Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ท่านถกเถียงกันเรื่องอะไรขณะที่เดินทาง ”

47.ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด(2)
(b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
        1.    บุคคลที่ต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่และมีคนนับถือมักปรารถนาเช่นนี้เพราะคิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญและไร้คุณค่า เขาอาจรู้สึกว่าไม่มีผู้ใดรักเขา  จึงไม่ยอมรับตนเองดังที่เป็นอยู่ และยิ่งกว่านั้น ไม่ยอมรับผู้อื่นด้วยเพราะเหตุนี้ เขาจึงพยายามทำตนเป็นคนละคนอยู่เสมอ ยกตัวขึ้นสูงกว่าตนเองและผู้อื่น เพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับของตนเองและผู้อื่น

พระเยซูเจ้าทรงสอนเราให้เปลี่ยนความปรารถนาที่จะเป็นคนที่หนึ่งในการปกครอง ในการมีอำนาจและในการปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นกับความปรารถนาที่จะรับใช้และต้อนรับผู้ต่ำต้อย นี่คือความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นความรักจึงไม่ทรงต้องการกดมนุษย์ให้ต่ำลงเพื่อยกย่องพระองค์เองให้สูงขึ้น แต่ทรงส่งเสริมมนุษย์ ไม่ทรงใช้ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของพระองค์เอง แต่ทรงรับใช้เขา ไม่ทรงยึดครอง สิ่งที่เป็นของผู้อื่น แต่ทรงสละทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมีรวมทั้งพระองค์เองเพื่อมนุษย์ เพราะเห็นแก่มนุษย์

       2.    พระเยซูจึงทรงห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้บรรดาศิษย์ปรารถนาเป็นคนที่หนึ่งและมีอำนาจเหนือผู้อื่น ถ้าต้องการพูดถึงอันดับที่หนึ่งก็เป็นที่หนึ่งในการรับใช้ผู้อื่นทุกคน อย่างไรก็ตาม พระเยซูเจ้าไม่พอพระทัยที่จะวางกฎเกณฑ์ทั่วไปหรือบทบัญญัติเท่านั้น แต่ทรงกระทำอากัปกริยาน่าประทับใจ คือทรงจูงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมายืนกลางกลุ่มบรรดาอัครสาวกและทรงโอบเด็กนั้นไว้ นี่คือเครื่องหมายของคำสอนที่พระองค์ทรงมอบไว้ ผู้รับใช้ทุกคนหมายถึงผู้ต้อนรับและรู้จักโอบบุคคลที่ไม่มีความสำคัญหรืออาจจะถูกมองข้าม ในหมู่คณะคริสตชน เพียงผู้ที่รู้จักต้อนรับผู้ต่ำต้อย คนยากจน คนบาป สามารถมีสิทธิ์เป็นคนแรก มิฉะนั้นแล้ว ผู้ที่มีสิทธิ์เป็นคนแรกก็จะมีอำนาจตามรูปแบบของโลก ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการเป็นศิษย์แท้ของพระเยซูเจ้า

      3.    ถ้าท่านต้อนรับเด็กเล็ก ๆ ในนามของพระเยซูเจ้าก็เท่ากับว่าต้อนรับพระองค์เองเหมือนกับว่าพระเจ้าทรงรับใบหน้าของเด็กเล็ก ๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ยาจนและผู้อยู่ชายขอบสังคม นี่คือคำสอนใหม่ของข้อความตอนนี้

     4.    การรับใช้เป็นทัศนคติและการกระทำเฉพาะเจาะจงของพระคริสตเจ้า ผู้ทรงปฏิบัติตนเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดีอย่างแท้จริง ทรงพร้อมเสมอที่จะประทานความดีแก่บรรดาศิษย์ อีกทั้งยังทรงช่วยเขาให้พ้นจากความชั่วร้ายและทรงส่งเสริมชีวิตของเขา ดังนั้น คริสตชนก็เช่นกัน ต้องยินดีรับใช้ผู้อื่น พร้อมเสมอที่จะทำความดีและส่งเสริมเขา โดยตามธรรมชาติที่มีความบกพร่อง มนุษย์เป็นคนเห็นแก่ตัว มุ่งสู่ผลประโยชน์และความดีของตนเองเท่านั้น  เขาจึงต้องกลับใจอย่างแท้จริงอยู่เสมอเพื่อติดตามพระแบบฉบับของพระคริสตเจ้า คือยอมรับทั้งทัศคติและปฏิบัติการรับใช้มนุษย์ทุกคนเช่นเดียวกับพระเยซูเจ้า

      5.    พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดที่ต้อนรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้ในนามของเรา ก็ต้อนรับเรา และผู้ใดที่ต้อนรับเรา ก็มิใช่ต้อนรับเพียงเราเท่านั้น แต่ต้อนรับผู้ที่ทรงส่งเรามาด้วย”หมายถึงพระบิดา เป็นเหมือนกับว่าถ้าเราต้อนรับผู้ต่ำต้อย เราจะได้รับรู้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าพระเยซูเจ้าและพระบิดาทรงเป็นผู้ใด มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าที่มาจากประสบการณ์ เป็นความรู้ที่เปลี่ยนแปลงมาตรฐานชีวิตของเรา พระเยซูเจ้าทรงเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ต่ำต้อยกับพระบิดาเจ้า เพื่อรักษาความรู้ถึงพระเจ้าและความรู้ถึงมนุษย์ไว้ด้วยกัน พระเยซูเจ้าทรงมอบพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา โดยทรงมอบองค์ไว้ในเงื้อมมือของมนุษย์ เราไม่ต้องเลือกคนใดคนหนึ่งระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์  พระเยซูเจ้าไม่ทรงมอบพระองค์แด่พระบิดาโดยปฏิเสธมนุษย์ และไม่ทรงมอบพระองค์แก่มนุษย์โดยไม่คำนึงการมอบพระองค์แด่พระบิดา พูดอีกนัยหนึ่ง เราไม่มีชีวิตแห่งความเชื่อกับพระเจ้าต่างจากชีวิตในความสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น ชีวิตของเราเป็นหนึ่งเดียวและพระเยซูเจ้าทรงช่วยเราให้ร่วมกิจการต่าง ๆ เป็นหนึ่งเดียวในชีวิตของเรา เหมือนกับว่าพระเยซูเจ้าทรงเรียกเราให้ดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ร่วมเป็นหนึ่งเดียว สิ่งที่น่าประทับใจก็คือทั้งพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระเจ้า และพระบิดาเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้ต่ำต้อย นี่คือความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ทุกคน