Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“พระอาจารย์ต้องการใช้มัน”

56. พระเมสสิยาห์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม (2)
b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน       
             1. น่าสังเกตว่า ผู้มีบทบาทสำคัญในข้อความนี้ไม่ใช่พระเยซูเจ้าหรือประชาชน แต่เป็นลูกลา พระเยซูเจ้าตรัสกับศิษย์สองคนเกี่ยวกับลูกลาว่า “เมื่อเข้าไปแล้ว ท่านจะพบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่ จงแก้เชือกและจูงมันมาเถิด ถ้ามีผู้ใดถามว่า ‘ทำไมท่านจึงทำเช่นนี้’ จงบอกเขาว่า ‘พระอาจารย์ต้องการใช้มัน” ศิษย์ทั้งสองคนก็ปฏิบัติตามทุกประการ ดังนั้น เหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามีประเด็นสำคัญอยู่ที่ลูกลา ซึ่งชวนให้คิดถึงคำทำนายของประกาศกเศคาริยาห์ 9:9 ที่ว่า กษัตริย์จะเสด็จมาและจะทรงลูกลา จะไม่ทรงม้า

แม้โดยปกติแล้ว กษัตริย์ทรงม้าเพื่อแสดงอำนาจ แต่พระเยซูเจ้าไม่ทรงแสวงหาอำนาจ จึงทรงลูกลา ลาเป็นสัตว์รับใช้ในชีวิตประจำวัน คือแบกภาระของผู้อื่น พระเยซูเจ้าเสด็จมาในโลกนี้เพื่อปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ ทรงแก้ลาที่ผูกไว้ในใจมนุษย์ คือความสามารถในการรักและรับใช้ผู้อื่น ภารกิจของบรรดาศิษย์เป็นภารกิจเดียวกันกับพระเยซูเจ้าคือ แก้ลาที่ผูกมัดเพราะบาป ความเห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้เราไม่สามารถที่จะรักและไม่ละม้ายคล้ายกับพระเจ้า ลูกลาที่พระเยซูเจ้าทรงใช้ยังไม่มีผู้ใดเคยขี่ และไม่มีใครต้องการใช้มัน เพราะทุกคนเลือกวิธีการอื่น ๆ เลือกใช้ม้าหรือรถรบ คือเลือกที่จะใช้ผู้อื่นและต้องการมีอำนาจเหนืออื่นไม่ใช่การรับใช้ผู้อื่น โดยปกติ เรามักกลัวถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกผู้อื่นใช้เพื่อผลประโยชน์ของเขา เรากลัวที่จะไม่มีอิสรภาพเท่าที่ควร

        2. "ถ้ามีผู้ใดถามว่า ‘ทำไมท่านจึงทำเช่นนี้’ จงบอกเขาว่า ‘พระอาจารย์ต้องการใช้มัน และจะส่งกลับคืนมาให้ทันที” ถ้าเราต้องการรับใช้ผู้อื่น เราควรถามตนเองว่า ทำไมต้องทำเช่นนี้ จะได้อะไรในการรับใช้นี้ และเราต้องตอบด้วยความมั่นใจว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการสิ่งนี้ นี่เป็นครั้งเดียวในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโกที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” และเป็นข้อเดียวที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า ทรงต้องการบางสิ่งบางอย่าง พระองค์ไม่ทรงต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากสิ่งเดียวเท่านั้นคือ ความรักและการรับใช้ เพราะพระองค์ทรงเป็นความรักและการรับใช้ ทรงสำแดงว่าเป็นพระเจ้าบนไม้กางเขน เพราะทรงมอบชีวิตเป็นการรับใช้มนุษย์ทุกคน ภารกิจทั้งหมดและความหมายของชีวิตเราคือ การแก้เชือกลูกลานี้ในทุกสถานการณ์ของชีวิตประจำวัน ถ้าเราคิดถึงความกลัว ความกังวลและความรู้สึกที่ต้องเสียสละตนเอง ซึ่งออกมาจากความห่วงใยและความกลัวที่จะถูกผู้อื่นครอบงำ และถูกมัดเราไว้ภายใน เราก็อาจเข้าใจได้ว่า การแก้ความสามารถที่จะรับใช้ผู้อื่นเป็นวิธีเดียวเพื่อชนะความกลัว ความกังวลและปฏิกิริยาก้าวร้าวต่าง ๆ ที่มาจากความหวาดระแวงที่จะถูกครอบงำ

         3. “บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่นถามว่า ‘ทำอะไรกัน แก้เชือกลูกลาทำไม’ ศิษย์ทั้งสองคนก็ตอบตามที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ เขาจึงยอมให้นำลูกลาไป” ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญลูกา "บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่น" เป็นเจ้าของลูกลา หมายความว่าลาตัวนั้นที่มีเจ้านายหลายคน โดยแท้จริงแล้ว มีเจ้านายหลายคนที่ผูกลาไว้ในใจของเรา คือรูปเคารพต่าง ๆ ซึ่งชวนเราให้เลือกที่จะมีผู้อื่นมารับใช้และเรามีอำนาจเหนือเขา แต่มีพระเยซูเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ผู้ทรงปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ เช่นเดียวกับศิษย์สองคน เราต้องตอบตามที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ นั่นคือเพราะความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ตรัสและทรงกระทำเช่นนี้ เราจึงยินดีแก้เชือกลูกลาในใจ คือยอมรักและรับใช้ผู้อื่น น่าสังเกตว่า “เขาจึงยอมให้นำลูกลาไป” หมายความว่า ถ้าเราต้องการรับใช้ผู้อื่น เราอย่ากลัวว่าจะมีคนห้าม ถ้าเราแสวงหาอำนาจก็จะทะเลาะเบาะแว้งเพราะทุกคนต้องการอำนาจ แต่ถ้าเราต้องการรับใช้ผู้อื่นเขาจะปล่อยให้เราทำ ในระยะยาว การรับใช้จะทำลายอำนาจและก่อให้เกิดโลกใหม่ที่สดใส คือการรักซึ่งกันและกัน นี่คือความรอดพ้นที่พระเจ้าทรงนำมาในโลกนี้ พระอาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึงโดยการนำความรักกันในชีวิตประจำวัน โดยปกติแล้ว เราคิดว่าคนสำคัญต้องมีผู้อื่นรับใช้และมีอำนาจควบคุมเขา แต่โดยแท้จริงแล้ว คนสำคัญคือผู้ที่รักเรา ช่วยเหลือ และรับใช้เรา

         4. "ศิษย์ทั้งสองคนจูงลูกลามาถวายพระเยซูเจ้า ปูเสื้อคลุมของตนบนหลังลา" เป็นการพบปะอย่างสง่างามระหว่างพระเยซูเจ้ากับลูกลา ตั้งแต่นิรันดรภาพ พระเจ้าทรงรอคอยลูกลาที่ไม่ถูกผูกเชือก คือทรงรอคอยอิสรภาพของมนุษย์ที่เป็นอิสระในการรักและรับใช้ผู้อื่น ซึ่งเป็นอิสภาพของพระเจ้านั่นเอง พระวรสารทั้งหมดมีจุดประสงค์หนึ่งเดียว คือสอนเราว่าพระเจ้าทรงเป็นความรักและการรับใช้ เมื่อเราเข้าใจความจริงนี้ ก็แสดงว่าอาณาจักรของพระเจ้ามาถึงแล้ว และเราพยายามดำเนินชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับพระอาณาจักร เพราะพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงเป็นความรักและการรับใช้ในชีวิตประจำวันประทับอยู่ที่ใด พระอาณาจักรของพระเจ้าก็อยู่ที่นั่นด้วย บรรดาศิษย์ปูเสื้อคลุมของตนบนหลังลา เสื้อคลุมในที่นี้หมายถึงความเชื่อมั่นและทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เราทุ่มเทในการรักและรับใช้ผู้อื่น แล้วพระเยซูเจ้าประทับนั่งบนลูกลาของเราเหมือนกษัตริย์ประทับบนพระที่นั่ง

         5. คนที่เดินไปข้างหน้า และผู้ที่ตามมาข้างหลังต่างโห่ร้องว่า “โฮซานนา” ด้วยความชื่นชมยินดี เพราะทุกคนยอมรับพระเยซูเจ้าว่าทรงเป็นกษัตริย์ ดูเหมือนว่า ความกระตือรือร้นนี้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ประชาชนต้อนรับพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระเมสสิยาห์อย่างแท้จริง แต่ในเวลาเดียวกัน เขาหวังว่าพระองค์จะทรงสถาปนาพระอาณาจักรของกษัตริย์ดาวิด เหมือนกับเขากำหนดว่า พระเยซูเจ้าจะต้องทรงกระทำสิ่งใด ถ้าเป็นเช่นนี้ เขาก็ต้องเตรียมใจรับความผิดหวังที่ยิ่งใหญ่ เพราะพระองค์จะไม่ทรงกระทำตามที่เขาคาดหวัง พระเยซูเจ้าไม่ทรงเคยประกาศการสถาปนาพระ อาณาจักรของกษัตริย์ดาวิด แต่ทรงประกาศว่า พระอาณาจักรของพระเจ้าใกล้มาถึง พระองค์ไม่ทรงเน้นความรุ่งเรื่อง อำนาจและความยิ่งใหญ่ของพระอาณาจักร แต่ทรงมุ่งเน้นพระเจ้าและกิจการแสดงความเมตตากรุณาของพระองค์ ทรงเรียกร้องให้เรากลับใจหันหน้าหาพระองค์และเชื่อในพระองค์

       6. การกระทำของพระเยซูเจ้าไม่มุ่งไปสู่อาณาจักรและอำนาจในโลก พระองค์ทรงประกาศความรักและความเมตตากรุณาของพระเจ้า และทรงต้องการนำเราให้มีความเชื่อโดยปราศจากเงื่อนไขในพระองค์ ผู้ที่รอคอยสิ่งอื่นจากพระองค์ก็จะผิดหวัง แล้วเราล่ะ เราคาดหวังสิ่งใดจากพระเยซูเจ้า เรายินดีต้อนรับพระองค์และคำสั่งสอนของพระองค์ดังที่เป็นอยู่หรือไม่ เราสนใจในพระองค์และพระวาจาของพระเจ้าหรือไม่