Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ท่านอยากให้เราทำอะไรให้”

55. คนตาบอดที่เมืองเยรีโค (มก 10:46-52)
  1046พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์ขณะที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมากบารทิเมอัสบุตรของทิเมอัสคนขอทานตาบอดนั่งอยู่ริมทาง47เมื่อได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จผ่านมาเขาเริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระเยซูโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้าโปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด”

48หลายคนดุเขาให้เงียบแต่เขากลับตะโกนดังยิ่งกว่าเดิมว่า “พระโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้าโปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” 49พระเยซูเจ้าทรงหยุดตรัสว่า “ไปเรียกเขามาซิ” เขาก็เรียกคนตาบอดพลางกล่าวว่า “ทำใจดีๆไว้ลุกขึ้นพระองค์กำลังเรียกเจ้าแล้ว” 50คนตาบอดสลัดเสื้อคลุมทิ้งกระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า51พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้” คนตาบอดทูลว่า “รับโบนีให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด” 52พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ไปเถิดความเชื่อของท่านได้ช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว” ทันใดนั้นเขากลับแลเห็นและเดินทางติดตามพระองค์ไป
a) อธิบายความหมาย
    ข้อความนี้เล่าอัศจรรย์เรื่องสุดท้ายในบรรดาอัศจรรย์ทั้ง 17 เรื่องที่นักบุญมาระโกบันทึกไว้ และเป็นตอนจบของภาคกลางในพระวรสาร (8:27-10:52) ซึ่งผู้เขียนรวบรวมเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการติดตามพระเยซูเจ้า ภาคก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวกับเรื่องขนมปัง (6:6ข-8:26) จบลงด้วยการเล่าอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงรักษาคนตาบอดที่เมืองเบธไซดา (8:22-26)พระองค์ทรงค่อย ๆ รักษาอย่างเป็นขั้นตอน แล้วทรงส่งเขากลับไปบ้าน ซึ่งเป็นการเกริ่นนำการประกาศความเชื่อของนักบุญเปโตรที่เมืองซีซารียาฉันใดในภาคนี้ก็จบลงด้วยการรักษาคนตาบอดที่เมืองเยรีโค เขากลับแลเห็นได้ทันทีและติดตามพระเยซูเจ้า ก็เป็นการเกริ่นนำการโห่ร้องของประชาชนว่า พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ขณะที่เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มฉันนั้น

    เรื่องของบารทิเมอัส ขอทานตาบอดที่เมืองเยรีโคเป็นข้อความน่าอ่านที่นักบุญมาระโกเขียนอย่างมีชีวิตชีวา ต้องการเน้นความสำคัญของความเชื่อเพื่อพระเยซูเจ้าจะได้ทรงรักษาทุกคนที่มาพึ่งพระองค์และหวังจะได้รับการรักษาให้หายนักบุญมัทธิวและนักบุญลูกกาเล่าเรื่องนี้โดยมีรายละเอียดบางประการที่ไม่ตรงกัน เพราะผู้นิพนธ์พระวรสารแต่ละคนบันทึกเหตุการณ์ตามธรรมประเพณีการประกาศข่าวดีที่ได้รับการถ่ายทอดในสถานที่นั้น ๆ

-พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์ พระเยซูเจ้าพร้อมกับบรรดาศิษย์ทรงเดินทางจากตอนเหนือลงมายังทิศใต้โดยผ่านแคว้นเปอร์เรียทางด้านตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน แล้วทรงข้ามแม่น้ำที่เมืองเยรีโคเพื่อมุ่งไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม

- ขณะที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมาก รายละเอียดนี้ที่ซ้ำถึงชื่อเมืองเยรีโคติด ๆ กัน ทำให้การเล่าเรื่องไม่ราบรื่น (ส่วน)นักบุญลูกาอ้างเพียงครั้งเดียวว่า “ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินมาใกล้เมืองเยรีโค” (ลก 18:35)

- บารทิเมอัสบุตรของทิเมอัส คนขอทานตาบอดนั่งอยู่ริมทาง บารทิเมอัสเป็นชื่อภาษาอาราเมอิก ซึ่งแปลได้ว่า “บุตรของทิเมอัส” นักบุญมาระโกเป็นผู้เดียวที่ให้ชื่อนี้แก่คนตาบอด ซึ่งคงจะเป็นที่รู้จักกันในหมู่คริสตชนแรก ๆ ส่วนนักบุญมัทธิวกล่าวถึงคนตาบอดสองคน เพระโดยปกติ เป็นธรรมเนียมของคนตะวันออกที่คนตาบอดเดินทางกันเป็นคู่ ๆ นักบุญมาระโกและนักบุญลูกาพูดถึงคนตาบอดคนเดียว เพราะนักบุญมาระโกได้รับข้อมูลนี้จากบริบทของคริสตชนซึ่งจำชื่อของคนตาบอดที่เมืองเยรีโคได้

- ได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จผ่านมา เขาเริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิด เจ้าข้า“โอรสของกษัตริย์ดาวิด” หมายถึงตำแหน่งพระเมสสิยาห์นี่เป็นครั้งเดียวที่นักบุญมาระโกกล่าวถึงพระเยซูเจ้าในตำแหน่งนี้ ส่วนนักบุญมัทธิวอ้างถึงหลายครั้ง(เทียบ มธ 9:27; 12:13; 15:22; 21:9,15) การอ้างตำแหน่งพระเมสสิยาห์ ในที่นี้เป็นการเกริ่นนำการเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มของพระเยซูเจ้า เมื่อประชาชนจะโห่ร้องว่า พระอาณาจักรของกษัตริย์ดาวิดมาถึงแล้วในพระเยซูเจ้า

- โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” หลายคนดุเขาให้เงียบ แต่เขากลับตะโกนดังยิ่งกว่าเดิมว่า “พระโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” เป็นคำอธิษฐานภาวนาสั้น ๆ ที่คนตาบอดวอนขอความช่วยเหลือจากพระเยซูเจ้า เราพบคำอธิษฐานภาวนาเดียวกันนี้ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว เมื่อคนตาบอดสองคนวอนขอพระองค์ให้ทรงคืนสายตาแก่เขา(เทียบมธ9:27) และเมื่อหญิงชาวคานาอันวอนขอพระองค์ให้ทรงรักษาบุตรหญิงของนาง (เทียบมธ15:22)

- พระเยซูเจ้าทรงหยุด ตรัสว่า “ไปเรียกเขามาซิ” เขาก็เรียกคนตาบอดพลางกล่าวว่า “ทำใจดี ๆ ไว้ ลุกขึ้น พระองค์กำลังเรียกเจ้าแล้ว”คำกริยาภาษากรีกที่นักบุญมาระโกใช้ในคำสั่งว่า “จงลุกขึ้น” เป็นคำกริยาเดียวกันที่จะใช้เมื่อเล่าเรื่องการกลับคืนชีพเหมือนกับสั่งว่า “จงกลับคืนชีพ” }

- คนตาบอดสลัดเสื้อคลุมทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า ตามความคิดของนักบุญมาระโก การสลัดเสื้อคลุม หมายถึงคนตาบอดยอมเสียสละทุกสิ่งที่ตนมี จึงเป็นตัวอย่างศิษย์แท้ของพระเยซูเจ้า

- พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้” นี่เป็นคำถามเดียวกันที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งกับนักบุญยากอบและนักบุญยอห์นในเรื่องก่อนหน้านี้ (เทียบ 10:36)

- คนตาบอดทูลว่า “รับโบนี ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด” คำ “รับโบนี”เป็นภาษาอาราเมอิก แปลว่า “อาจารย์เจ้าข้า” หรือ“อาจารย์ของข้าพเจ้า” เป็นคำพูดที่แสดงความสนิทสนมเป็นกันเอง ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น มารีย์ชาวมักดาลา ก็ใช้คำนี้เรียกพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ (เทียบ ยน20:16)

- พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ไปเถิด ความเชื่อของท่านได้ช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว” การช่วยให้รอดพ้นและการรักษาให้หายจากโรคมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น จนกระทั่งคำเดียวกันนี้ในภาษากรีกหมายถึงทั้งการรักษาฝ่ายกายและการช่วยให้รอดพ้นฝ่ายจิต ซึ่งการรักษาทั้งสองเป็นของประทานจากพระเยซูเจ้า นักบุญมาระโกได้ใช้วลีนี้เมื่อเล่าเรื่องพระเยซูเจ้าทรงรักษาหญิงเป็นโรคตกเลือด (เทียบ 5:34)

- ทันใดนั้น เขากลับแลเห็นและเดินทางติดตามพระองค์ไป คำภาษากรีก “เดินทางติดตาม” ที่นักบุญมาระโกใช้มีความหมายทั้งด้านร่างกายและด้านจิตใจ คือผู้ที่หายจากความบอดแล้วกลับมาเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า ติดตามพระองค์เช่นเดียวกับบรรดาอัครสาวกและบรรดาศิษย์อื่น ๆ

b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
    1. ข้อเขียนนี้ของนักบุญมาระโกต้องการเตือนผู้อ่านให้รู้จักวอนขอพระพรแห่งสายตาฝ่ายจิต เพื่อจะเข้าใจความหมายของเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เราต้องหมั่นอธิษฐานภาวนา วอนขอพระเมสสิยาห์แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ วิ่งไปพบพระเยซูเจ้า ยอมให้พระองค์ทรงถามเราและทรงเปิดสายตาให้เข้าใจข่าวดีของพระองค์

       2. พระนาม “เยซู” หมายถึง “พระยาห์เวห์ทรงช่วยให้รอดพ้น” เป็นพระนามของพระจ้าในหมู่มนุษย์ การวอนขอพระเยซูเจ้าโดยใช้พระนามนี้จึงช่วยเราให้รอดพ้น เพราะการเรียกชื่อบุคคลใดบุคลลหนึ่งหมายถึงการรู้จักและรักบุคคลนั้น ความรอดพ้นของเราคือการรู้จักและรักพระเจ้า พระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้าผู้เสด็จมาพบเรา

        3. พระเยซูเจ้าตรัสกับคนตาบอดว่า “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้” ทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงตั้งคำถามนี้กับเราแต่ละคน ซึ่งเป็นเหมือนขอทานตาบอดที่นั่งริมทาง เราจึงต้องตอบคำถามนี้เช่นเดียวกับคนตาบอดว่า ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรด “ ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด” ความเมตตากรุณาเป็นแก่นแท้ของพระเจ้า พระองค์ไม่ทรงพระเมตตาเท่านั้น แต่ยังทรงเป็นความเมตตากรุณา คือทรงเป็นความรักสำหรับทุกคนที่เป็นบุตรของพระองค์