Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ท่านเห็นอะไรไหม ”

39.พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนตาบอดที่เมืองเบธไซดา (2)

(b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
           1.ภาคแรกของพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโกได้วิเคราะห์ความชั่วร้ายของมนุษย์ทุกคนคือ การมีใจแข็งกระด้าง การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง การคิดที่จะเอาตัวรอดโดยลำพังตนเองและไม่ยอมให้พระเยซูเจ้าทรงตัดสินข้อบกพร่องและทรงแก้ไขปรับปรุง ผู้ปรารถนาเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าต้องมีจิตสำนึกในความสภาพมนุษย์เช่นนี้ซึ่งเปรียบเหมือนคนตาบอดและต้องยินยอมให้พระองค์ทรงรักษาให้หายบอดโดยแท้จริง มนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะมองเห็นแสงสว่าง และความปรารถนานี้จำเป็นต้องกลายเป็นความมุ่งมั่นที่จะบรรลุจุดประสงค์แม้บางครั้งอาจประสบความล้มเหลว แต่ถ้าเราวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระองค์จะทรงตอบสนองและจะประทานแสงสว่างให้เห็นสภาพแท้จริงของตนเอง  


          2.เราจึงต้องวอนขอพระคุณการมองเห็นสภาพจริงของตน และเตรียมพร้อมที่จะรับพระคุณนี้ มิฉะนั้นแล้ว ชีวิตของเราเปรียบได้กับการเดินทางในที่มืดเหมือนคนเดินละเมอราวกับว่ามีผ้าปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ และจำเป็นให้ใครบางคนช่วยเปิดผ้านั้น เพราะแสงสว่างไม่เป็นผลจากการบำเพ็ญตบะหรือการชี้นำที่มาจากความรู้สึกในใจของตนเอง แต่เป็นผลจากการกระทำของพระเยซูเจ้าผู้ทรงหล่อหลอมความปรารถนาของเรา ทรงบันดาลให้เราพบความบอดและทรงเชิญชวนเราให้ติดตามและฟังพระองค์

         3.การที่พระเยซูเจ้าทรงจูงคนตาบอดออกไปนอกหมู่บ้านแสดงว่า พระองค์ทรงเรียกร้องให้มนุษย์เดินทางออกจากการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อฟังพระวาจาและรับแสงสว่าง จะได้เห็นตนเอง ชีวิตสิ่งของต่าง ๆ โลก สถานการณ์ และบุคคลอีกรูปแบบหนึ่ง ประสบการณ์แห่งความเชื่อและการอธิษฐานภาวนายังมีความหมายอีกประการหนึ่งคือ การออกจากภารกิจประจำวันเพื่อวินิจฉัยการดำเนินชีวิตของตน เพราะถ้าเราดื่มด่ำกับสิ่งของจนกระทั่งจมอยู่ในสิ่งนั้น เราจะไม่สามารถเข้าใจ ฟังและมองเห็น จึงจำเป็นที่เราจะยอมให้พระองค์ทรงจูงเราออกไปจากหมู่บ้าน ห่างไกลจากผู้คนและสิ่งของที่พยายามครอบคลุมและปกปิดเอาไว้ แน่นอน ไม่หมายความว่าเราต้องโยกย้ายที่อยู่ฝ่ายกาย แต่หมายความว่าเราต้องออกจากกฎเกณฑ์และแนวความคิดที่คุ้นเคย เพื่อสูดลมหายใจและดำเนินชีวิตต่อไปอีกรูปแบบหนึ่ง

        4.มนุษย์คนใดจะเข้าถึงพระคริสตเจ้าได้ถ้ามีผู้รู้จักพระองค์นำเขาไปพบพระองค์ เราทุกคนจึงต้องรับผิดชอบต่อกันและกัน

        5.พระเยซูเจ้าตรัสถามเราแต่ละคนว่า “ท่านเห็นอะไรไหม” พระองค์ทรงทราบอยู่แล้วว่า ความเชื่อของเรายังไม่สมบูรณ์ เพราะเรายังมีความอ่อนแอและยังไม่เปิดรับแสงสว่างจากพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงตั้งคำถามนี้แก่เราเพื่อเราจะรับรู้ความจริง และเมื่อเข้าใจว่าเรายังมองไม่เห็น เราพร้อมที่จะยอมปล่อยให้พระองค์ทรงรักษาต่อไป

        6.ประสบการณ์ของคนตาบอดที่มองเห็นผู้คนเหมือนกับต้นไม้เดินไปเดินมาเป็นภาพลักษณ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เมื่อเราสับเปลี่ยนพระเยซูเจ้ากับสิ่งอื่น ๆ เช่น ความกลัวและความปรารถนาของเรา ดังที่เกิดขึ้นกับบรรดาอัครสาวกเมื่ออยู่ในเรือขณะเกิดพายุ เขาเห็นพระองค์และคิดว่าเป็นผี แทนที่จดจำว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักเรา และทรงมอบพระชนมชีพเพื่อเรา

       7.น่าสังเกตว่า พระเยซูเจ้าทรงวางพระหัตถ์แตะตาของเขาอีก การกระทำซ้ำอีกครั้ง แสดงว่าเป็นความเพียรทนของพระองค์ที่ทำให้เราหายจากความบอดได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งหมายความว่าถ้าวันนี้เรายังไม่ได้รับการรักษาให้หายจนมองเห็นได้ ก็อย่าผิดหวัง ถ้าเรายังไม่เข้าใจความหมายของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา เพราะยังมองเห็นไม่ชัดเจน จงมีความเพียรทน เพราะพระองค์จะเสด็จกลับมาสัมผัสเรา สิ่งที่ไม่ได้เกิดเมื่อวานนี้และยังไม่เกิดขึ้นวันนี้ก็จะเกิดขึ้นในอนาคต ความเพียรทนนี้มาจากความรักของพระเยซูเจ้าผู้ทรงเอาพระทัยใส่ดูแลเราอย่างสม่ำเสมอมากกว่าการรักษาให้หาย เปรียบได้กับผู้ป่วยที่ต้องใช้เวลาการรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่หายป่วยทันทีทันใด