Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย”

31. พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินบนน้ำ (2)
- ครั้นถึงเวลาค่ำเรืออยู่กลางทะเลสาบ พระองค์ทรงอยู่บนฝั่งตามลำพัง เวลาค่ำที่ว่านี้คงจะดึกมากแล้ว เพราะนักบุญมาระโกเล่าก่อนที่พระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังว่า "เป็นเวลาเย็นมากแล้ว" (6:35) รายละเอียดในข้อนี้ต้องการเตรียมการดำเนินเรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปเพื่อ เน้นว่า บรรดาศิษย์อยู่ตามลำพังต้องต่อสู้กับลมที่พัดโต้มาอย่างแรง


- ทรงเห็นว่าบรรดาศิษย์ต้องกรรเชียงเรืออย่างเหน็ดเหนื่อยเพราะเรือทวนลม แม้พระเยซูเจ้าประทับอยู่บนบกห่างจากเรือของบรรดาศิษย์ แต่พระองค์ยังทอดพระเนตรเห็นเขาที่อยู่ในอันตราย จึงพอพระทัยที่จะเสด็จไปอยู่กับบรรดาศิษย์เพื่อช่วยเหลือเขา

- ครั้นถึงเวลาประมาณยามที่สี่ ตามธรรมเนียมโบราณของชาวกรีกและโรมัน การนับเวลาในตอนกลางคืนแบ่งเป็น 4 ยาม ๆ ละ 3 ชั่วโมง คือช่วงเวลาของการผลัดเปลี่ยนเวรยาม ดังนั้น ยามที่สี่จึงหมายถึงช่วงเวลาระหว่างตีสามถึงหกโมงเช้า รายละเอียดนี้มีความสำคัญมากเพราะช่วยเราให้เข้าใจว่า พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาเป็นเวลานานและบรรดาศิษย์ก็ต้องพายเรือทวนลม อย่างเหน็ดเหนื่อยเป็นเวลานานเช่นกัน

- พระองค์ทรงพระดำเนินบนทะเลไปหาบรรดาศิษย์ ในพันธสัญญาเดิม การเดินบนน้ำเป็นอภิสิทธิ์เฉพาะของพระเจ้าและพระปรีชาญาณเท่านั้น (เทียบ โยบ 9:8; 38:16; สดด 77:20; บสร 24:5;) นักบุญมาระโกต้องการเน้นรายละเอียดนี้เป็นพิเศษ ซึ่งทำให้บรรดาอัครสาวกต้องประหลาดใจ

- ทรงตั้งพระทัยจะผ่านเขาไป รายละเอียดนี้ก็เช่นกัน ต้องการเน้นว่าพระเยซูเจ้ามีพระประสงค์ที่จะสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์ ดังที่โมเสสได้เห็นเมื่อ "พระเจ้าเสด็จผ่านไป" บนภูเขาซีนาย (เทียบ อยพ 33:21-23) และประกาศกเอลียาห์ได้เห็นบนภูเขาโฮเรบ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จผ่านมาใกล้ ๆ เป็นเสียงกระซิบเบา ๆ (เทียบ 1 พกษ 19:11-13) พระเยซูเจ้าจึงเสด็จไปพบบรรดาศิษย์เช่นเดียวกับพระยาห์เวห์เสด็จไปพบประกาศก ทั้งสองคน พระเยซูเจ้าไม่ทรงแสดงพระอานุภาพอย่างเต็มเปี่ยม แต่ทรงใช้วิธีเร้นลับที่ทำให้บรรดาศิษย์มั่นใจว่าพระเจ้าประทับอยู่ที่นั่น เขาน่าจะได้รับกำลังใจจากการประทับอยู่ของพระองค์ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น

- บรรดาศิษย์เห็นพระองค์ทรงพระดำเนินอยู่บนทะเล ก็คิดว่าเป็นผี จึงส่งเสียงร้องอื้ออึง เพราะทุกคนได้แลเห็นพระองค์ จึงตกใจกลัว พระเยซูเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะผ่านบรรดาศิษย์ไป เพราะผู้ที่เป็นศิษย์ต้องติดตามพระอาจารย์ บรรดาศิษย์ที่อยู่ในเรือแน่ใจว่าได้เห็นผู้หนึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนพระ เยซูเจ้า แต่คิดขึ้นทันทีว่า มนุษย์เดินบนน้ำไม่ได้ จึงตัดสินว่าภาพที่เขาเห็นเป็นผี เขาตกใจกลัว ร้องตะโกนเอะอะโวยวาย ไม่เข้าใจว่าเป็นพระเยซูเจ้าจริง ๆ

- แต่ทันใดนั้น พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย” พระเยซูเจ้าไม่ทรงปรารถนาให้เขาคิดว่า พระองค์ทรงเป็นผี จึงทรงเปิดเผยแก่เขาอย่างถูกต้องและชัดเจนว่าเป็นพระองค์เอง พระเยซูเจ้าทรงพระทัย ดี ทรงทำให้เขามีจิตใจสงบราบคาบ เพราะเขาคุ้นเคยกับเสียงของผู้ที่พูดว่า “ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย” ความหมายแรกของคำว่า "เราเอง" เป็นการแจ้งให้บรรดาศิษย์รู้ว่าผู้ที่เขาเห็นคือพระเยซูเจ้า แต่ในต้นฉบับภาษากรีก คำนี้ยังแปลได้ว่า "เราเป็น" คือ "พระยาห์เวห์" ซึ่งเป็นพระนามที่พระเจ้าในพันธสัญญาเดิมทรงเปิดเผยแก่ประชากรอิสราเอล พระยาห์เวห์ทรงสัญญาว่าจะทรงช่วยเหลืออิสราเอลและทรงกอบกู้เขาด้วยพระวาจา นี้ "ท่านจะได้รู้จักและเชื่อเรา และเข้าใจว่าเราเป็นใคร...เราเท่านั้นคือพระยาห์เวห์ นอกจากเราไม่มีผู้ใดช่วยให้รอดพ้นอีก" (อสย 43:10-11) พระเยซูเจ้าไม่ทรงเปิดเผยเพียงพระอานุภาพแก่บรรดาศิษย์เท่านั้น แต่ยังทรงสัญญาว่าจะทรงปกป้องและทรงอวยพระพรเขา โดยทรงขจัดความกลัวและความกังวลของเขา

- แล้วพระองค์เสด็จไปหาเขาในเรือ และลมก็หยุด บรรดาศิษย์รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงบันดาลให้ลมหยุด บรรดาศิษย์ก็ยังวุ่นวายใจเป็นอย่างยิ่ง นักบุญมาระโกให้เหตุผลดังต่อไปนี้

- เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องขนมปังใจของเขายังแข็งกระด้างอยู่ ในที่สงัด พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยพระอานุภาพของพระองค์ในการเลี้ยงอาหารประชาชนจำนวนมาก จนอิ่ม แต่บรรดาศิษย์ไม่เข้าใจความหมายของการเปิดเผยนี้และยังมีใจแข็งกระด้าง ถ้าหากเขาได้เข้าใจความหมายของอัศจรรย์ทวีขนมปัง เขาคงจะเข้าใจการเปิดเผยของพระองค์เมื่อทรงพระดำเนินบนน้ำอีกด้วย ซึ่งเป็นการเปิดเผยพระอานุภาพของพระองค์นั่นเอง พระเยซูเจ้าไม่ทรงเป็นเพียงมนุษย์ที่ได้รับอำนาจจากพระเจ้า แต่เป็นพระบุตรแท้จริงของพระเจ้า มีพระธรรมชาติของพระเจ้า นักบุญมาระโกบันทึกหลายครั้งว่า บรรดาศิษย์จะเข้าใจธรรมล้ำลึกนี้ได้ยาก แต่พระเยซูเจ้าไม่ทรงหยุดหย่อนที่จะทรงเปิดเผยพระองค์ต่อไป