Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“พระองค์ทรงทำได้ทุกสิ่ง”

52.เศรษฐีหนุ่ม  (มก 10:17-31)
    10 17ขณะที่พระองค์กำลังทรงพระดำเนินอยู่ระหว่างทางชายคนหนึ่งรีบเข้ามาคุกเข่าลงทูลถามว่า “พระอาจารย์ผู้ทรงความดีข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร” 18พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ทำไมเรียกเราว่าผู้ทรงความดีไม่มีใครทรงความดีนอกจากพระเจ้าเท่านั้น19ท่านรู้จักบทบัญญัติแล้วคืออย่าฆ่าคนอย่าล่วงประเวณีอย่าลักขโมยอย่าเป็นพยานเท็จอย่าฉ้อโกงจงนับถือบิดามารดา”

20ชายผู้นั้นทูลว่า “พระอาจารย์ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ทุกข้อมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว” 21พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดูตรัสกับเขาว่า “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่งจงไปขายทุกสิ่งที่มีมอบเงินให้คนยากจนและท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์แล้วจงติดตามเรามาเถิด” 22เมื่อได้ฟังพระวาจานี้ชายผู้นั้นหน้าสลดลงเพราะเขามีทรัพย์สมบัติจำนวนมากจึงจากไปด้วยความทุกข์
23พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรโดยรอบแล้วตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “ยากจริงหนอที่คนมั่งมีจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า” 24บรรดาศิษย์แปลกใจกับพระวาจานี้พระเยซูเจ้าจึงตรัสอีกว่า “ลูกเอ๋ยยากจริงหนอที่จะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า25อูฐจะลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนมั่งมีเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า” 26บรรดาศิษย์ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นพูดกันว่า “ดังนี้ใครจะรอดพ้นได้” 27พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรบรรดาศิษย์แล้วตรัสว่า “สำหรับมนุษย์เป็นไปไม่ได้แต่สำหรับพระเจ้าเป็นเช่นนั้นได้เพราะพระองค์ทรงทำได้ทุกสิ่ง”

28เปโตรทูลพระเยซูเจ้าว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สละทุกสิ่งและติดตามพระองค์แล้ว” 29พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่าไม่มีใครที่ละทิ้งบ้านเรือนพี่น้องชายหญิงบิดามารดาบุตรหรือไร่นาเพราะเห็นแก่เราและเพราะเห็นแก่ข่าวดี30จะไม่ได้รับการตอบแทนร้อยเท่าในโลกนี้เขาจะได้บ้านเรือนพี่น้องชายหญิงมารดาบุตรไร่นาพร้อมกับการเบียดเบียนและในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร31หลายคนที่เป็นกลุ่มแรกจะกลับเป็นกลุ่มสุดท้ายและกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก”

a) อธิบายความหมาย
        ข้อความนี้แบ่งออกอย่างชัดเจนเป็น 3 ตอนคือ ตอนแรก (ข้อ 17-22) บรรยายการพบปะระหว่างพระเยซูเจ้ากับเศรษฐีหนุ่ม ซึ่งติดใจอยู่กับทรัพย์สมบัติจนไม่กล้าตัดสินใจติดตามพระองค์ ตอนที่ 2 (ข้อ 23-27) บันทึกการไตร่ตรองที่น่าสลดใจของพระอาจารย์เรื่องทรัพย์สมบัติ และตอนที่ 3 (ข้อ 28-31) เล่าคำตอบของพระเยซูเจ้าแก่นักบุญเปโตร ผู้ทูลถามพระองค์ว่า บรรดาศิษย์ที่ได้สละทุกสิ่งเพื่อติดตามพระองค์แล้ว จะได้รับสิ่งใดเป็นรางวัล

       น่าสังเกตว่าข้อความตอนที่ 2 และตอนที่ 3 มีความสัมพันธ์กับตอนแรกเพราะตอนที่ 2 พัฒนาความคิดเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สมบัติ และตอนที่ 3 ขยายความคิดเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการติดตามพระคริสตเจ้า แม้เราไม่รู้ว่าการขยายความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์เดียวกันหรือไม่ อย่างไรก็ตามในพันธสัญญาเดิมชาวยิวมีความคิดว่าทรัพย์สมบัติและความร่ำรวยเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความโปรดปรานและการอวยพระพรของพระเจ้าส่วนพันธสัญญาใหม่สอนว่า การหวงแหนทรัพย์สมบัติหมายถึงการปฏิเสธไม่ยอมไว้วางใจในพระเจ้าและไม่ยอมติดตามพระองค์

-ขณะที่พระองค์กำลังทรงพระดำเนินอยู่ระหว่างทาง นักบุญมาระโกเขียนวลีนี้เพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ และเตรียมฉากการพบปะระหว่างพระเยซูเจ้ากับเศรษฐีหนุ่มในขณะที่ทรงพระดำเนินอยู่ แต่ไม่บอกโดยตรงว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใดอย่างไรก็ตาม ผู้อ่านน่าจะเข้าใจว่า พระเยซูเจ้ากำลังเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม เพราะทรงผ่านเมืองซีซารียาแห่งฟิลิป (8:27) ไปถึงเมืองคาเปอรนาอุม (9:33)และเข้าไปในเขตแคว้นยูเดีย (10:1)ณ ที่นั่น ภารกิจของพระองค์จะสำเร็จลุล่วงไป

- ชายคนหนึ่ง พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิวเพิ่มรายละเอียดว่า “ชายหนุ่ม” (มธ 19:20) และพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญลูกาใช้ว่า “ขุนนางคนหนึ่ง” (ลก18:18)

- รีบเข้ามาคุกเข่าลง (เทียบ 1:40; 5:22) ในพันธสัญญาเดิม อากัปกริยาเช่นนี้แสดงความเคารพไม่เพียงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น แต่ต่อหน้ามนุษย์อีกด้วย (เทียบ อสธ 3:2; ยดธ 10:20; 13:30; 1พกษ 23:23, 41; 2 พกษ 1:2; 14:4)

- ทูลถามว่า “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี การที่ศิษย์คนหนึ่งเรียกอาจารย์ของตนว่าผู้ทรงความดี เป็นเหตุการณ์ที่เราพบในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโกและนักบุญลูกา การพูดเช่นนี้จึงสันนิษฐานว่า เศรษฐีหนุ่มคนนั้นมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นอาจารย์ผู้สอนหนทางนำไปสู่ความสุขสมบูรณ์อย่างแท้จริง ดังที่ทรงสำแดงแก่ทุกคนตลอดศาสนบริการของพระองค์

- ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร” วลีที่ว่า “เพื่อจะได้” ถ้าแปลต้นฉบับภาษากรีกตามตัวอักษรก็คือ “เพื่อได้รับเป็นมรดก”ซึ่งเป็นคำกริยาที่ใช้บ่อย ๆ ในพระคัมภีร์ มีความหมายเช่นเดียวกับ “ได้รับเป็นของขวัญ” หรือ “รับกรรมสิทธิ์” (เทียบ มธ 5:5; 25:34; 1 คร 6:9-10; 15:50; กท 5:21 ฯลฯ) ดังนั้นเศรษฐีหนุ่มผู้ตั้งคำถามเช่นนี้มีความเชื่อแล้วว่า หลังจากความตายมนุษย์จะได้รับชีวิตนิรันดรอยู่กับพระเจ้า เขาปรารถนาที่จะบรรลุชีวิตนั้น อย่างไรก็ตาม เขาคงไม่คิดว่าชีวิตนิรันดรล้วนเป็นของประทานจากพระองค์ เพราะเขาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร”คือเขาต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อมีสิทธิ์จะได้รับมรดก เขาคิดว่าชีวิตนิรันดรเป็นการตอบแทน ไม่ใช่เป็นของประทานจากพระเจ้า

- พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ทำไมเรียกเราว่าผู้ทรงความดี ไม่มีใครทรงความดีนอกจากพระเจ้าเท่านั้น ความพระทัยดีหรือทรงความดีเป็นคุณลักษณะของพระเจ้า (เทียบ สดด118:1; 1 พศด 16:34;2 พศด 5:13;) มนุษย์จึงเป็นผู้ทรงความดีอย่างสัมบูรณ์ไม่ได้ พระเยซูเจ้าทรงทราบและยืนยันความจริงนี้ แต่เราไม่เข้าใจว่า เหตุใดพระองค์ไม่พอพระทัยให้เศรษฐีหนุ่มเรียกพระองค์เช่นนั้น บางทีอาจทรงต้องการเน้นว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์เหมือนผู้อื่น หรือเพราะทรงต้องการช่วยเขาให้ทัศนคติที่ว่า ทุกสิ่งมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ดังนั้น พระองค์จึงทรงเตือนเขาให้เอาใจใส่พิจารณาดูว่า ตนได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้าหรือไม่