขาโดยไม่รับค่าตอบแทนด้วย  9อย่าหาเหรียญทอง  เหรียญเงินหรือเหรียญทองแดงใส่ในไถ้  10เมื่อเดินทาง อย่ามีย่าม อย่ามีเสื้อสองตัว  อย่าสวมรองเท้า อย่าถือไม้เท้า เพราะคนงานย่อมมีสิทธิ์ได้รับอาหารอยู่แล้ว

11“เมื่อท่านเข้าไปในเมืองหรือหมู่บ้าน จงดูว่าผู้ใดที่นั่นเป็นผู้เหมาะสมที่จะต้อนรับท่าน แล้วจงพักอยู่กับเขาจนกว่าท่านจะจากไป  12เมื่อท่านเข้าไปในบ้านใดจงให้พรแก่บ้านนั้นd  13ถ้าบ้านนั้นสมควรได้รับพร จงให้สันติสุขของท่านมาสู่บ้านนั้น ถ้าบ้านนั้นไม่สมควรได้รับพร จงให้สันติสุขกลับมาหาท่าน

14“ถ้าผู้ใดไม่ต้อนรับท่าน หรือไม่ฟังท่าน จงออกจากบ้านหรือเมืองนั้น จงสลัดฝุ่นจากเท้าออกเสียด้วยe  15เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในวันพิพากษา  เมืองโสดมและเมืองโกโมราห์จะรับโทษเบากว่าโทษของเมืองนั้น  16จงฟังเถิด เราส่งท่านไปเหมือนแกะในฝูงสุนัขป่า ท่านจงฉลาดประดุจงูและซื่อประดุจนกพิราบ

ธรรมทูตจะถูกเบียดเบียนf

17“จงระมัดระวังตนจากมนุษย์ เขาจะมอบท่านที่ศาลgและเฆี่ยนท่านในศาลาธรรมของเขา  18ท่านจะถูกนำตัวไปต่อหน้าผู้ว่าราชการและเฉพาะพระพักตร์กษัตริย์เพราะเราเป็นเหตุ เพื่อเป็นพยานยืนยันแก่เขาและแก่บรรดาชนต่างชาติต่างศาสนา 19เมื่อเขาจะมอบท่านที่ศาลนั้น อย่าวิตกกังวลว่าจะพูดอย่างไรหรือพูดอะไร สิ่งที่ท่านจะพูดนั้นจะได้รับการดลใจในเวลานั้นเอง  20เพราะท่านจะมิได้พูดด้วยตนเอง แต่พระจิตของพระบิดาของท่านจะตรัสในท่าน

21“พี่จะฟ้องน้อง น้องจะฟ้องพี่ให้ต้องโทษถึงตาย พ่อจะฟ้องลูก ลูกจะลุกขึ้นกล่าวโทษพ่อแม่ให้ถึงตาย

22“คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา แต่ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอดพ้น  23เมื่อเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองหนึ่ง จงหลบหนีไปอีกเมืองหนึ่งhเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ก่อนที่ท่านจะไปทั่วทุกหัวเมืองของอิสราเอล  บุตรแห่งมนุษย์ก็จะเสด็จกลับมาแล้ว”i

24“ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ และผู้รับใช้ย่อมไม่อยู่เหนือนาย  25ถ้าศิษย์เท่าเทียมกับอาจารย์ และผู้รับใช้เท่าเทียมกับนาย ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถ้าเขาเรียกเจ้าบ้านว่า ‘เบเอลเซบูล’ เขาจะเรียกลูกบ้านร้ายกว่านั้นสักเท่าใด”

ธรรมทูตต้องไม่เกรงกลัวที่จะพูด

26“อย่ากลัวมนุษย์เลย ไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ จะไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้น จะไม่มีใครรู้  27สิ่งที่เราบอกท่านในที่มืด ท่านจงกล่าวออกมาในที่สว่าง สิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู จงประกาศบนดาดฟ้าหลังคาเรือน”j

28“อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่อาจฆ่าวิญญาณได้ จงกลัวผู้ที่ทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรก  29นกกระจอกสองตัว เขาขายกันเพียงหนึ่งบาทมิใช่หรือ ถึงกระนั้น ก็ไม่มีนกสักตัวเดียวที่ตกถึงพื้นดินโดยที่พระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ  30ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านถูกนับไว้หมดแล้ว  31เพราะฉะนั้น อย่ากลัวเลย ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกจำนวนมาก”

32“ทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์k  33และผู้ที่ไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่รับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์ด้วย”

พระเยซูเจ้าทรงเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งl

34“อย่าคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติภาพมาให้โลก เรามิได้มาเพื่อนำสันติภาพ แต่มาเพื่อนำดาบมาให้  35เรามาเพื่อแยกบุตรชายจากบิดา แยกบุตรหญิงจากมารดา แยกบุตรสะใภ้จากมารดาของสามี  36ศัตรูของคนก็คือคนที่อยู่ร่วมบ้านกับเขานั่นเอง”

การสละตนเองเพื่อติดตามพระเยซูเจ้า

37“ผู้ที่รักบิดามารดามากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา ผู้ที่รักบุตรชายหญิงมากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา  38ผู้ใดไม่รับเอาไม้กางเขนของตนแบกตามเรา ผู้นั้นก็ไม่คู่ควรกับเรา”

 39“ผู้ที่หวงชีวิตของตนไว้ ก็จะสูญเสียชีวิตนั้น แต่ผู้ที่ยอมเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา จะพบชีวิตนั้นอีก”m

สรุปคำสั่งสอน

40“ผู้ที่ต้อนรับท่านทั้งหลาย ก็ต้อนรับเรา ผู้ที่ต้อนรับเรา ก็ต้อนรับพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา”

41“ผู้ที่ต้อนรับประกาศก เพราะเราเป็นประกาศก จะได้รับบำเหน็จรางวัลของประกาศก ผู้ที่ต้อนรับผู้ชอบธรรม เพราะเขาเป็นผู้ชอบธรรม จะได้รับบำเหน็จรางวัลของผู้ชอบธรรม”n

42“ผู้ใดที่ให้น้ำเย็นแม้เพียงหนึ่งแก้วแก่คนใดคนหนึ่งในบรรดาคนธรรมดา ๆ เหล่านี้oเพราะเขาเป็นศิษย์ของเรา เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้นั้นจะได้รับบำเหน็จรางวัลอย่างแน่นอน”

 


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

10 a มัทธิวสมมติว่า ผู้อ่านทราบดีแล้วว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงเลือกอัครสาวกสิบสองคน จึงไม่ได้เล่าถึงการคัดเลือกอีก ส่วนมาระโกและลูกาเล่าถึงการคัดเลือกอย่างชัดเจน โดยแยกจากเรื่องการส่งอัครสาวกไปประกาศข่าวดี

b รายนามอัครสาวกสิบสองคน พบได้สี่ครั้งใน มก, ลก, มธ และ กจ ซึ่งแบ่งชื่อทั้งสิบสองออกเป็นสามกลุ่ม ๆ ละสี่ชื่อ ชื่อแรกของแต่ละกลุ่มคือ เปโตร ฟิลิป และยากอบบุตรของอัลเฟอัส ส่วนลำดับชื่อในแต่ละกลุ่มไม่คงที่ กลุ่มแรกเป็นชื่อศิษย์ที่ใกล้ชิดที่สุดกับพระเยซูเจ้า มธ และ ลก เรียงลำดับดังนี้คือเปโตร อันดรูว์ ยากอบและยอห์น แต่ มก และ กจ เรียงลำดับดังนี้คือเปโตร ยากอบ ยอห์นและอันดรูว์ เพื่อแสดงว่าอัครสาวกสามคนแรกมีความใกล้ชิดกับพระเยซูเจ้าเสมอกัน (ดู มก 5:37 เชิงอรรถ d) ต่อมาใน กจ ชื่อยากอบบุตรเศเบดีถูกใส่ไว้หลังชื่อของยอห์นน้องชาย เพราะขณะนั้นยอห์นมีความสำคัญมากกว่า (ดู กจ 1:13; 12:2 และ ลก 8:51 เชิงอรรถ f; 9:28) อัครสาวกที่มีชื่อในกลุ่มที่สองดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์พิเศษกับผู้ที่มิใช่ชาวยิว ใน มธ และ กจ ชื่อมัทธิวตกไปอยู่ลำดับสุดท้าย มธ เท่านั้นกล่าวว่ามัทธิวเป็นคนเก็บภาษี อัครสาวกในกลุ่มที่สามเป็นผู้ที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมของชาวยิวอย่างเหนียวแน่น ธัดเดอัส (บางฉบับว่า Lebbaeus) ใน มธ และ มก อาจเป็นคนเดียวกับยูดา บุตรของยากอบใน ลก และ กจ ซีโมนจากกลุ่มชาตินิยม เป็นการแปลความหมายของคำภาษาอาราเมอิก ใน มธ และ มก ว่า Simon qan’ana ชื่อของยูดาส อิสคาริโอท อยู่ในตำแหน่งสุดท้ายเสมอ “อิสคาริโอท” อาจแปลได้ว่า “ชาวคาริโอท” (เทียบ ยชว 15:25 แต่อาจมาจากภาษาอาราเมอิกว่า sheqarya ซึ่งแปลว่า “คนโกหก คนปลิ้นปล้อน” ก็ได้

c “วงศ์วานอิสราเอล” เป็นสำนวนที่พบบ่อย ๆ ในพระคัมภีร์ หมายถึงประชากรอิสราเอล ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นพิเศษให้มารับพระพรที่ทรงสัญญาไว้ ชาวยิวจึงเป็นพวกแรกที่จะได้รับผลการกอบกู้ของพระเมสสิยาห์ (ดู กจ 8:5; 13:5 เชิงอรรถ e)

d ในดินแดนทางตะวันออกกลาง เมื่อมีการคำนับทักทายกันจะมีการให้พร ขอให้มีสันติสุข สันติสุขซึ่งเป็นพรที่ให้กันนี้ ชาวเซมิติคิดว่าเป็นสิ่งที่มีความเป็นอยู่ได้ด้วยตนเอง ถ้าไม่เกิดผลต่อผู้ที่รับพรนั้น ก็จะต้องกลับมาหาผู้ที่ให้พร

e วลีนี้เป็นสำนวนที่ใช้กันในหมู่ชาวยิว ฝุ่นจากประเทศอื่นนอกจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ถือว่ามีมลทิน ในข้อความนี้ มลทินเกิดจากที่ใดไม่ว่าที่ไม่ยอมรับฟังพระวาจา

f คำแนะนำในข้อ 17-39 สะท้อนสถานการณ์ใหม่มากกว่าเมื่อทรงส่งศิษย์สิบสองคนไปแพร่ธรรมเป็นครั้งแรก คำแนะนำเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอน มัทธิวบันทึกข้อความนี้ที่นี่เพื่อเป็นคู่มือที่สมบูรณ์สำหรับการแพร่ธรรม

g “ศาล” หมายถึงทั้งสภาซันเฮดรินตามหัวเมือง และสภาซันเฮดรินใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม (เทียบ 5:21-22)

h สำเนาโบราณบางฉบับเติม “ถ้าเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองนี้อีก ก็จงหนีไปเมืองอื่น”

i การเสด็จกลับมาของบุตรแห่งมนุษย์ที่กล่าวถึงในที่นี้ มิได้หมายถึงวันสิ้นพิภพ แต่หมายถึงการที่พระเจ้าทรงลงโทษอิสราเอล พระองค์ “เสด็จเยี่ยม”ประชากรที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ในขณะนี้ ทำให้ยุคแห่งพันธสัญญาเดิมสิ้นสุดลงเมื่อกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกทำลายในปี ค.ศ. 70 (ดู 24:1 เชิงอรรถ a)

j เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นว่าคำสั่งสอนที่ทรงสอนประชาชนทั่วไปไม่ประสบผลสำเร็จ พระองค์จึงทรงหันมาสั่งสอนบรรดาศิษย์เป็นการส่วนตัว ในภายหลังศิษย์เหล่านี้จะมีหน้าที่ถ่ายทอดคำสอนนี้ทั้งหมดโดยไม่ต้องหวาดกลัว ถ้อยคำเดียวกันนี้ เราจะพบได้ใน ลก แต่ในบริบทต่างกัน บรรดาศิษย์จะต้องไม่เอาอย่างความหน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี เพราะว่าสิ่งใดที่บรรดาศิษย์พยายามซ่อนเร้นไว้ จะถูกเปิดเผยอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น เขาจึงต้องพูดอย่างเปิดเผยเสมอ

k เมื่อถึงเวลาการพิพากษาครั้งสุดท้าย เมื่อพระบุตรจะทรงมอบผู้ที่ได้เลือกสรรแด่พระบิดา (ดู 25:34)

l พระเยซูเจ้าทรงเป็น “เครื่องหมายที่จะถูกโต้แย้ง” (ลก 2:34) พระองค์มิได้ทรงมีเจตนาให้เกิดการแตกแยก แต่การแตกแยกนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นผลจากการเรียกร้องให้มนุษย์ต้องตัดสินใจว่าจะรับพระองค์หรือไม่

m คำพังเพยนี้ใน มธ ยังรักษาสำนวนโบราณกว่าใน มก และ ลก “หวง” เป็นอีกความหมายหนึ่งของคำ ภาษากรีกว่า “พบ” หรือ “หาให้ได้” หรือ “เก็บไว้สำหรับตน” (เทียบ ปฐก 26:12; สภษ 3:13; 21:21; ฮชย 12:9 ดู มธ 16:25 เชิงอรรถ l ด้วย)

n “ประกาศก” และ “ผู้ชอบธรรม” (ดู  13:17 และ 23:29 ด้วย) เป็นคำที่พบคู่กันบ่อย ๆ ในพระคัมภีร์  ในที่นี้ หมายถึงผู้แพร่ธรรม และคริสตชนทั่วไป

o “ผู้ต่ำต้อย” หมายถึงบรรดาอัครสาวกที่พระเยซูเจ้าทรงส่งไปแพร่ธรรม (เทียบ 18:1-6, 10,14 และ มก 9:41)