Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ทุกคนจะถูกดองด้วยเกลือและไฟ”

49.บำเหน็จรางวัลและการชักนำผู้อื่นให้ทำบาป(2)
-ถ้ามือข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดมันทิ้งเสีย ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดรโดยมีมือข้างเดียว ยังดีกว่ามีมือทั้งสองข้างแต่ต้องตกนรกในไฟที่ไม่รู้ดับ ถ้าเท้าข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดมันทิ้งเสีย ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดรโดยมีเท้าข้างเดียว ยังดีกว่ามีเท้าทั้งสองข้างแต่ถูกโยนลงนรก

ถ้าตาข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงควักมันออกเสีย ท่านจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า โดยมีตาข้างเดียว ยังดีกว่ามีตาทั้งสองข้างแต่ต้องถูกโยนลงนรก (ข้อ 43, 45, 47)เป็นข้อความสั้น ๆ ที่ไม่เพียงกล่าวถึงเหตุให้ทำบาปเท่านั้น แต่เบี่ยงเบนความสนใจจากความเสียหายฝ่ายจิตที่ทำกับผู้อื่นไปสู่ความเสียหายที่อาจต้องเผชิญกับตนเอง พระวาจาทั้ง 3 ประโยคนี้มีโครงสร้างเดียวกัน แน่นอน การพูดถึงอวัยวะสามส่วนในร่างกายมนุษย์คือมือ เท้าและตา เป็นเพียงตัวอย่างของความเสียหาย แต่เราไม่ควรตีความหมายตามตัวอักษรอย่างตรงไปตรงมา ในที่นี้ พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า เมื่อเราต้องเผชิญกับเหตุการณ์บางอย่างที่อาจเป็นโอกาสให้ทำบาปหนัก เราต้องพร้อมเสมอที่จะยอมเสียสละทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือบุคคลที่เรารักมากที่สุด เพราะการปฏิเสธตนเองเช่นนี้ยังดีกว่าที่จะต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติสูงสุดคือความรอดพ้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ทรัพย์สมบัติฝ่ายวัตถุทั้งหมดก็ไร้คุณค่า

- ถ้ามือข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดมันทิ้งเสีย ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดรโดยมีมือข้างเดียว
คำว่า “ชีวิตนิรันดร” ในต้นฉบับภาษากรีกเป็นคำ ๆ เดียวคือ “ชีวิต” เท่านั้น แต่จากบริบทนี้เราเข้าใจว่า หมายถึง “ชีวิตนิรันดร” ในข้อ 47 ใช้วลีที่ว่า “เข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า” มาแทนวลี“เข้าสู่ชีวิตนิรันดร” ซึ่งทำให้ความหมายของคำว่า “ชีวิต” ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นบำเหน็จรางวัลที่สงวนไว้สำหรับผู้ชอบธรรม เพื่อตอบแทนกิจการดีงามของเขา เป็นความหมายเดียวกันของพระวาจาที่พระเยซูเจ้าเคยตรัสว่า “มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิต” (8:36)

-ยังดีกว่ามีมือทั้งสองข้างแต่ต้องตกนรกในไฟที่ไม่รู้ดับ  วลีที่ว่า “ตกนรก” ในต้นฉบับภาษากรีกคือ “เข้าไปยังเกเฮนนา” หมายถึง “หุบเขาของฮินโนม” (go away to Gehenna, i.e. valley of Hinnom) ซึ่งตั้งอยู่เลียบเชิงภูเขาศิโยนจากทิศตะวันตกไปทางทิศใต้ที่นั่น กษัตริย์อาคัสและมนัสเสห์ทรงเคยตั้งศาสนพิธีเผามนุษย์เป็นเครื่องบูชาถวายแด่เทพโมเลค (เทียบ 2 พกษ21:6) แต่เมื่อกษัตริย์โยสิยาห์ทรงปฏิรูปศาสนาของพระยาห์เวห์ ทรงบัญชาให้เผาขยะของกรุงเยรูซาเล็มในบริเวณนั้น (เทียบ 2 พกษ23:10)  เพื่อขัดขวางมิให้รื้อฟื้นศาสนพิธีต่อเทพโมเลคอีกต่อไป กองขยะจุดไฟเผาตลอดทั้งวันทั้งคืน จึงเกิดมีสำนวนที่ว่า “ไฟที่ไม่รู้ดับ”
ประกาศกเยเรมีห์คิดว่า สถานที่แห่งนี้ถูกสาปแช่ง (เทียบ ยรม 7:32; 19:6) ต่อมาภายหลัง ชาวยิวจึงคิดว่าคนอธรรมจะถูกโยนลงไปเพื่อรับทรมานในหุบเขาของฮินโนม  ซึ่งเปรียบเหมือนประตูเข้าไปสู่นรก

-ข้อ 48 “ที่นั่นหนอนไม่รู้ตาย ไฟไม่รู้ดับ” ข้อนี้คัดมาจากข้อสุดท้ายของหนังสือประกาศกอิสยาห์ (เทียบ อสย 66:24) ซึ่งบรรยายชะตากรรมของผู้เป็นกบฏ “หนอน” เป็นสัญลักษณ์ของความสำนึกผิด

-เพราะทุกคนจะถูกดองด้วยเกลือและไฟ ไฟจะชำระคนบาปและผู้มีความเชื่อให้บริสุทธิ์ โดยอาศัยการทดลอง เราพบประโยคนี้เพียงในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโกเท่านั้น จึงอธิบายความหมายได้ยาก เพราะไม่สามารถเปรียบเทียบกับข้อความอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ในพันธสัญญาเดิม ก่อนที่สมณะจะเผาเครื่องบูชา เขาจะโรยเกลือไว้ข้างบนเครื่องบูชาเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า เพราะเกลือเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ (เทียบ ลนต  2:13; อสค 43:24) ส่วนการทดลองด้วยไฟคงจะหมายถึงความทุกข์ทรมานและความยากลำบากในชีวิตประจำวัน

-เกลือเป็นสิ่งดี พระเยซูเจ้าคงจะใช้ภาพของเกลือเพื่ออ้างถึงคุณลักษณะที่บรรดาศิษย์ต้องมีเป็นพิเศษ บางคนคิดว่า อาจหมายถึงความพร้อมที่จะเสียสละตนเอง เพราะเกลือเคยใช้ในการถวายเครื่องบูชา อีกบางคนคิดว่า อาจหมายถึงข่าวดีที่ต้องประกาศ หรือความสัมพันธ์ที่ดี ความรักต่อเพื่อมนุษย์ ปรีชาญาณในยุคสุดท้ายหรือเป็นเพียงสัญลักษณ์ของสันติภาพ

- แต่ถ้าเกลือจืด ท่านจะนำสิ่งใดมาทำให้เกลือเค็มได้อีก เราพบความคิดนี้ในพระวรสารฉบับอื่นว่า “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน ถ้าเกลือจืดไปแล้ว จะเอาอะไรมาทำให้เค็มอีกเล่า เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะทิ้งให้คนเหยียบย่ำ” (มธ5:13; ลก 14:34)

-จงมีเกลือไว้ในท่านเถิด และจงอยู่อย่างสันติกับผู้อื่น” ในที่นี้เกลือเป็นสัญลักษณ์ของปรีชาญาณที่มนุษย์รักษาไว้เพื่อเป็นแหล่งที่มาของสันติภาพ จะได้ทำงานและดำเนินชีวิตในพระนามของพระเยซูเจ้า “จงใช้ทุกโอกาสเพื่อปฏิบัติตนต่อคนต่างศาสนาด้วยความเฉลียวฉลาดรอบคอบ จงให้คำพูดของท่านอ่อนโยนและถูกกาลเทศะอยู่เสมอ” (คส 4:5-6) “จงอยู่ด้วยกันอย่างสันติ”(1 ธส5:13) “ในส่วนของท่าน จงอยู่อย่างสันติกับทุกคนถ้าเป็นไปได้” (รม12:18)

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation
biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย