Get Adobe Flash player


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

พระเยซูเจ้าทรงสนทนากับนิโคเดมัส

1ชายคนหนึ่งจากกลุ่มชาวฟาริสีชื่อ นิโคเดมัส เป็นหัวหน้าคนหนึ่งของชาวยิว  2เขามาเฝ้าพระเยซูเจ้าตอนกลางคืน ทูลว่า “รับบี พวกเรารู้ว่า ท่านเป็นอาจารย์ที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีใครทำเครื่องหมายอัศจรรย์อย่างที่ท่านทำได้ นอกจากพระเจ้าจะสถิตกับเขา”  3พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า  “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเห็นพระอาณาจักรของพระเจ้าaถ้าเขาไม่ได้เกิดใหม่b4นิโคเดมัสทูลถามว่า “คนชราแล้วจะเกิดใหม่ได้อย่างไรกัน เขาจะเข้าไปในครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเกิดใหม่ได้หรือ”  5พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า

ถ้าเขาไม่เกิดจากน้ำและพระจิตเจ้าc 6สิ่งใดที่เกิดจากเนื้อหนังย่อมเป็นเนื้อหนัง

สิ่งใดที่เกิดจากพระจิตเจ้า ย่อมเป็นจิต 7อย่าประหลาดใจถ้าเราบอกท่านว่า

ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องเกิดใหม่จากเบื้องบน8ลมdย่อมพัดไปในที่ลมต้องการ

ท่านได้ยินเสียงลมพัดแต่ไม่รู้ว่า ลมพัดมาจากไหน และจะพัดไปไหนทุกคนที่เกิดจาก

พระจิตเจ้าก็เป็นเช่นนี้” 9นิโคเดมัสทูลถามพระองค์ว่า “เหตุการณ์เช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร”  10พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านเป็นอาจารย์ของชาวอิสราเอล ท่านไม่รู้เรื่องเหล่านี้หรือ” 11”เราบอกความจริงแก่ท่านว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องที่เรารู้eและเป็นพยานถึงเรื่องที่เราเห็น

แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมรับคำยืนยันของเราf 12ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อเมื่อเราพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับโลกนี้ท่านจะเชื่อได้อย่างไรเมื่อเราจะพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสวรรค์g

13ไม่มีใครเคยขึ้นไปบนสวรรค์hนอกจากผู้ที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรแห่งมนุษย์เท่านั้น

14โมเสสยกรูปงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใดบุตรแห่งมนุษย์iก็จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น

15เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์jจะมีชีวิตนิรันดร16พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมากจึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศแต่จะมีชีวิตนิรันดร17เพราะพระเจ้าทรงส่งพระบุตรมาในโลกนี้มิใช่เพื่อตัดสินลงโทษโลกแต่เพื่อโลกจะได้รับความรอดพ้นเดชะพระบุตรนั้น18ผู้ที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่ถูกตัดสินลงโทษแต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ถูกตัดสินลงโทษอยู่แล้วเพราะเขามิได้มีความเชื่อในพระนามของพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าk 19ประเด็นของการตัดสินลงโทษก็คือความสว่างเข้ามาในโลกนี้แล้วแต่มนุษย์รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง

เพราะการกระทำของเขานั้นชั่วร้าย20ทุกคนที่ทำความชั่วย่อมเกลียดความสว่าง

และไม่เข้าใกล้ความสว่างเกรงว่าการกระทำของตนจะปรากฏชัดแจ้ง21แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามความจริงlย่อมเข้าใกล้ความสว่างเพื่อให้เห็นชัดว่าสิ่งที่เขาทำได้ทำโดยพึ่งพระเจ้า”

            พระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนในแคว้นยูเดีย

            ยอห์นเป็นพยานครั้งสุดท้าย

22หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าเสด็จพร้อมกับบรรดาศิษย์เข้าไปในแคว้นยูเดีย พระองค์ประทับอยู่กับเขาที่นั่นและทรงทำพิธีล้างm  23ส่วนยอห์นก็ทำพิธีล้างอยู่ที่ไอโนนn ใกล้ตำบลซาลิม เพราะที่นั่นมีน้ำบริบูรณ์ ประชาชนต่างมารับพิธีล้าง  24เวลานั้น ยอห์นยังไม่ถูกจำคุก

25ชาวยิวคนหนึ่งเริ่มโต้เถียงกับศิษย์บางคนของยอห์นเรื่องการชำระล้างo  26คนเหล่านั้นจึงไปหายอห์น พูดว่า “รับบี ขณะนี้ผู้ที่เคยอยู่กับท่านที่แม่น้ำจอร์แดนฟากโน้น และท่านเป็นพยานถึงเขากำลังทำพิธีล้างอยู่ และทุกคนก็ไปหาเขา”

  27ยอห์นตอบว่า“มนุษย์มีสิ่งใดไม่ได้นอกจากสิ่งที่ได้รับจากสวรรค์” 28‘ท่านทั้งหลายก็เป็นพยานได้ที่ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้แล้ว “ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสตเจ้า แต่ข้าพเจ้าถูกส่งมาก่อนพระองค์”

 29ผู้ที่มีเจ้าสาวคือเจ้าบ่าวp

แต่เพื่อนเจ้าบ่าวที่ยืนฟังอยู่

ย่อมยินดีเมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว

ข้าพเจ้ามีความยินดีเช่นนี้ และความยินดีของข้าพเจ้าก็สมบูรณ์

30พระองค์จะต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น

ส่วนข้าพเจ้าจะต้องด้อยลง

31ผู้ที่มาจากเบื้องบนย่อมอยู่เหนือทุกคนq

ผู้ที่มาจากแผ่นดินนี้

ย่อมเป็นของแผ่นดินนี้ และพูดอย่างคนของแผ่นดินนี้

ผู้ที่มาจากสวรรค์ย่อมอยู่เหนือทุกคนr

32เขาเป็นพยานถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน

แต่ไม่มีใครยอมรับคำยืนยันของเขา

33ผู้ที่รับคำพยานยืนยันของเขา

ก็รับรองว่าพระเจ้าทรงสัตย์จริง

34ผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมานั้นย่อมกล่าวพระวาจาของพระเจ้า

เพราะพระเจ้าประทานพระจิตเจ้าให้เขาอย่างไม่จำกัดs

35พระบิดาทรงรักพระบุตร

และทรงมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระบุตรt

36ผู้ใดมีความเชื่อในพระบุตรย่อมมีชีวิตนิรันดร

ผู้ที่ไม่ยอมเชื่อฟังพระบุตร จะไม่พบชีวิตนั้น

การลงโทษของพระเจ้ากำลังอยู่เหนือเขาแล้ว’

เรียนพระคัมภีร์กับคุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร
พระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 3



3 a “พระอาณาจักรของพระเจ้า” เป็นวลีที่ใช้บ่อย ๆ ในพระวรสารสหทรรศน์ (มธ 4:17 เชิงอรรถ f) แต่พบใน ยน เพียงที่นี่ และข้อ 5 เท่านั้น ยน มักจะใช้คำว่า “ชีวิต” หรือ “ชีวิตนิรันดร” เพื่อสื่อความหมายเดียวกัน

b คำกรีก “another” มีความหมายทั้ง “อีกครั้งหนึ่ง” และ “จากเบื้องบน” เราเลือกใช้ความหมายแรกในข้อนี้ เพราะคำถามของนิโคเดมัสในข้อ 4 แสดงว่าเขาไม่เข้าใจความหมายที่สอง

c เป็นการกล่าวพาดพิงถึงศีลล้างบาป ที่เราจำเป็นต้องรับ (ดู รม 6:4 เชิงอรรถ a)

d ทั้งในภาษากรีก และภาษาฮีบรู คำเดียวกันหมายถึงทั้ง “ลม” และ “จิต” รวมทั้ง “พระจิตเจ้า” ด้วย

e พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสด้วยการริเริ่มของพระองค์เอง (7:17-18) แต่ทรงประกาศยืนยันถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเห็น “ร่วมกับพระบิดา” (1:18; 3:11; 8:38; ดู 8:24 เชิงอรรถ g) พระองค์ทรงถ่ายทอดพระวาจาและคำสอนของพระบิดาให้แก่เรา (3:34; 8:28; 12:49,50; 14:24; 17:8,14) พระองค์เองเป็นพระวาจาหรือพระวจนาตถ์ (1:1,14)

 พระวจนาตถ์ไม่ทรงอยู่เฉย ๆ แต่ทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นมาจากความเปล่า (1:1 เชิงอรรถ a) ทรงปลุกคนตายให้กลับคืนชีพ (5:28-29; 11:43,44) ประทานชีวิตแก่วิญญาณ (5:24; 6:63; 8:51) ประทานพระจิตเจ้าผู้ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิตอมตะ (1:33 เชิงอรรถ x; 20:22) ดังนั้น พระวจนาตถ์จึงทรงบันดาลให้มนุษย์เป็นบุตรของพระเจ้า (1:12; 10:35) โดยมีเงื่อนไขว่า มนุษย์ต้องมีความเชื่อในพระวจนาตถ์ (1:12) ต้อง “ดำรงอยู่ในพระองค์” (ดู 8:31) “ต้องรักษาพระวาจาของพระองค์” (8:51,55; 12:47; 14:23; 15:20; 17:6) ต้องเชื่อฟังบทบัญญัติของพระองค์ คือบทบัญญัติแห่งความรัก (13:34 เชิงอรรถ u) อย่างไรก็ตาม พระวจนาตถ์คงเป็นปริศนา (2:19 เชิงอรรถ g) ที่เข้าใจยาก (ดู 6:60; 7:36) ทรงเข้าในดวงใจที่ถ่อมตนเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฟังพระวจนาตถ์หรือพระวาจาจึงตอบสนองแตกต่างกัน (7:43; 10:19) บางคนเชื่อ (4:41 7:40ฯ,46; 8:30) บางคนละทิ้งพระองค์ไปด้วยความผิดหวัง (6:66) แม้ได้เห็น “เครื่องหมายต่าง ๆ” แล้ว (2:11 เชิงอรรถ f) พระวจนาตถ์หรือพระวาจาที่ถูกปฏิเสธนี้จะพิพากษามนุษย์ทุกคนในวันสุดท้าย (12:48)

f พระวรสารของ ยน มีลักษณะการพิจารณาคดีที่ฟังพยานหลายปากด้วยกัน (ดู 5:22 เชิงอรรถ i) พยานเหล่านี้ได้แก่ ยอห์นผู้ทำพิธีล้าง (1:7-8, 15, 19; 3:26; 5:33; 10:41) พระเยซูเจ้าเองทรงเป็นพยานถึงความจริง (18:37) ทรงปรักปรำโลก (7:7) ทรงเป็นพยานถึงพระบิดา และถึงพระองค์เองในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำสารของพระบิดา (3:11,31-32; 5:26; 10:25 เทียบ 1 ทธ 6:13; วว 1:5; 3:14) จุดยอดของการพิจารณาคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูเจ้าถูกนำมาพิจารณาคดีต่อหน้าปีลาต (ดู 18:28 เชิงอรรถ d) พระบิดาทรงเป็นพยานถึงพระบุตร (5:31-37; 8:18) และพระจิตเจ้าก็ทรงเป็นพยานเช่นเดียวกัน (15:26 ดู 14:26; รม 8:16; 1 ยน 5:6-12) นอกจากพยานที่กล่าวมาแล้วนี้บรรดาอัครสาวก (ดู 17:20) จะร่วมเป็นพยานด้วย (15:27; 19:35; กจ 1:8 เชิงอรรถ k)

g “การเชื่อ” (ดู มธ 8:10 เชิงอรรถ b; รม 1:16 เชิงอรรถ h) ประกอบด้วย “การยอมรับพระเยซูเจ้า” (1:12; 5:43) “การรู้จักพระองค์” และพระบิดาพร้อมกับพระองค์ (10:38; 14:7) การรับรู้ว่าพระองค์เป็นพระบุตรและผู้นำสารของพระบิดา (3:16-18; 14:1,10; 17:8,21-25; 20:31;) การเข้ามาเฝ้าพระองค์ (6:35) “การเห็น” พระองค์ (6:36,40; 11:40; 20:8,29) การเห็นเครื่องหมาย (2:11 เชิงอรรถ f; 4:53; 20:31) และพยานหลักฐานอื่น ๆ (3:11 เชิงอรรถ f; 10:25) เป็นจุดเริ่มของความเชื่อซึ่งนำไปสู่ชีวิตนิรันดร (3:15 เชิงอรรถ j; 5:25; 10:26-28 เชิงอรรถ m) ความเชื่อแสดงตนในความรัก ที่ปฏิบัติตามพระวาจา และบทบัญญัติของพระเจ้า ท่าทีพื้นฐานเช่นนี้ต่อพระคริสตเจ้าจะเป็นมาตรการที่พระเยซูเจ้าจะทรงใช้ในการพิพากษามวลมนุษย์ (3:17-18, 36; 5:29,44-47)

h ในสมัยพระเยซูเจ้ามีข้อเขียนของชาวยิวหลายชิ้นอ้างว่าบางคนได้รับการเปิดเผยพิเศษจากพระเจ้า ข้อความที่พระเยซูเจ้าทรงกล่าวนี้อาจเป็นการยืนยันว่า ผู้ที่ได้รับการเปิดเผยเหล่านี้ไม่เคยขึ้นไปพบพระเจ้าในสวรรค์ พระองค์เท่านั้นเสด็จลงมาจากสวรรค์ จึงเป็นบ่อเกิดการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าโดยแท้เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ข้อความนี้ยังอาจพาดพิงถึงการที่พระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ ซึ่งพิสูจน์ว่าพระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์และทรงรับพระเกียรติรุ่งโรจน์ในฐานะ “บุตรแห่งมนุษย์” ด้วย

i “บุตรแห่งมนุษย์” (ดู ดนล 7:13 เชิงอรรถ k; มธ 8:20 เชิงอรรถ h; 12:32; 24:30;) จะต้องถูกยกขึ้น หมายถึง ทั้งถูกยกขึ้นตรึงบนไม้กางเขน และถูกยกขึ้นไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดา (1:51; 8:28; 12:32-34, 32 เชิงอรรถ j; 13:31-32) เพื่อจะรับความรอดพ้นได้มนุษย์จะต้อง “มองดู” พระองค์ ผู้ “ทรงถูกยกขึ้น” บนไม้กางเขน (19:37 เชิงอรรถ v; กดว 21:8; ศคย 12:10 เชิงอรรถ f) นั่นคือเชื่อว่าพระองค์เป็นพระบุตรแต่องค์เดียว (ยน 3:18) แล้วนั้นมนุษย์จะได้รับการชำระล้างด้วยน้ำ ซึ่งไหลออกมาจากพระสีข้างที่ถูกแทง (19:34; ศคย 13:1) ตำแหน่ง ”บุตรแห่งมนุษย์” ใน ยน เน้นถึงธรรมชาติมนุษย์ของพระเยซูเจ้า แม้ว่าพระองค์จะเป็นพระบุตรที่ทรงบังเกิดจากพระบิดา (ข้อ 13 และ 16:62) และทรงกระทำกิจการซึ่งแสดงล่วงหน้าถึงสิทธิพิเศษที่จะเปิดเผยอย่างชัดเจนเมื่อสิ้นพิภพก็ตาม (5:26-29; 6:27,53; 9:35)

j อาจแปลได้อีกว่า “เพื่อทุกคนที่เชื่อ จะมีชีวิตนิรันดรในพระองค์” พระเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้านายสูงสุดของชีวิตแต่ผู้เดียว (ปฐก 9:4-5; ฉธบ 32:39; สดด 36:10) ทรงมอบอำนาจการเป็นเจ้านายนี้ให้กับพระบุตร (ยน 5:21; 10:18 เชิงอรรถ j; 17:2) พระบุตรเองทรงเป็นชีวิต (11:25; 14:6) พระองค์ทรงชีวิตในพระองค์และประทานชีวิต (5:26) ให้แก่ผู้ที่เชื่อในพระองค์ (1:4,12; 4:14; 5:24; 6:35; 20:31) ชีวิตนี้มีน้ำเป็นสัญลักษณ์ (4:1 เชิงอรรถ a) ได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระวาจา (6:35 เชิงอรรถ k) ยน มักเรียกชีวิตนี้ว่า “ชีวิตนิรันดร” อันหมายถึงคุณสมบัติของพระเจ้าเท่านั้น ชีวิตดังกล่าวนี้จึงอยู่เหนือวัตถุ เหนือกาลเวลาและการวัดใด ๆ ทั้งสิ้น (เทียบ ปฐก 21:33; สดด 90:2; ปชญ 5:15-16; อสย 40:28) พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานชีวิตนี้แก่ผู้ที่มีความเชื่อ (ดู 2 คร 4:18) และได้ประทานให้แล้วด้วย (ยน 3:36; 5:24; 6:40, 68; 1 ยน 2:25) แต่ชีวิตนี้จะสมบูรณ์หลังจากการกลับคืนชีพแล้วเท่านั้น (6:39-40, 54; 11:25-26 ดู 7:14;; 18:8; 19:16)

k . สำนวนภาษาฮีบรู “ชื่อ” หมายถึง ตัวบุคคล ประโยคนี้จึงหมายความว่า “เชื่อในองค์พระบุตร”

l ดู 1 ยน 3:19 เชิงอรรถ g

m บางทีพระเยซูเจ้าทรงทำพิธีล้างซึ่งมีความหมายเหมือนกับพิธีล้างของยอห์น คือแสดงการเป็นทุกข์กลับใจเพื่อเตรียมรับพระอาณาจักร

n เชื่อกันว่าไอโนน (แปลว่า “น้ำพุ”) อยู่ในลุ่มแม่น้ำจอร์แดน ประมาณ 12 ก.ม. ทางตอนใต้ของเมืองสิโธโปลิส บางคนเชื่อว่า “ไอโนน” อยู่ที่อายน์ฟาราห์ในปัจจุบัน

o “การชำระล้าง” นี้อาจหมายถึง “พิธีล้าง” นั่นเอง “ชาวยิวคนหนึ่ง” สำเนาโบราณบางฉบับว่า “ชาวยิวหลายคน”

p พันธสัญญาเดิมใช้การสมรสเป็นภาพเปรียบเทียบแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับอิสราเอล (ฮชย 1:2 เชิงอรรถ b) พระเยซูเจ้าทรงประยุกต์ใช้การเปรียบเทียบนี้กับพระองค์ (มธ 9:15//; 22:1ฯ; 25:1ฯ; ดู เปาโล ใน 2 คร 11:2; อฟ 5:22ฯ) การเสด็จมาของพระเมสสิยาห์นำความยินดีมาสู่โลก (ข้อ 29) เทียบ 1:29, 36-39; 2:1-11; ดังนั้น งานวิวาห์มงคลของลูกแกะของพระเจ้า (วว 19:7; 21:2) จึงได้เริ่มแล้ว

q หรือ “เหนือทุกสิ่ง”

r สำเนาโบราณบางฉบับละคำว่า “ย่อมอยู่เหนือทุกคน”

s หรือ “กล่าวพระวาจาของพระเจ้า และประทานพระจิตเจ้าโดยไม่จำกัด”

t ตามพระราชโองการของพระบิดา ทุกสิ่ง “อยู่ในพระหัตถ์” (หรือ “อำนาจ”) ของพระบุตร (ข้อ 35; 10:28,29; 13:3; 17:2 เทียบ 6:37-39; มธ 11:27; 28:18) นี่เป็นรากฐานของอำนาจปกครอง (ยน 12:13-15; 18:36-37) ซึ่งพระบุตรจะทรงรับกลับมาอีกในวันที่จะทรง “ถูกยกขึ้น” (ยน 12:32 เชิงอรรถ j; 19:19; กจ 2:33; อฟ 4:8) และในวันนั้น “เจ้าของโลกนี้” จะสูญเสียอาณาจักรของตนไป (ยน 12:31)