Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนตาบอด

1ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินผ่านไป พระองค์ทอดพระเนตรเห็นคนตาบอดแต่กำเนิดคนหนึ่ง  2บรรดาศิษย์ทูลถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์ ใครทำบาป ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด”  3พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “มิใช่ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขาทำบาป แต่เขาเป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้กิจการของพระเจ้าaปรากฏในตัวเขา”

4ตราบใดที่ยังเป็นกลางวันอยู่

เราทั้งหลายต้องbทำกิจการของผู้ที่ทรงส่งเรามา

แต่เมื่อกลางคืนมาถึง ก็ไม่มีใครทำงานได้c

5ตราบที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นแสงสว่างส่องโลกd

6เมื่อตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงถ่มพระเขฬะลงบนพื้นผสมกับดิน ป้ายตาคนตาบอด  7แล้วตรัสกับเขาว่า “จงไปล้างตาที่สระสิโลอัมเถิด”e “สิโอลัม” หมายความว่า “ถูกส่งไป” คนตาบอดจึงไปล้างตา แล้วกลับมา มองเห็น

8เพื่อนบ้านและคนที่เคยเห็นเขาเป็นขอทานมาก่อน พูดว่า “คนนี้เป็นคนที่เคยนั่งขอทานอยู่มิใช่หรือ”  9บางคนพูดว่า “ใช่แล้ว” บางคนพูดว่า “ไม่ใช่ แต่เป็นคนอื่นที่คล้ายคลึงกัน” แต่คนที่เคยตาบอดพูดว่า “ใช่แล้ว เป็นฉันเอง”  10คนเหล่านั้นจึงถามเขาว่า “ตาของท่านหายบอดได้อย่างไร’” 11เขาตอบว่า “คนที่ชื่อเยซูทำโคลนป้ายตาของฉัน และบอกฉันว่า “จงไปล้างตาที่สระสิโลอัมเถิด” ฉันจึงไปล้าง  พอล้างแล้ว ก็มองเห็น” 12พวกนั้นถามว่า “เวลานี้คนนั้นอยู่ที่ไหน” เขาตอบว่า ”ฉันไม่รู้”

13คนเหล่านั้นจึงพาคนที่เคยตาบอดไปหาชาวฟาริสี  14วันที่พระเยซูเจ้าทรงถ่มพระเขฬะผสมดินfและทรงรักษาตาของคนตาบอดนั้นเป็นวันสับบาโต  15ชาวฟาริสีได้ถามเขาอีกว่า “เขามองเห็นได้อย่างไร” เขาจึงตอบว่า “คนนั้นเอาโคลนป้ายตาของฉัน ฉันไปล้างตาแล้วก็มองเห็น” 16ชาวฟาริสีบางคนพูดว่า “คนนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า เขาไม่ถือวันสับบาโต” แต่บางคนแย้งว่า “คนบาปจะทำเครื่องหมายอัศจรรย์อย่างนี้ได้อย่างไร” ชาวฟาริสีเหล่านั้นมีความคิดเห็นแตกต่างกัน  17จึงถามคนที่เคยตาบอดอีกว่า “ท่านล่ะ ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับคนนั้น ที่เขาทำให้ตาของท่านกลับมองเห็น” เขาตอบว่า ”คนนั้นเป็นประกาศก”

18แต่ชาวยิวไม่ยอมเชื่อว่าชายคนนี้เคยตาบอดแล้วกลับมองเห็นg จึงเรียกบิดามารดาของเขามา  19แล้วถามว่า “คนนี้เป็นลูกของท่าน ซึ่งท่านบอกว่าเกิดมาตาบอดใช่หรือไม่ บัดนี้ เขากลับมองเห็นได้อย่างไร”  20บิดามารดาตอบว่า “เรารู้ว่าคนนี้เป็นลูกของเรา และเกิดมาตาบอด  21แต่เราไม่รู้ว่า บัดนี้ เขามองเห็นได้อย่างไร หรือใครรักษาตาของเขา เราก็ไม่รู้ ท่านจงถามเขาเองเถิดhเขาโตพอจะตอบเองได้แล้ว”  22บิดามารดาตอบเช่นนี้ก็เพราะกลัวชาวยิว ซึ่งตกลงกันแล้วว่า ใครยอมรับว่าพระองค์เป็นพระคริสตเจ้าจะถูกขับออกจากศาลาธรรม  23บิดามารดาของเขาจึงตอบว่า “เขาโตแล้ว ท่านจงถามเขาเองเถิด”

24ชาวยิวเรียกคนที่เคยตาบอดมาอีก บอกเขาว่า “จงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเถิดiพวกเรารู้ว่าคนนั้นเป็นคนบาป”  25คนที่เคยตาบอดแย้งว่า “เขาเป็นคนบาปหรือไม่ ฉันไม่รู้ ฉันรู้อย่างเดียวว่า ฉันเคยตาบอด และบัดนี้มองเห็นแล้ว”  26พวกนั้นถามอีกว่า “เขาทำอะไรกับท่าน เขารักษาตาของท่านอย่างไร”  27คนที่เคยตาบอดตอบว่า “ฉันบอกท่านแล้ว แต่ท่านไม่ฟัง ทำไมท่านต้องการฟังอีกเล่า ท่านต้องการเป็นศิษย์ของเขาด้วยกระมัง”  28พวกนั้นจึงด่าเขาว่า  “ท่านสิ เป็นศิษย์ของเขา ส่วนเราเป็นศิษย์ของโมเสส  29พวกเรารู้ว่า พระเจ้าตรัสกับโมเสส แต่เยซูคนนี้ เราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน”  30คนที่เคยตาบอดจึงพูดว่า “แปลกจริงท่านทั้งหลายไม่รู้ว่าเขามาจากไหน แต่เขาได้รักษาตาของฉันให้กลับมองเห็น  31เราทั้งหลายรู้ว่า พระเจ้าไม่ทรงฟังคนบาป แต่ทรงฟังผู้ที่ยำเกรงพระองค์และปฏิบัติตามพระประสงค์เท่านั้น  32แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยได้ยินเลยว่ามีใครรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดให้หายได้j  33ถ้าเขาไม่ได้มาจากพระเจ้า เขาก็คงจะทำอะไรไม่ได้”  34คนเหล่านั้นตอบว่า “ท่านเกิดมาในบาปทั้งตัว แล้วยังกล้ามาสั่งสอนพวกเราอีกหรือ” แล้วจึงขับไล่เขาออกไป

35พระเยซูเจ้าทรงได้ยินว่าชาวฟาริสีขับไล่คนที่ตาบอดออกไปจากศาลาธรรม เมื่อทรงพบเขา จึงตรัสถามว่า “ท่านเชื่อในบุตรแห่งมนุษย์หรือ”  36เขาทูลถามว่า “บุตรแห่งมนุษย์คือใคร พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะได้เชื่อในพระองค์”  37พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านได้เห็นแล้ว เป็นผู้ที่กำลังพูดอยู่กับท่านนี้แหละ”  38kเขาจึงทูลว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ พระเจ้าข้า” แล้วกราบลงนมัสการพระองค์

39พระเยซูเจ้าตรัสว่า

เรามาในโลกนี้เพื่อพิพากษา

คนที่มองไม่เห็น จะได้มองเห็น

ส่วนคนที่มองเห็นlจะกลายเป็นคนตาบอด

40ชาวฟาริสีบางคนซึ่งอยู่ที่นั่นได้ยินพระวาจาเหล่านี้ จึงทูลถามพระองค์ว่า “พวกเราก็ตาบอดด้วยใช่ไหม”  41พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า

ถ้าท่านทั้งหลายตาบอด

ท่านก็ไม่มีบาป

แต่ท่านกล่าวว่า ”เรามองเห็น”

บาปของท่านจึงยังคงอยู่

เรียนพระคัมภีร์กับคุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร
พระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 9

9 a “กิจการของพระเจ้า” หมายถึง “เครื่องหมายอัศจรรย์” ดู 2:11 เชิงอรรถ f

b สำเนาโบราณบางฉบับว่า “เรา (เอกพจน์) ต้อง…”

c ชีวิตของพระเยซูเจ้าเปรียบได้กับวันทำงานวันหนึ่ง (5:17) การสิ้นพระชนม์เปรียบเสมือนเวลากลางคืนซึ่งไม่สามารถทำงานได้อีก (เทียบ ลก 13:32)

d ยน บอกความหมายของอัศจรรย์เรื่องนี้ก่อนจะเล่าถึงเรื่องอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น (ดู ข้อ 37)

e “สระสิโลอัม” น้ำที่ตักจากที่นี่ในเทศกาลอยู่เพิง เป็นสัญลักษณ์ของพระพรยุคพระเมสสิยาห์ ดังนั้น แหล่งกำเนิดของพรเหล่านี้คือ พระเยซูเจ้าเอง “ถูกส่งไป” ยน กล่าวถึงพระเยซูเจ้าบ่อย ๆ ในฐานะที่พระบิดาทรง “ส่งมา” (ดู 3:17; 4:34; 5:36 ฯลฯ)

f ชาวฟาริสีอธิบายการถ่มน้ำลายผสมดิน เปรียบเหมือนการผสมปูนก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่ต้องห้ามในวันสับบาโต

g สำเนาโบราณบางฉบับละ “และกลับมองเห็นได้”

h สำเนาโบราณบางฉบับละ “ท่านจงถามเขาเองเถิด”

i เป็นวลีจากพระคัมภีร์เพื่อบอกให้ใครคนหนึ่งสาบาน จะพูดความจริง และชดเชยการล่วงเกินต่อพระบรมเดชานุภาพของพระเจ้า (ดู ยชว 7:19; 1ซมอ 6:5)

j เรื่องการรักษาคนตาบอดในบทที่ 9 และ คำสนทนาของพระเยซูเจ้ากับนิโคเดมัสใน 3:1-21 มีความคิดคล้ายกันหลายประการ เป็นไปได้ว่าผู้นิพนธ์พระวรสาร คิดว่าการรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดเป็นสัญลักษณ์ของการบังเกิดใหม่ด้วยน้ำ เดชะพระจิตเจ้า (3:3-7)

kสำเนาโบราณบางฉบับละ “เขาจึงทูลว่า…พระเยซูเจ้าตรัสว่า” (ข้อ 38 ทั้งหมด และสองคำแรกของข้อ 39)

l “คนที่แลเห็น” ซึ่งจะกลายเป็นคนตาบอด หมายถึง ผู้ที่ไว้ใจใน “แสงสว่าง” ของตนเอง (ดู ข้อ 24,29,34) ซึ่งตรงข้ามกับผู้ถ่อมตน ซึ่งมีคนตาบอดในเรื่องนี้เป็นรูปแบบ (เทียบ ฉธบ 29:3; อสย 6:9ฯ; ยรม 5:21; อสค 12:2)