Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ไม่สมควรที่จะเอาอาหารของลูกมาโยนให้ลูกสุนัขกิน”

34. พระเยซูเจ้าทรงรักษาบุตรหญิงของหญิงชาวซีโรฟีนีเซีย (2)
b) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
1.    หญิงชาวซีโรฟีนีเซียมาพบพระเยซูเจ้าเพราะมีปัญหายิ่งใหญ่ที่ลำพังตนเองแก้ไม่ตกคือ บุตรหญิงของเขาถูกปีศาจสิง หรือดังที่ชายิวเรียกว่า "จิตโสโครก" หมายถึงจิตที่ต่อต้านพระจิตของพระเจ้า ชาวยิวคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของพระเจ้าก็บริสุทธิ์อยู่แล้ว เพราะพระจิตเจ้าทรงนำและปกครองสิ่งนั้น ส่วนสิ่งที่แยกตัวจากพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ก็เป็นสิ่งสกปรก  พระจิตเจ้าประทานชีวิตอย่างสมบูรณ์และ "ทรงเปลี่ยนโฉมหน้าของแผ่นดิน" (สดด 104:30) ส่วนจิตโสโครกเป็นจิตที่ต่อต้านมนุษย์และชีวิต เป็นพลังที่รบกวน ข่มเหงและทำให้ชีวิตมนุษย์อ่อนกำลังลง น่าจะถามตนเองว่า มีอะไรบ้างที่ไม่พึงประสงค์และทำลายความประสานกลมกลืนในชีวิตของเรา


2.    สภาพความเจ็บป่วยที่ทำให้เด็กดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขไม่ได้นั้น ทำให้ผู้เป็นมารดามีความทุกข์ด้วย นางปรารถนาให้ลูกพ้นจากสภาพเช่นนั้น จึงไปพบพระเยซูเจ้าด้วยความทุกข์ระทมและวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ไม่ใช่สำหรับตนเอง แต่สำหรับบุตรหญิง ถ้าลูกหายจากโรคก็จะเป็นของประทานยิ่งใหญ่สำหรับนาง นางจึงแสดงความไว้วางใจในพระอานุภาพของพระเยซูเจ้า เป็นพระอานุภาพที่รักมนุษย์และช่วยให้รอดพ้น เพราะเป็นพระอานุภาพเดียวกันของพระจิตเจ้าผู้ประทานชีวิตและความชื่นชนยินดีอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งทรงรวมมนุษย์ให้เป็นชุมชนที่ยิ่งใหญ่ เราเชื่อหรือไม่ว่า พระเยซูเจ้าทรงมีพระอานุภาพของพระเจ้า และพระจิตของพระองค์ทรงครอบงำพลังชั่วร้ายที่ทำลายมนุษย์   

3.    หญิงชาวซีโรฟีนีเซียไม่ท้อแท้เมื่อพระเยซูเจ้าไม่ทรงตอบสนองคำวอนขอของนางทันทีทันใด และทรงชี้แจงอุปสรรคที่ไม่ทรงช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พระองค์ทรงเน้นว่าเสด็จมาเพื่อประชากรอิสราเอลเป็นอันดับแรก และนางไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับความช่วยเหลือ แต่โดยสัญชาตญาณ ความเป็นแม่ นางปฏิบัติโดยอัตโนมัติ ตามคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าเรื่องการอธิษฐานที่เกิดผลเมื่อทรงเล่าอุปมาเรื่องเพื่อนที่ไม่รู้จักกาลเทศะผู้มาขอขนมปังตอนเที่ยงคืน  พระองค์ตรัสสรุปว่า "ถ้าคนนั้นไม่ลุกขึ้นมาให้ขนมปังเพราะเป็นเพื่อนกัน เขาก็จะลุกขึ้นมาให้สิ่งที่เพื่อนต้องการเพราะถูกรบเร้า" (ลก 11:8) เราพบคำสอนเดียวกันนี้ในอุปมาเรื่องผู้พิพากษาที่ไร้มโนธรรมและหญิงม่ายผู้รบเร้า (เทียบ ลก 18:1-8) เมื่อเราวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราหมั่นอธิษฐานภาวนาโดยรบเร้าพระองค์แบบผู้มีความไว้วางใจ หรือเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วก็ท้อแท้และหยุดอธิษฐานภาวนา

4.    ดังนั้น พระเยซูเจ้าไม่ทรงตอบสนองคำวอนขอต่าง ๆ ทันทีทันใด แต่ทรงเรียกร้องให้เราอธิษฐานภาวนาด้วยความมานะอดทนและยืนหยัดอยู่เสมอ ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบสนองคำวอนขอทันทีทันใดก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะไม่ตอบสนองเลย แต่หมายความว่าเราต้องรื้อฟื้นและย้ำเตือนคำวอนขอนั้นบ่อย ๆ  การยืนหยัดเช่นนี้พิสูจน์ว่า สิ่งที่เราวอนขอนั้นจำเป็นและเราต้องการจริง ๆ สิ่งใดที่เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องวอนขอซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความมานะอดทน ก็ไม่สมควรที่จะวอนขอตั้งแต่แรก

5.    แม่ของเด็กไม่ท้อแท้และไม่รู้สึกโกรธเคืองที่พระเยซูเจ้าทรงเปรียบเทียบกับลูกสุนัข นางรู้จักตีความหมายพระวาจาของพระองค์ใบแง่บวก โดยไม่น้อยใจหรือมีท่าทีหยิ่งยโส จิตใจของนางเต็มไปด้วยความรักต่อลูกของตนและความไว้วางใจในพระเยซูเจ้า นางยอมให้ทัศนคตินี้นำพฤติกรรมของตน จึงได้รับการตอบสนองจากพระเยซูเจ้าต่อคำวอนขอของตน เรารู้จักควบคุมความรู้สึกโกรธเคือง น้อยใจ หยิ่งยโส เพื่อใจของเราจะมีแต่ความรักต่อผู้อื่นและความไว้วางใจต่อพระเจ้าหรือไม่

6.    การวอนขอเรียกร้องความถ่อมตนอยู่เสมอ เพราะผู้วอนขอยอมรับว่าลำพังตนเองไม่สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายได้ เขายืนยันความอ่อนแอของตนและยอมรับว่า ผู้ที่เขาวอนขอความช่วยเหลือสูงกว่าและมีอำนาจเหนือกว่าตน น่าจะถามตนเองว่า เราเป็นคนถ่อมตนและยอมรับว่าจำเป็นต้องพึ่งผู้อื่นอีกด้วยหรือไม่ 

7.    การวอนขอและการขอบพระคุณเป็นท่าทีถูกต้องของมนุษย์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ในการวอนขอเราอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เหมือนคนยากจนและไร้อำนาจ ซึ่งขึ้นอยู่กับพระทัยดีและพระอานุภาพของพระองค์ ในการขอบพระคุณเรายอมรับว่าพระองค์เป็นผู้ประทานพระพรต่าง ๆ  เราต้องวอนขอพระองค์ มิใช่ให้ทรงกระทำสิ่งที่เราเกียจคร้านที่จะทำเพื่อทรงทดแทนความพยายามของเรา  แต่เราต้องวอนขอด้วยความไว้วางใจเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ดำเนินชีวิตด้วยความไว้วางใจในพ่อแม่ของตน เขาขอสิ่งที่ต้องการอย่างซื่อ ๆ ไม่รู้สึกเขินอายที่จะขอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยอมขึ้นกับผู้อื่นเพื่อจะได้รับความช่วยเหลือ พระเยซูเจ้าทรงสอนเราให้มีท่าทีเดียวกันนี้ "ถ้าท่านไม่กลับเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ ท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย" (มธ 18:3)