Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ความเชื่อของท่านช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว”

24. พระเยซูเจ้าทรงรักษาหญิงตกเลือด ทรงปลุกบุตรหญิงของไยรัสให้คืนชีพ (3 )
-"จงไปเป็นสุข” เป็นสูตรการอำลาที่เราพบบ่อย ๆ ในพระคัมภีร์(เทียบ วนฉ18:6;1 ซมอ1:17; 29:7; 2 ซมอ 15:9;กจ 16:36;ยก 2:16)
-หายจากโรคเถิด" พระองค์ทรงรับรองว่าหญิงตกเลือดหายจากโรคแล้ว จึงไม่ต้องเป็นห่วงพฤติกรรมผิดปกติของนาง นางต้องมีความกล้าหาญที่มาจากความเชื่อตามตำนานโบราณเล่าว่าหญิงคนนี้ได้ชื่อเบอร์นิสหรือเวโรนิกาซึ่งในภายหลัง นางจะเช็ดพระพักตร์ของพระเยซูเจ้าระหว่างการเดินทางแบกไม้กางเขนไปสู่ภูเขากัลวารีโอต่อมานางได้สร้างรูปปั้นในเมืองของตนคือเมืองซีซารียาแห่งฟีลิป เพื่อระลึกถึงอัศจรรย์ที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำกับนาง


ขณะกำลังตรัสอยู่นั้น เรื่องหญิงตกเลือดก็เข้ามาแทรกแซงในเรื่องไยรัสหัวหน้าของศาลาธรรม เขายังอยู่ในหมู่ประชาชนของพระเยซูเจ้า แต่ไม่พูดอะไรเลย

- มีคนมาจากบ้านหัวหน้าศาลาธรรม บอกเขาว่า “บุตรหญิงของท่านตายแล้ว ขณะที่ไยรัสกำลังเดินทางพร้อมกับพระเยซูเจ้าและพระองค์ทรงรักษาหญิงตกเลือก บุตรหญิงของไยรัสก็เสียชีวิต เขาต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อผู้ใด จะเชื่อผู้ที่มาจากบ้านและพูดว่า

-ไปรบกวนพระอาจารย์อีกทำไม” หรือจะเชื่อพระวาจาของพระเยซูเจ้า เป็นที่ชัดเจนว่า ความคิดของประชาชนคือพระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจรักษาโรคได้ก็จริงแต่เป็นอำนาจที่จำกัด ไม่สามารถทำได้มากกว่านี้ และเมื่อคนตายแล้วพระอาจารย์ไม่สามารถทำอะไรได้ เขามีทัศนะว่าพระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจด้อยกว่าประกาศกเอชียาห์และเอลีชาที่เคยปลุกคนตายให้กลับมีชีวิต

-แต่พระเยซูเจ้าทรงได้ยินเขาพูดดังนั้น จึงตรัสแก่หัวหน้าศาลาธรรมว่า “อย่ากลัวเลย จงมีความเชื่อไว้เถิด”
นี่เป็นคำสั่งที่แสดงการเปิดเผยของพระองค์ว่าความเชื่อเป็นวิธีเดียวที่เอาชนะความผิดหวัง ไยรัสไม่ตอบอะไรเลย แต่จากเรื่องที่เล่าต่อไป แสดงว่าเขาเชื่อพระวาจาพระเยซูเจ้าและเดินทางต่อไปพร้อมกับพระองค์

-พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ใครติดตามไปนอกจากเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายของยากอบ เป็นครั้งแรกที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำอัศจรรย์ห่างจากประชาชน พระองค์ทรงเลือกเพียงศิษย์สามคน เพราะเขาทั้งสามคนจะเป็นพยานแม้ในเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสำแดงความรุ่งโรจน์บนภูเขา (เทียบ 9:2)และในการอธิษฐานภานาที่สวนเกทเสมนี (เทียบ 14:33 ) บางคนคิดว่าพระองค์ทรงเลือกศิษย์เพียงสามคนเพราะในบ้านของไยรัสก็มีความวุ่นวายอยู่แล้ว พระองค์จึงทรงต้องการเพียงให้มีบรรยากาศสงบ โดยแท้จริงแล้ว จุดประสงค์ของพระเยซูเจ้าคือ พระองค์ทรงต้องการให้มีบุคคลเป็นพยานรับรองในภายหลัง  ว่า พระเยซูเจ้าทรงกระทำอัศจรรย์นี้อย่างแท้จริง

-เมื่อทุกคนมาถึงบ้านหัวหน้าศาลาธรรม พระเยซูเจ้าทรงเห็นความวุ่นวาย และเห็นผู้คนร่ำไห้พิลาปรำพันเป็นอันมาก นอกจากญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่เศร้าโศกแล้ว เสียงพิลาปรำพันยังมาจากธรรมเนียมของคนโบราณที่จ้างมืออาชีพมาเป่าปี่และร้องร่ำครวญเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้ตาย

-พระองค์เสด็จเข้าไป ตรัสแก่คนเหล่านั้นว่า “วุ่นวายและร้องไห้ไปทำไม เด็กคนนี้ไม่ตาย เพียงแต่นอนหลับไปเท่านั้น” น่าสังเกตว่า พระเยซูเจ้าตรัสอย่างผู้ทรงอำนาจให้เลิกสร้างความวุ่นวาย ไม่ทรงทนให้มีเครื่องหมายแห่งความตายเลยทั้งการร้องไห้และความวุ่นวายของผู้ถูกจ้างมา การกระทำเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ใดเลยเพราะเด็กหญิงไม่ตายเขาเพียงนอนหลับเท่านั้น  แน่นอน พระเยซูเจ้าทรงทราบว่าเด็กตายจริง ๆ  แต่ทรงใช้ประโยค "เด็กคนนี้ไม่ตาย เพียงแต่นอนหลับ" เพราะสำหรับพระองค์ ความตายไม่เป็นเหตุการณ์ถาวรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เป็นเหมือนกับการนอนหลับ ตั้งแต่สมัยแรก ๆ พระศาสนจักรได้ใช้สำนวน "ผู้ล่วงหลับ" ในความหมายที่ว่า "ผู้ตาย" เพราะคริสตชนที่ตายก็เปรียบเทียบกับ "ผู้ล่วงหลับในพระคริสตเจ้า" (เทียบ กจ 7:60, 13:36, 1 คร 7:39 ,11:30) เหมือนกับว่าเขารอคอยการกลับคืนชีพเมื่อสิ้นพิภพความตายจึงเปรียบได้กับการนอนหลับ

-เขาต่างหัวเราะเยาะพระองค์ ผู้ที่หัวเราะเยาะพระเยซูเจ้าไม่ใช่ญาติพี่น้องของเด็กแน่ ๆ  แต่เป็นผู้ที่ไม่เข้าใจพระวาจาของพระองค์ บางทีอาจเป็นผู้ต่อต้านพระองค์อีกด้วย เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีความเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นประกาศก เพราะประกาศกบางองค์ยังได้รับอานุภาพที่จะทำให้คนตายกลับคืนชีพได้ เช่น เรื่องของประกาศกเอลียาห์และเอลีชาเคยทำอัศจรรย์นี้(1 พกษ 17:17-24; 2 พกษ 4:32-37)

-พระองค์ทรงไล่เขาออกไปข้างนอก พระเยซูเจ้าทรงทนไม่ได้ที่มีเครื่องหมายแห่งความตายพระองค์ทรงปรารถนาให้มีชีวิตจึงทรงขับไล่เขาออกไปอยู่ข้างนอกบ้าน

-ทรงนำบิดามารดาของเด็กและศิษย์ที่ติดตามเข้าไปยังที่ที่เด็กนอนอยู่ พระองค์ทรงต้องการให้พ่อแม่และศิษย์สามคนเข้าในห้องเพื่อเป็นพยานถึงอัศจรรย์ที่ทรงกระทำ

-ทรงจับมือเด็ก ตรัสว่า “ทาลิธาคูม” แปลว่า “หนูเอ๋ย เราสั่งให้หนูลุกขึ้น” พระเยซูเจ้าทรงจับมือพยุงเด็กให้ยืนขึ้น เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในบ้านของนักบุญเปโตร เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรักษามารดาของภรรยานักบุญเปโตร (มก 1:29-31)โดยทรงพยุงนางให้ลุกขึ้น  พระองค์ตรัสว่า “ทาลิธาคูม” และนักบุญมาระโกแปลคำภาษาอาราเมอิกนี้เป็นภาษากรีก เขาแปลความหมายทันทีเพื่อผู้อ่านจะไม่เข้าใจผิดว่าพระวาจาของพระเยซูเจ้าเป็นคาถาหรือเวทมนต์ แต่เป็นคำธรรมดา ๆ เหมือนพ่อแม่ปลุกเด็กตอนเช้าโดยพูดว่า“ทาลิธาคูม” จึงไม่เป็นคำแปลก ๆ ที่มีความหมายลึกลับ ดังที่คนวิเศษในสมัยโบราณมักใช้กันเพราะเป็นคำที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ เพื่อแสดงว่าตนมีอำนาจเหนือผู้อื่น แต่พระองค์เพียงแสดงพระประสงค์ให้เด็กลุกขึ้นมีชีวิตต่อไป

-เด็กหญิงนั้นก็ลุกขึ้นทันที และเดินไปมา นักบุญมาระโกต้องการบอกชัดเจนว่า การคืนชีวิตเกิดขึ้นทันทีและอย่างสมบูรณ์ เพราะเด็กเดินและกินอาหารได้

 


ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation
biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย