Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ท่านถกเถียงกันเรื่องอะไรขณะที่เดินทาง ”

47.ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด(มก 9:33-37)
(b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
933พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์เมื่อเสด็จเข้าไปในบ้านพระองค์ตรัสถามเขาว่า “ท่านถกเถียงกันเรื่องอะไรขณะที่เดินทาง” 34เขาก็นิ่งเพราะระหว่างทางเขาถกเถียงกันว่าผู้ใดยิ่งใหญ่กว่ากัน35พระองค์จึงประทับนั่งแล้วทรงเรียกอัครสาวกสิบสองคนเข้ามาตรัสว่า “ถ้าผู้ใดอยากเป็นคนที่หนึ่งก็ให้ผู้นั้นทำตนเป็นคนสุดท้ายและเป็นผู้รับใช้ของทุกคน”

36ครั้นแล้วพระองค์ทรงจูงเด็กเล็กๆคนหนึ่งมายืนกลางกลุ่มพวกเขาทรงโอบเด็กนั้นไว้ตรัสว่า37”ผู้ใดที่ต้อนรับเด็กเล็กๆเช่นนี้ในนามของเราก็ต้อนรับเราและผู้ใดที่ต้อนรับเราก็มิใช่ต้อนรับเพียงเราเท่านั้นแต่ต้อนรับผู้ที่ทรงส่งเรามาด้วย”
a)    อธิบายความหมาย
ตั้งแต่ข้อความตอนนี้จนถึงข้อ 50 นักบุญมาระโกได้รวบรวมคำสั่งสอนและคำตักเตือนของพระเยซูเจ้า ซึ่งไม่มีความต่อเนื่องกัน นอกจากเป็นพระวาจาที่พระองค์ตรัสสอนโดยเฉพาะแก่บรรดาศิษย์ นักบุญมาระโกจึงซื่อสัตย์ต่อข้อสังเกตที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากที่นั่นพร้อมกับบรรดาศิษย์ผ่านแคว้นกาลิลี พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ผู้ใดรู้” (9:30)

- พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์ พระเยซูเจ้าทรงออกเดินทางจากเมืองซีซารียาแห่งฟิลิปมุ่งไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม (เทียบ 8:27) ทรงแวะที่เมืองคาเปอรนาอุมริมฝั่งทะเลสาบกาลิลี

- เมื่อเสด็จเข้าไปในบ้าน บางทีคงจะเป็นบ้านของนักบุญเปโตร (เทียบ 1:29)

- พระองค์ตรัสถามเขาว่า “ท่านถกเถียงกันเรื่องอะไรขณะที่เดินทาง” พระเยซูเจ้าเพิ่งทรงทำนายถึงการรับทรมานเป็นครั้งที่สอง (เทียบ 9:31) ในครั้งนี้บรรดาอัครสาวกไม่ต่อต้านพระองค์อย่างเปิดเผยเหมือนครั้งก่อน (เทียบ 8:32) และไม่สนใจคำประกาศของพระเยซูเจ้า ทั้ง ๆ ที่ไม่เขาเข้าใจพระวาจา เพราะไม่กล้าทูลถามพระองค์ แต่สาละวนในเรื่องอื่น พระเยซูเจ้าไม่ทรงลังเลพระทัยที่จะถามว่าระหว่างทางเขาถกเถียงกันเรื่องอะไร

- เขาก็นิ่ง เพราะระหว่างทางเขาถกเถียงกันว่า ผู้ใดยิ่งใหญ่กว่ากัน ในสมัยนั้นเมื่อผู้ชายหลายมาชุมนุมกัน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นเสมอ ๆ คือ ใครมีศักดิ์ศรียิ่งใหญ่กว่ากัน เพราะผู้นั้นมีอภิสิทธิ์นั่งในสถานที่พิเศษไม่ว่าจะเป็นที่โต๊ะอาหาร ในศาลาธรรม หรือในที่ประชุม ฯลฯ(เทียบ 12:34) บรรดาศิษย์ลำบากใจที่จะเปิดเผยว่าเขาถกเถียงกันเรื่องอะไร เพราะเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าอย่างชัดเจน (เทียบ 10:43-44)

- พระองค์จึงประทับนั่ง นี่เป็นอากัปกริยาทั่วไปของผู้สอน (เทียบ 4:1)

- แล้วทรงเรียกอัครสาวกสิบสองคนเข้ามา รายละเอียดนี้ก่อให้เกิดปัญหาบ้างเล็กน้อย เพราะนักบุญมาระโกได้บอกผู้อ่านแล้วว่า บรรดาศิษย์อยู่ในบ้านกับพระเยซูเจ้าแล้ว พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิวและนักบุญลูกาจึงละเว้นรายละเอียดนี้ อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ที่นักบุญมาระโกจงใจที่จะตรอกย้ำความคิดนี้เพื่อเน้นความสำคัญของคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าที่มีลักษณะเป็นทางการ

- ตรัสว่า “ถ้าผู้ใดอยากเป็นคนที่หนึ่ง ก็ให้ผู้นั้นทำตนเป็นคนสุดท้าย และเป็นผู้รับใช้ของทุกคน” พระเยซูเจ้าทรงพลิกโฉมหน้าลำดับความสำคัญที่บุคคลทั่วไปยึดถือ โดยสอนว่าความยิ่งใหญ่แท้จริงของมนุษย์ไม่อยู่ในอำนาจการออกคำสั่งให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม แต่อยู่ในจิตตารมณ์พร้อมเสมอที่จะรับใช้บรรดาเพื่อนพี่น้อง การตัดสินของพระเจ้ามีความสำคัญกว่าการตัดสินของมนุษย์

- ครั้นแล้วพระองค์ทรงจูงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมายืนกลางกลุ่มพวกเขา ทรงโอบเด็กนั้นไว้ พระเยซูเจ้าทรงให้ภาพอธิบายพระวาจาของพระองค์โดยใช้อากัปกริยาที่สำคัญเพราะ ขัดแย้งกับความคิดของชาวยิวในของพระองค์ ในสมัยนั้น ประชาชนไม่นิยมมองเด็กเล็ก ๆ ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์และความถ่อมตน แต่มักจะมองเขาในเชิงนิตินัย คือเป็นผู้ที่ไม่มีความสำคัญเลย และโดยปกติเด็กเหล่านั้นจะถูกขจัดออกจากการชุมนุมทางศาสนา จนกว่าจะมีอายุครบ 13 ปี เขาก็จะได้เข้าร่วมพิธีบาร์ มิตซวาห์ (Bar mitsvah) ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปก็ถือว่าเด็กนั้นเป็นผู้ใหญ่ในด้านศาสนา เขาต้องปฏิบัติตามธรรมบัญญัติและศาสนกิจอย่างผู้ใหญ่

- ตรัสว่า“ผู้ใดที่ต้อนรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้ในนามของเรา ก็ต้อนรับเรา และผู้ใดที่ต้อนรับเรา ก็มิใช่ต้อนรับเพียงเราเท่านั้น แต่ต้อนรับผู้ที่ทรงส่งเรามาด้วย”ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ถกเถียงกันถึงความหมายของพระวาจาตอนนี้ว่าหมายถึงอะไร เพราะข้อความตอนนี้ไม่มีความสัมพันธ์กับข้อความก่อนหน้านี้เลย และไม่มีความชัดเจนว่าพระองค์ทรงเปรียบเทียบเด็กเล็ก ๆ กับบุคคลใด ดูเหมือนว่าพระองค์ทรงใช้เด็กเล็ก ๆ เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ไม่สามารถปกป้องตนเองได้  อาจได้รับอันตรายอยู่เสมอและต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น การ “ต้อนรับบุคคลในนามของผู้ใดผู้หนึ่ง” หมายถึงยอมรับผู้ที่ส่งเขามา  ดังนั้น  การ“ต้อนรับ” ในที่นี้หมายถึงการดูแลเอาใจใส่ผู้ที่อ่อนแอกว่าและมีความต้องการมากกว่าเพื่อป้องกันและช่วยเหลือเขาเหมือนกับว่าเป็นพระคริสตเจ้าเอง

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation
biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย