Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“จงมีความเชื่อในพระเจ้าเถิด”

59. ต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉา ความเชื่อ และการอธิษฐานภาวนา (มก 11:20-26)
         11 20เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่บรรดาศิษย์ผ่านมา ได้เห็นต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉาไปจนถึงราก 21เปโตรจำได้จึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ดูซิ ต้นมะเดื่อเทศที่พระองค์ทรงสาปแช่งนั้นเหี่ยวเฉาไปแล้ว” 22พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “จงมีความเชื่อในพระเจ้าเถิด 23เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าผู้ใดบอกภูเขาลูกนี้ว่า “จงยกตัวขึ้น และทิ้งตัวลงไปในทะเลเถิด”

โดยไม่มีใจสงสัย แต่เชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะเป็นจริง มันก็จะเป็นเช่นนั้น 24ดังนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ทุกสิ่งที่ท่านวอนขอในการอธิษฐานภาวนา จงเชื่อว่าท่านจะได้รับ และท่านก็จะได้รับ 25ขณะที่ท่านยืนอธิษฐานภาวนา ถ้าท่านมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใด จงให้อภัย เพื่อว่าพระบิดาของท่านผู้สถิตบนสวรรค์จะทรงอภัยความผิดให้ท่านด้วย” (26)

a) อธิบายความหมาย
      นอกจากข้อสังเกตที่ว่า ต้นมะเดื่อเทศที่กล่าวถึงก่อนหน้านั้นแห้งเหี่ยวไปจนถึงรากแล้ว (ข้อ 20-21) จะเห็นว่าข้อความนี้ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์เลยกับบริบทพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม เพราะเป็นคำสอนเกี่ยวกับอำนาจของความเชื่อในพระเจ้า ประสิทธิผลของการอธิษฐานภาวนา และการให้อภัย ยิ่งกว่านั้น พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิวและนักบุญลูกาบันทึกคำสอนเหล่านี้ในบริบทอื่น ๆ ที่แตกต่างกัน (เทียบ มธ 17:20; ลก 17:6; มธ 6:14) ข้อเท็จจริงนี้ชวนให้คิดว่า เป็นนักบุญมาระโกเองที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ นี้ให้เป็นหนึ่งเดียว

- เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่บรรดาศิษย์ผ่านมา ได้เห็นต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉาไปจนถึงราก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่สามในสัปดาห์การรับทรมานของพระเยซูเจ้าคือ วันอังคารศักดิ์สิทธิ์ พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินไปตามทางเดียวกันที่นำไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม จึงทรงเดินผ่านต้นมะเดื่อเทศที่พระองค์ทรงสาปแช่งในวันก่อนนั้น

- เปโตรจำได้จึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ดูซิ ต้นมะเดื่อเทศที่พระองค์ทรงสาปแช่งนั้นเหี่ยวเฉาไปแล้ว” พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉาและทรงใช้โอกาสนี้สั่งสอนบรรดาศิษย์ และพร้อมกับบรรดาศิษย์ทรงตักเตือนกลุ่มคริสตชนทั้งหลายว่า เขาอาจเสี่ยงอยู่เสมอที่จะไม่เกิดผลตามพระประสงค์ของพระเจ้า ถ้าเขาฟังพระวาจาแล้วไม่เกิดผลก็เป็นเหมือนต้นไม้ที่เหี่ยวแห้งและไร้ประโยชน์ พระเยซูเจ้าจึงทรงสอนเขาให้พ้นจากอันตรายดังกล่าวนี้ โดยทรงชี้แจงเส้นทางที่นำไปสู่ความรอดพ้นอย่างปลอดภัยคือ “จงมีความเชื่อในพระเจ้า” “จงอธิษฐานภาวนา” และ “จงให้อภัย”

- พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “จงมีความเชื่อในพระเจ้าเถิด ความเชื่อในพระเจ้าเป็นบ่อเกิดของอำนาจแห่งการภาวนา ความเชื่อหมายถึงการไว้วางใจในพระเจ้า และมอบตนแด่พระองค์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้เสมอสำหรับผู้มีความเชื่อ

- เราบอกความจริงกับท่านว่า ประโยคนี้เป็นสูตรที่พระเยซูเจ้าทรงใช้บ่อย ๆ เพื่อเน้นความจริงที่พระองค์ทรงยืนยันด้วยอำนาจของพระองค์เอง (เทียบ 3:28; 8:12; 9:1, 41; 10:15, 29)

- ถ้าผู้ใดบอกภูเขาลูกนี้ว่า “จงยกตัวขึ้น และทิ้งตัวลงไปในทะเลเถิด” โดยไม่มีใจสงสัย แต่เชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะเป็นจริง มันก็จะเป็นเช่นนั้น นี่เป็นคำสอนประการแรกของพระเยซูเจ้าในข้อความนี้ นักบุญมาระโกเน้นพระอานุภาพของพระเจ้าผู้ทรงตอบสนองความเชื่อ “ทุกสิ่งเป็นไปได้ทั้งนั้นสำหรับผู้มีความเชื่อ” (9:23) ส่วนนักบุญมัทธิวและลูกกาเน้นอำนาจของผู้มีความเชื่อ เช่น “ถ้าท่านมีความเชื่อสักเท่าเมล็ดมัสตาร์ด...” (มธ 17:20) “ถ้าท่านมีความเชื่อ และไม่สงสัย” (มธ 21:21 “ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด” (ลก 17:6) ในพระคัมภีร์ ภาพของภูเขาซึ่งในที่นี้คงหมายถึงภูเขามะกอกเทศ เป็นสัญลักษณ์ของความยากลำบากที่ดูเหมือนว่าเป็นอุปสรรคไม่สามารถก้าวพ้นได้ เช่น “ภูเขายิ่งใหญ่เอ๋ย เจ้าเป็นอะไร เจ้าจะเป็นที่ราบต่อหน้าเซรุบบาเบล เขาจะนำศิลาที่จะวางบนยอดพระวิหารมา ขณะที่ทุกคนจะโห่ร้องว่า ‘งามจริง งามจริง’” (ศคย 4:7)

- ดังนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ทุกสิ่งที่ท่านวอนขอในการอธิษฐานภาวนา จงเชื่อว่าท่านจะได้รับ และท่านก็จะได้รับ นี่เป็นคำสอนประการที่สองของพระเยซูเจ้า สำหรับนักบุญมาระโกอำนาจของความเชื่อมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอำนาจของการอธิษฐานภาวนา “ถ้าท่านสองคนในโลกนี้พร้อมใจกันอ้อนวอนขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะประทานให้” (มธ 18:19)

- ขณะที่ท่านยืนอธิษฐานภาวนา ถ้าท่านมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใด จงให้อภัย เพื่อว่าพระบิดาของท่านผู้สถิตบนสวรรค์จะทรงอภัยความผิดให้ท่านด้วย” นี่เป็นคำสอนประการที่สามของพระเยซูเจ้า การให้อภัยและความเมตตากรุณาเป็นเงื่อนไขจำเป็นเพื่อจะได้รับพระพรแห่งความเชื่อและรับการอภัยจากพระเจ้า รวมทั้งคำภาวนาของเราจะได้รับการตอบสนองด้วย น่าสังเกตว่า ชาวยิวและคริสตชนสมัยแรก ๆ นิยมอธิษฐานภาวนาขณะที่ยืนอยู่ พระเยซูเจ้าทรงตักเตือนบรรดาศิษย์ให้พิจารณามโนธรรมก่อนที่จะอธิษฐานภาวนา เพราะถ้าเราไม่มีความสัมพันธ์ปรองดองที่ดีกับผู้อื่น เราจะยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าไม่ได้ การให้อภัยทำให้เราคืนดีกับบรรดาพี่น้อง และเราจะสามารถอธิษฐานภาวนาได้อย่างแท้จริง โดยมีความไว้วางใจในพระเจ้า

(26) สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มเติมว่า “แต่ถ้าท่านไม่ให้อภัย พระบิดาของท่านบนสวรรค์ก็จะไม่ทรงอภัยความผิดของท่านด้วยเช่นกัน” (เทียบ มธ 6:15) ผู้คัดลอกสำเนาโบราณอาจจะเพิ่มเติมข้อนี้ โดยยกมาจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว