Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

การเจิมที่เบธานี

12 1หกวันก่อนฉลองปัสกาaพระเยซูเจ้าเสด็จไปที่หมู่บ้านเบธานี ตำบลที่อยู่ของลาซารัสที่พระองค์ทรงทำให้กลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย  2ผู้คนที่นั่นจัดงานเลี้ยงเป็นเกียรติแด่พระองค์ มารธาคอยรับใช้ ขณะที่ลาซารัสเป็นคนหนึ่งที่ร่วมโต๊ะกับพระองค์ด้วย  3มารีย์ใช้น้ำมันหอมสมุนไพรบริสุทธิ์ราคาแพงหนักหนึ่งปอนด์ชโลมพระบาทของพระเยซูเจ้า และใช้ผมเช็ดพระบาท กลิ่นน้ำมันหอมอบอวลไปทั่วบ้าน  4ยูดาส อิสคาริโอท ศิษย์คนหนึ่งที่จะทรยศต่อพระองค์พูดว่า  5”ทำไมไม่เอาน้ำมันหอมนี้ไปขายราคาสามร้อยเหรียญ แล้วนำเงินไปแจกให้คนยากจนเล่า”  6ที่เขาพูดเช่นนี้มิใช่เพราะเขาห่วงใยคนยากจน แต่เพราะเขาเป็นขโมย เขาเป็นผู้ถือถุงเงินและยักยอกเงินในถุงนั้น  7พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ช่างเถิด ปล่อยให้นางเก็บน้ำมันหอมนี้ไว้สำหรับวันฝังศพของเราb  8คนยากจนนั้นอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านตลอดไป”

9ชาวยิวจำนวนมากรู้ว่าพระองค์ประทับอยู่ที่นั่น จึงมา มิใช่เพียงเพื่อเฝ้าพระเยซูเจ้า แต่เพื่อมาดูลาซารัส ซึ่งพระองค์ได้ทรงทำให้กลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย  10บรรดาหัวหน้าสมณะจึงตกลงกันจะฆ่าลาซารัสด้วย  11เพราะลาซารัสทำให้ชาวยิวจำนวนมากไปเฝ้าพระเยซูเจ้าและเชื่อในพระองค์

พระเมสสิยาห์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม

12วันรุ่งขึ้น ประชาชนจำนวนมากที่มาในวันฉลองได้ข่าวว่าพระเยซูเจ้าเสด็จมาที่กรุงเยรูซาเล็ม  13จึงถือใบปาล์ม ออกไปรับเสด็จ พลางร้องว่า

“โฮซันนา

ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามของพระเจ้า

ขอถวายพระพรแด่กษัตริย์แห่งอิสราเอล”c

14พระเยซูเจ้าทรงพบลูกลาตัวหนึ่ง จึงประทับบนหลังลูกลาตัวนั้น ดังที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า

15ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย

ดูซิ กษัตริย์ของเจ้ากำลังเสด็จมาแล้ว

ประทับบนหลังลูกลา

16ครั้งแรก บรรดาศิษย์ไม่เข้าใจความหมายของเหตุการณ์นี้ แต่เมื่อพระเยซูเจ้าได้รับพระสิริรุ่งโรจน์แล้ว เขาจึงระลึกได้ว่า สิ่งที่ประชาชนกระทำแด่พระองค์นั้นมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์แล้ว  17ประชาชนที่อยู่กับพระองค์ เมื่อทรงเรียกลาซารัสให้ออกจากคูหาที่ฝังศพ และทรงทำให้เขากลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย เล่าเหตุการณ์ให้ทุกคนฟัง  18เพราะเหตุที่ประชาชนได้ข่าวว่าพระองค์ทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์นี้ จึงออกไปรับเสด็จพระองค์  19ชาวฟาริสีพูดกันว่า “เห็นไหม พวกเราทำอะไรไม่ได้เลย ดูซิ โลกทั้งโลกกำลังตามเขาไปแล้ว”

พระเยซูเจ้าตรัสล่วงหน้าถึงการสิ้นพระชนม์ และการรับพระสิริรุ่งโรจน์

20ผู้ที่ขึ้นไปนมัสการที่กรุงเยรูซาเล็มในงานฉลองนั้น บางคนเป็นชาวกรีกd  21เขาไปหาฟิลิป ซึ่งมาจากหมู่บ้านเบธไซดา ในแคว้นกาลิลี แล้วถามว่า “ท่านขอรับ พวกเราอยากเห็นพระเยซูเจ้า”  22ฟิลิปจึงไปบอกอันดรูว์ แล้วอันดรูว์กับฟิลิปจึงไปทูลพระเยซูเจ้า

23พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า

เวลาที่บุตรแห่งมนุษย์จะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์มาถึงแล้ว

24เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า

ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงในดิน และตายไป

มันก็จะเป็นเพียงเมล็ดเดียวเท่านั้น

แต่ถ้ามันตาย

มันก็จะบังเกิดผลมากมาย

25ผู้ที่รักชีวิตของตนย่อมจะเสียชีวิตนั้น

ส่วนผู้ที่พร้อมจะสละชีวิตของตนในโลกนี้e

ก็ย่อมจะรักษาชีวิตนั้นไว้สำหรับชีวิตนิรันดร

26ผู้ใดรับใช้เรา ผู้นั้นจงตามเรามา

เราอยู่ที่ใด ผู้รับใช้ของเราก็จะอยู่ที่นั่นด้วย

ผู้ใดรับใช้เรา ผู้นั้นจงตามเรามา

เราอยู่ที่ใด ผู้รับใช้ของเราก็จะอยู่ที่นั่นด้วย

ผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาจะประทานเกียรติแก่เขา

27บัดนี้ ใจของเราหวั่นไหวf

เราจะพูดอะไรเล่า

จะพูดหรือว่า ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเวลานี้

ไม่ใช่ เพราะข้าพเจ้ามาก็เพื่อเวลานี้

28ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานพระสิริรุ่งโรจน์แด่พระนามของพระองค์เถิดg

แล้วมีเสียงดังจากฟ้าว่า “เราได้ให้พระสิริรุ่งโรจน์แล้ว และจะให้อีก”

29ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นั่นได้ยินเสียง จึงพูดว่า “ฟ้าร้อง” แต่บางคนว่า “ทูตสวรรค์พูดกับเขา”  30พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เสียงนี้เกิดขึ้นมิใช่เพื่อเรา แต่เพื่อท่านทั้งหลาย”h

31”บัดนี้ ถึงเวลาที่จะพิพากษาโลกแล้ว

บัดนี้ เจ้านายแห่งโลกนี้กำลังจะถูกขับไล่ออกไปi

32และเมื่อเราจะถูกยกขึ้นจากแผ่นดินj

เราจะดึงดูดทุกคนkเข้ามาหาเรา”l

33พระเยซูเจ้าตรัสเช่นนี้ แสดงว่า พระองค์ทรงทราบว่าจะสิ้นพระชนม์อย่างไร 34ประชาชนทูลตอบว่า “เราได้เรียนรู้จากธรรมบัญญัติว่าพระคริสตเจ้าจะดำรงอยู่ตลอดนิรันดร แล้วท่านพูดได้อย่างไรว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้น” บุตรแห่งมนุษย์ผู้นี้เป็นใคร”  35พระเยซูเจ้าตรัสว่า

แสงสว่างอยู่กับท่านทั้งหลายอีกไม่นาน

จงเดินmในขณะที่ท่านมีแสงสว่างเถิด

เกรงว่าความมืดจะตามมาทัน

ผู้ที่เดินอยู่ในความมืดไม่รู้ว่าเขากำลังไปที่ใด

36ตราบใดที่ท่านยังมีแสงสว่าง

จงเชื่อในแสงสว่างเถิด เพื่อท่านจะกลายเป็นบุตรของแสงสว่าง’

เมื่อตรัสดังนี้แล้ว พระเยซูเจ้าเสด็จจากไป และทรงหลบซ่อนไม่ให้ประชาชนเห็น

บทสรุป

37แม้พระเยซูเจ้าทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์มากมายต่อหน้าประชาชน แต่เขาก็ไม่เชื่อในพระองค์  38ดังนี้ วาจาของประกาศกอิสยาห์จึงเป็นความจริงที่ว่า

ข้าแต่พระเจ้า ใครเชื่อถ้อยคำที่ได้ยินจากเรา

และพระอานุภาพของพระเจ้าเป็นที่เปิดเผยกับใครเล่า

39เขาไม่อาจมีความเชื่อ ดังที่ประกาศกอิสยาห์กล่าวไว้อีกว่า

40พระองค์ทรงทำให้ตาของเขาบอด

ทรงทำให้ใจของเขาแข็งกระด้าง

ดังนั้น เขาจึงตาบอด

ใจของเขาจึงไม่เข้าใจ และไม่กลับใจ

เราจึงรักษาเขาไม่ได้

41ประกาศกอิสยาห์พูดไว้เช่นนี้เพราะได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้าnและพูดถึงพระองค์แล้ว

42ยังมีหัวหน้าชาวยิวหลายคนที่เชื่อในพระองค์ แต่ไม่กล้าแสดงความเชื่ออย่างเปิดเผย เพราะกลัวชาวฟาริสี เกรงว่าจะถูกขับไล่ออกจากศาลาธรรม  43เขารักเกียรติที่มาจากมนุษย์มากกว่าพระสิริรุ่งโรจน์ที่มาจากพระเจ้า

44พระเยซูเจ้าตรัสเสียงดังว่า

ผู้ที่เชื่อในเรา

ไม่ได้เชื่อในเราเท่านั้น

แต่ยังเชื่อในพระองค์ผู้ทรงส่งเรามาด้วย

45ผู้ที่เห็นเรา

ก็เห็นพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา

46เราเข้ามาในโลกเป็นแสงสว่าง

เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อในเราไม่อยู่ในความมืด

47ผู้ใดได้ยินวาจาของเรา แล้วไม่ปฏิบัติตาม

เราไม่ตัดสินลงโทษเขา

เพราะเราไม่ได้มาเพื่อตัดสินลงโทษโลก

แต่มาเพื่อช่วยโลกให้รอดพ้น

48ผู้ที่ไม่ยอมรับเรา และไม่ยอมรับวาจาของเรา

ก็มีผู้ตัดสินลงโทษเขาแล้ว

วาจาที่เราได้กล่าวนั้น

จะตัดสินลงโทษเขาในวันสุดท้าย

49เพราะเรามิได้พูดตามใจของเรา

แต่พระบิดาผู้ทรงส่งเรามา

ได้ทรงบัญชาว่าเราต้องพูดอะไร และพูดอย่างไร

50เรารู้ว่า พระบัญชาของพระองค์เป็นชีวิตนิรันดร

ดังนั้น สิ่งที่เราพูดนั้น

เราก็พูดดังที่พระบิดาทรงบอกกับเรา

เรียนพระคัมภีร์กับคุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร
พระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 12


12 a ยน เล่าถึงสัปดาห์สุดท้ายในพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า อย่างละเอียดเหมือนกับที่ได้เล่าถึงสัปดาห์แรกที่ทรงออกเทศนาสั่งสอน (ข้อ 12; 13:1; 18:28; 19:31; ดู 2:1 เชิงอรรถ a) สัปดาห์ทั้งสองจบลงด้วยการที่พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์ แต่เวลาสำหรับ “เครื่องหมายอัศจรรย์” (ดู คานา 2:4,11) บัดนี้ได้จบลงแล้ว “ถึงเวลาแล้วที่บุตรแห่งมนุษย์จะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์” (ข้อ 23; 13:31ฯ; 17:1,5)

b พระเยซูเจ้าทรงเห็นว่าการกระทำของมารีย์ เป็นการแสดงความเคารพพระศพของพระองค์ก่อนเวลา เป็นสัญลักษณ์ของการฝังพระศพที่จะตามมาในภายหลัง

c “กษัตริย์แห่งอิสราเอล” หมายถึงพระเมสสิยาห์ คำ “โฮซันนา” เป็นภาษาอาราเมอิก เมื่อใช้เป็นคำอุทาน หมายถึง “ไชโย”

d “ชาวกรีก” ในที่นี้หมายถึง ผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิวโดยกำเนิด แต่ได้กลับใจมานับถือพระเจ้าพระองค์เดียวของชาวยิว เขาเหล่านี้ปฏิบัติบทบัญญัติของโมเสสเพียงบางข้อ และได้ชื่อว่า “ผู้ยำเกรงพระเจ้า” (ดู กจ 10:2 เชิงอรรถ b)

e “พร้อมที่จะสละชีวิตของตน” แปลตามตัวอักษรว่า “เกลียดชีวิต” ซึ่งเป็นสำนวนภาษาฮีบรู “เราอยู่ที่ไหน” (ข้อ 26) หมายความว่า อยู่ในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดา เทียบ 14:3; 17:24

f เรื่องนี้ และเรื่องเหตุการณ์ในสวนเกทเสมนี (มก 14:32-42) มีรายละเอียดหลายประการที่เหมือนกัน เช่น พระเยซูเจ้าทรงหวาดกลัวเมื่อ “เวลากำลังเข้ามาใกล้” พระองค์ทรงวอนขอความเมตตาจากพระบิดา ทรงยอมรับการสิ้นพระชนม์ ทรงรับความบรรเทาใจจากเบื้องบน (เทียบ ลก) แต่เราควรสังเกตความแตกต่างด้วย พระเยซูเจ้ายังทรงยืนอยู่ และทรงร้องขอความช่วยเหลือในระดับเหตุผลเพื่อจะสามารถปฏิบัติตามพระประสงค์ได้ (ยน) แต่พระวรสารสหทรรศน์เล่าว่า พระองค์ “ทรงคุกเข่าลง” (ลก) “ทรงกราบลงกับพื้น” (มธ มก) ดู ยน 10:18 เชิงอรรถ j; 18:4-6

g สำเนาโบราณบางฉบับว่า “พระบุตรของพระองค์” พระนามของพระบิดา หมายถึง พระบุคคลของพระองค์เอง พระเยซูเจ้าทรงได้ทำงานเพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดา การที่ทรงยอมรับการสิ้นพระชนม์ตั้งแต่เวลานี้ ทำให้งานกอบกู้สำเร็จไป การสิ้นพระชนม์ของพระองค์แสดงว่าความรักของพระบิดาต่อเรานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด (17:6 เชิงอรรถ g)

h การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าที่คืบใกล้เข้ามาทุกขณะ เป็นเหตุการณ์ที่พระบิดาทรงกำหนดไว้ และประกาศให้ทราบอย่างเปิดเผย

i ซาตาน (ดู 14:30; 16:11; 2 คร 4:4; อฟ 2:2; 6:12) เป็นเจ้านายของโลก (1 ยน 5:19) การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าทำลายการปกครองของซาตานเหนือมนุษยชาติ (ดู ยน 3:35 เชิงอรรถ t; และ มธ 8:29 เชิงอรรถ k; ลก 8:31 เชิงอรรถ c; คส 1:12-13)

j สำเนาโบราณบางฉบับละ “จากแผ่นดิน” * “การถูกยกขึ้น” หมายถึง การที่พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงบนกางเขน (ข้อ 34) และการที่พระองค์ทรงถูก “ยกขึ้น” สู่สวรรค์ (3:13; 14 เชิงอรรถ h; 8:28; เทียบ 6:62) ในวันกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ (20:17 เชิงอรรถ h) สองเหตุการณ์นี้เป็นธรรมล้ำลึกเดียวกันซึ่งมองได้สองแง่ (13:1 เชิงอรรถ a) เมื่อพระคริสตเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระบิดา พระองค์ประทับ ณ เบื้องขวาของพระบิดา (ข้อ 23; 17:5 เชิงอรรถ e) พระองค์จะทรงส่งพระจิตเจ้าให้แก่ผู้มีความเชื่อนี้ (7:39) การปกครองของพระเยซูเจ้าจะแผ่ขยายออกไปทั่วโลกอาศัยพระจิตเจ้า (16:14 ดู 3:35 เชิงอรรถ t)

k สำเนาโบราณบางฉบับว่า “ทุกสิ่ง”

l พระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขนจะปรากฏแก่สายตาของทุกคนว่าเป็นพระผู้ไถ่โลก (เทียบ 19:37) ดังนั้น ชาวกรีกที่ต้องการเห็นพระเยซูเจ้า ก็จะเห็นเมื่อพระองค์จะทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ดู 6:40 เชิงอรรถ m

m พระเยซูเจ้าทรงเตือนชาวยิวให้เชื่อในพระองค์ก่อนที่จะสายเกินไป (ดู 7:34 เชิงอรรถ n)

n สำเนาโบราณบางฉบับว่า "เมื่อเขาได้เห็น" ยน อ้างถึงภาพนิมิตที่อิสยาห์ได้เห็นในพระวิหาร (อสย 6:1-4 และเชิงอรรถ) และอธิบายว่า ประกาศกอิสยาห์ได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้า (ดู 8:56 เชิงอรรถ r)