Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“จงระวังเชื้อแป้งของชาวฟาริสี และเชื้อแป้งของกษัตริย์เฮโรด ”

38. เชื้อแป้งของชาวฟาริสีและของกษัตริย์เฮโรด (2)

- ท่านจำไม่ได้หรือว่า เมื่อเราบิขนมปังห้าก้อนเลี้ยงคนห้าพันคน ท่านเก็บเศษที่เหลือได้เต็มกี่กระบุง” เขาตอบว่า “สิบสองกระบุง” เป็นการระลึกถึงอัศจรรย์การทวีขนมปังครั้งแรกในดินแดนอิสราเอลฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (เทียบ 6:34-44)



-”เมื่อเราบิขนมปังเจ็ดก้อนเลี้ยงคนสี่พันคน ท่านเก็บเศษที่เหลือได้เต็มกี่ตะกร้า” เขาทูลตอบว่า “เจ็ดตะกร้า” เป็นการระลึกถึงอัศจรรย์การทวีขนมปังครั้งที่สอง ในดินแดนคนต่างศาสนาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน (เทียบ 8:1-10) นักบุญมาระโกจึงคิดว่าพระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังสองครั้งอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงเล่าเรื่องเดียวกัน โดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดทั้งบุคคลและสถานที่

- แล้วพระองค์ตรัสถามเขาว่า “ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ” คำถามสุดท้ายนี้เป็นการเชิญชวนบรรดาศิษย์ให้รู้จักไตร่ตรองถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อจะได้เข้าใจความหมายของเครื่องหมายต่าง ๆ ที่พระเยซูเจ้าทรงใช้ในการสั่งสอนให้ปฏิบัติโดยไม่กังวลสิ่งของในโลกมากเกินไป

b)    ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
1.    พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราให้ระวังเชื้อแป้งของชาวฟาริสีและเชื้อแป้งของกษัตริย์เฮโรดหมายถึง แนวความคิดที่นำไปสู่ความชั่วร้าย กษัตริย์เฮโรดทรงแสวงหาความรอดพ้นในทรัพย์สมบัติ อำนาจและเกียรติยศ และทรงแสดงท่าทีของผู้ไม่มีความเชื่อต่อพระเยซูเจ้า ส่วนชาวฟาริสีเป็นบุคคลที่มีความเลื่อมใสในศาสนา แสวงหาความรอดพ้นในการปฏิบัติธรรมบัญญัติและขนบประเพณีอย่างเคร่งครัด แนวความคิดทั้งสองนี้เป็นอันตรายสำหรับเรา เพราะแสดงความหยิ่งผยอง

2.    พระเยซูเจ้ายังคงตรัสกับเราด้วยว่า “ท่านยังมีใจแข็งกระด้างกันอยู่อีกหรือ มีตา แต่ไม่เห็น มีหู แต่ไม่ได้ยินหรือ” น่าสังเกตว่า ในพระวรสารพระเยซูเจ้าไม่ทรงบอกว่า อะไรเป็นสิ่งที่บรรดาศิษย์ต้องเข้าใจ และเราก็ไม่พบคำตอบด้วย หมายความว่าพระองค์ทรงเรียกร้องให้บรรดาศิษย์ยอมรับว่าตนเป็นคนตาบอดและหูหนวก ซึ่งอาจจะไม่รู้ว่า “การเห็น” หมายถึงอะไร เราดำเนินชีวิตเหมือนคนตาบอดที่อาจเดินชนความเป็นจริง ทำให้ตนเองและผู้อื่นต้องเจ็บตัว

3.    เพียงในกรณีที่เรายอมรับว่า ตนเป็นคนตาบอดและหูหนวก เราก็จะแสวงหาการรักษา วอนขอพระเยซูเจ้าประทานพระจิตเจ้าให้ทรงรักษาความพิการและความมีใจแข็งกระด้างของตน เพื่อจะได้พิศเพ่งพระธรรมล้ำลึกของพระองค์

4.    พระเยซูเจ้ากับบรรดาศิษย์อยู่ในเรือลำเดียวกันหมายความว่า อยู่ใกล้ชิดกันทั้งในยามสงบราบคาบและเมื่อมีภยันตราย แม้บรรดาศิษย์ยังไม่เข้าใจพระเยซูเจ้า แต่เขาก็อยู่กับพระองค์ต่อไป ไม่คิดที่จะทอดทิ้ง ตรงกันข้าม เขาต้องการเข้าใจพระองค์เพื่อติดตามอย่างรู้ตัวและเต็มใจ ความใกล้ชิดกับพระเยซูเจ้าเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะเข้าใจว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด

5.    มนุษย์เป็นห่วงกังวลหลายสิ่งหลายอย่างอยู่เสมอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต มักจะโศกเศร้า วิเคราะห์สถานการณ์ คาดคะเนเกี่ยวกับอนาคตและพยายามหาข้อสรุป แต่ลำพังตนเองยากที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์และความท้อแท้ได้ เราจึงดำเนินชีวิตในความเป็นห่วงกังวลและความกลัว ในฐานะมิตรแท้ พระเยซูเจ้าพระบุตรผู้ทรงรับธรรมชาติมนุษย์ เสด็จมาในโลกนี้เพื่อนำพระอานุภาพของพระองค์มารับใช้ชีวิตของเรา แต่พระองค์พอพระทัยให้เรามีความเชื่อ ทรงต้องการให้เรามีความไว้วางใจในพระองค์มากยิ่งขึ้น และเมื่อทรงเห็นว่าเราลังเลใจ จำพระพรต่าง ๆ ของพระองค์ไม่ได้ก็ตรัสถามเราทันทีว่า “ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ”

6.    สถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจึงต้องกระตุ้นเตือนความเชื่อของเรา ไม่ใช่ทำให้เราท้อแท้ เราต้องมีสายตาแห่งความเชื่อ และหูที่เปิดฟังพระวาจา เพื่อจดจำทุกเหตุการณ์ที่เคยดูเหมือนว่า ไม่มีทางออก แต่พระเจ้าทรงช่วยเราและทรงค้ำจุนทั้งพระศาสนจักรและโลกด้วยพระอานุภาพของพระองค์ ถ้าเราคิดที่จะยอมพ่ายแพ้ต่อความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เราก็ทำผิดต่อพระปรีชาญาณ ความรักและพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้า