Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา”

33. ขนบธรรมเนียมของชาวฟาริสี (มก 7:1-23)
7 1ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์บางคนจากกรุงเยรูซาเล็มมาเฝ้าพระองค์พร้อมกัน 2เขาสังเกตว่าศิษย์บางคนของพระองค์กินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาด คือไม่ได้ล้างมือก่อน 3เพราะชาวฟาริสีและชาวยิวโดยทั่วไปย่อมถือขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ เขาไม่กินอาหารโดยมิได้ล้างมือตามพิธีก่อน 4เมื่อกลับจากตลาด เขาจะไม่กินอาหารเว้นแต่จะได้ทำพิธีชำระร่างกายก่อน เขายังถือขนบธรรมเนียมอื่นๆ อีกมาก เช่น การล้างถ้วย จานชามและภาชนะทองเหลือง

5ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์จึงทูลถามพระองค์ว่า “ทำไมศิษย์ของท่านไม่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ และทำไมเขาจึงกินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาด” 6พระองค์ตรัสตอบว่า “ประกาศกอิสยาห์ได้พูดอย่างถูกต้องถึงท่าน คนหน้าซื่อใจคด ดังที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
    ประชาชนเหล่านี้ให้เกียรติเราแต่ปาก
    แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา
    7เขานมัสการเราอย่างไร้ความหมาย
    เขาสั่งสอนบัญญัติของมนุษย์เหมือนกับเป็นสัจธรรม
    8“ท่านทั้งหลายละเลยบทบัญญัติของพระเจ้ากลับไปถือขนบธรรมเนียมของมนุษย์” 9แล้วพระองค์ทรงเสริมว่า“ท่านช่างชำนาญในการละเลยบทบัญญัติของพระเจ้าเพื่อถือขนบธรรมเนียมของท่านเองเสียจริงๆ 10เช่นโมเสสกล่าวว่า จงนับถือบิดามารดา และใครด่าบิดาหรือมารดา จะต้องรับโทษถึงตาย 11แต่ท่านกลับสอนว่า ‘ถ้าใครคนหนึ่งพูดกับบิดาหรือมารดาว่า ทรัพย์สินที่ลูกนำมาช่วยเหลือพ่อแม่ได้นั้นเป็นคอร์บัน คือของถวายแด่พระเจ้า 12ท่านก็อนุญาตให้เขาไม่ต้องช่วยเหลือบิดามารดาอีกต่อไป 13ท่านใช้ขนบธรรมเนียมที่ท่านสอนต่อๆ กันมาทำให้พระวาจาของพระเจ้าเป็นโมฆะ ท่านยังปฏิบัติเช่นนี้อีกมากมาย”
    14พระองค์ทรงเรียกประชาชนเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตรัสว่า “ทุกคนจงฟังและเข้าใจเถิด 15ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ทำให้เขามีมลทินได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน 16ใครมีหูสำหรับฟัง ก็จงฟังเถิด”
    17เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้าน ห่างจากประชาชน บรรดาศิษย์จึงทูลถามพระองค์ถึงข้อความที่เป็นปริศนานั้น 18พระองค์ตรัสถามเขาว่า “ท่านก็ไม่มีปัญญาด้วยหรือ ท่านไม่เข้าใจหรือว่าสิ่งต่างๆ จากภายนอกที่เข้าไปในมนุษย์นั้นทำให้เขามีมลทินไม่ได้ 19เพราะมันไม่ได้เข้าไปในใจ แต่ลงไปในท้อง แล้วออกไปจากร่างกาย” ดังนี้ ทรงประกาศว่าอาหารทุกชนิดไม่เป็นมลทิน 20พระองค์ยังตรัสอีกว่า “สิ่งที่ออกจากภายในมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน 21จากภายในคือจากใจมนุษย์นั้นเป็นที่มาของความคิดชั่วร้าย การประพฤติผิดทางเพศ การลักขโมย การฆ่าคน 22การมีชู้ ความโลภ การทำร้าย การฉ้อโกง การสำส่อน ความอิจฉา การใส่ร้าย ความหยิ่งยโส ความโง่เขลา 23สิ่งชั่วร้ายทั้งหมดนี้ออกมาจากภายใน และทำให้มนุษย์มีมลทิน”


a) อธิบายความหมาย
ข้อความนี้เล่าเหตุการณ์ที่ไม่ต่อเนื่องกับเหตุการณ์ก่อน ๆ ทั้งในด้านกาลเวลาและสถานที่ และแบ่งออกเป็น 3 ฉาก บุคคลในฉากแรก (1-13) คือพระเยซูเจ้ากับชาวฟาริสีและธรรมาจารย์บางคน ซึ่งตั้งคำถามแก่พระองค์ (1-5) และพระเยซูเจ้าทรงตอบคำถามเขา (6-13) ในฉากที่สองพระเยซูเจ้าทรงสั่งสอนประชาชนทั่วไปเป็นการขยายคำตอบที่ทรงให้ไว้กับชาวฟาริสีและธรรมาจารย์ (14-16) และในฉากที่สาม พระองค์ทรงอธิบายเพิ่มเติมคำสอนเดียวกันนี้แก่บรรดาศิษย์โดยลำพัง (17-23)

- ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์บางคนจากกรุงเยรูซาเล็มมาเฝ้าพระองค์พร้อมกัน นักบุญมาระโกเล่าถึงชาวฟาริสีหลายครั้งอยู่แล้ว (เทียบ 2:16-17; 2:18-22; 2:23-28; 3:6) เขาเหล่านั้นวางตัวเป็นศัตรูและวิพากษ์วิจารณ์พระเยซูเจ้าอยู่เสมอ นักบุญมาระโกเล่าเช่นเดียวกันว่า บรรดาธรรมาจารย์มีวิธีสอนไม่เหมือนกับพระเยซูเจ้า (เทียบ 1:22) คอยจับผิดพระองค์ (เทียบ 2:6. 16) และกล่าวหาพระองค์ว่า ทรงถูกปีศาจสิงทรงกระทำอัศจรรย์ด้วยอำนาจของมัน (เทียบ 3:22) ท่าทีของชาวฟาริสีและธรรมาจารย์ต่อพระเยซูเจ้าจะเป็นเช่นนี้ตลอดพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก

- เขาสังเกตว่าศิษย์บางคนของพระองค์กินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาด คือไม่ได้ล้างมือก่อน โดยแท้จริงแล้ว ธรรมบัญญัติกำหนดให้บรรดาสมณะเท่านั้นจะต้องล้างมือก่อนที่จะกินเนื้อสัตว์ส่วนที่เป็นสิทธิของตนจากเนื้อสัตว์ทั้งหมดที่นำมาถวายเป็นเครื่องสันติบูชา (เทียบ ลนต 6:16, 26; 10:12) ต่อมากฏนี้ก็ถูกนำมาใช้กับทุกคนเมื่อรับประทานอาหาร การล้างมือก่อนรับประทานอาหารจึงไม่เป็นข้อปฏิบัติตามหลักอนามัย แต่เป็นกฏจารีตพิธีเพื่อแสดงว่า ผู้รับประทานอาหารนั้นเป็นประชากรของพระเจ้าไม่เหมือนกับคนต่างศาสนา

- เพราะชาวฟาริสีและชาวยิวโดยทั่วไปย่อมถือขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ เขาไม่กินอาหารโดยมิได้ล้างมือตามพิธีก่อน "ขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ" หมายถึงคำสั่งสอนของบรรดาธรรมาจารย์ที่ถ่ายทอดกันมาจากปากต่อปาก มักจะเกี่ยวข้องกับกับการตีความหมายธรรมบัญญัติที่เขียนไว้ในหนังสือปัญจบรรพ และการนำกฏต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ชาวฟาริสีเคารพนับถือธรมประเพณีนี้อย่างสูงสุด และคิดว่ามีคุณค่าเท่ากับธรรมบัญญัติของโมเสส เพราะสอนว่าพระเจ้าทรงเปิดเผยทั้งธรรมบัญญัติและขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษและทรงถ่ายทอดมายังประชากรด้วยกัน 2 วิธีคือ วิธีเขียนและวิธีเล่าด้วยปากเปล่า โดยมีอาจารย์ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาอย่างต่อเนื่อง ภายหลังในคริสต์ศตวรรษที่ 3 มีผู้รวบรวมขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษเหล่านี้ในหนังสือที่มีชื่อว่า "มิชนาห์" (Mishnah)

- เมื่อกลับจากตลาด เขาจะไม่กินอาหารเว้นแต่จะได้ทำพิธีชำระร่างกายก่อน เขายังถือขนบธรรมเนียมอื่นๆ อีกมาก เช่น การล้างถ้วย จานชามและภาชนะทองเหลือง  ชาวยิวคิดว่าคนต่างศาสนามีมลทิน และทุกอย่างไม่ว่าอาหารหรือจานชามที่คนต่างศาสนาสัมผัสก็เป็นมลทินเช่นกัน ดังนั้น เมื่อชาวยิวผู้เคร่งครัดศาสนากลับมาจากตลาดซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะทำให้เขามีโอกาสสัมผัสกับสิ่งมีมลทินได้ง่าย เขาจึงไม่เพียงทำพิธีล้างมือแต่ทำพิธีชำระร่างกายทั้งหมดก่อนรับประทานอาหารอีกด้วย พิธีล้างมือเรียกร้องที่จะให้เก็บน้ำสะอาดในโอ่งหิน ขั้นตอนแรกเทน้ำลงในมือที่พนมขึ้น ต้องให้น้ำไหลอย่างน้อยถึงข้อมือ แล้วใช้ข้อมือรีดน้ำออกจากทั้งหน้าและหลังของมืออีกข้างหนึ่ง ต่อจากนั้น เทน้ำสะอาดในมือที่พนมลงให้น้ำไหลจากข้อมือจนถึงปลายนิ้ว

- ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์จึงทูลถามพระองค์ว่า “ทำไมศิษย์ของท่านไม่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ และทำไมเขาจึงกินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาด” คำถามนี้ไม่มุ่งที่จะตำหนิพระเยซูเจ้าโดยตรง แต่ตำหนิบรรดาศิษย์ของพระองค์ เพราะเขาไม่เพียงกินอาหารโดยไม่ทำพิธีล้างมือก่อน แต่ยังไม่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ ดังนั้น การโต้เถียงกันอยู่ในประเด็นทั่วไปเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตทางศาสนา