Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ท่านไม่เข้าใจอุปมานี้ แล้วจะเข้าใจอุปมาอื่นๆ ได้อย่างไร”

18. พระเยซูเจ้าทรงอธิบายอุปมาเรื่องผู้หว่าน (3) 
b)ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
           1.เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะเข้าใจอุปมานี้ซึ่งกล่าวถึงพระวาจาของพระเจ้าและบอกเราว่าพระวาจาที่อยู่ในใจทำงานอย่างไร  ถ้าเราไม่เข้าใจการเคลื่อนไหวของพระวาจาที่อยู่ในใจ เราก็จะไม่เข้าใจชีวิตจิตของคริสตชนดังนั้น เราจึงต้องพิจารณาว่า พระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นทั้งผู้หว่านและพระวาจาที่ประทับอยู่ในเราหรือไม่ การประทับของพระองค์ขึ้นอยู่กับท่าทีของเราต่อหน้าพระวาจาที่ตรัส พระวาจาจึงเปรียบได้กับเมล็ดพืชที่เจริญเติบโตและเกิดผลคือ ทำให้เราเป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า
            2.ผู้ที่อยู่ริมทางหมายถึงผู้ได้รับพระวาจา แต่ไม่เดินตามพระเยซูเจ้า เพราะเขามีใจแข็งกระด้างไม่ยอมเปิดใจรับพระวาจา ซาตานจึงมาช่วงชิงพระวาจาจากใจของเขาทันทีซาตานเปรียบได้กับผู้ที่มาขโมยพระวาจา และมันยังต้องการทำให้เราสูญเสียความไว้วางใจในพระเจ้า นี่เป็นสิ่งแรกที่ซาตานได้กระทำกับอาดัม คือขโมยพระวาจาของพระเจ้ามิให้เชื่อฟังพระองค์ แต่กลับให้เชื่อฟังคำพูดของงูคือซาตามนั่นเอง วิธีง่าย ๆ ที่ซาตานใช้เพื่อทำให้เรามีใจแข็งกระด้างต่อพระวาจาคือมันชักชวนให้คิดว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีใครปฏิบัติตามพระวาจากันแล้วทุกสิ่งที่พระวาจาสอนหรือห้ามทั้งหลาย ใคร ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น ไม่เป็นบาปดอก  แม้นักบุญเปโตรก็ได้รับชื่อว่าซาตานเมื่อเขาขัดขวางพระวาจาและความรักของพระองค์เขาไม่ไว้วางใจในแผนการของพระเจ้า น่าสงเกตว่าซาตานมาช่วงชิงพระวาจาทันทีเมื่อมนุษย์ได้ฟังพระวาจานั้นถ้าเราไม่ฟังพระวาจาซาตานก็ปล่อยให้เราอยู่สบาย ๆ  ไม่มาล่อลวงเรา แต่เมื่อเราพยายามตั้งใจฟังพระวาจา มันก็จะมาช่วงชิงเพื่อขัดขวางมิให้เราเดินตามพระคริสตเจ้า ซาตานยังต้องการให้เราปฏิเสธไม่ยอมรับพระวาจาเพื่อเราจะไม่มีความเชื่อ นี่เป็นวิธีที่มันจะชนะเราได้

            3.เราเป็นเหมือนเมล็ดที่ตกบนหิน หินคือสัญลักษณ์ของใจที่แข็งกระด้าง ถ้าเรารับพระวาจาของพระเจ้า พระวาจาจะให้กำลังใจเรา แต่ในไม่ช้าเราจะพบความกลัวดั้งเดิมที่ทำให้ไม่กล้าเดินต่อไป ไม่คิดที่จะมุ่งไปข้างหน้า ทำให้เราหมดหวังการระลึกถึงประสบการณ์ในอดีตที่เราเคยอ่อนแอ ทำให้สูญเสียความชื่นชมยินดีที่ได้รับจากพระวาจา เพราะบาปได้สร้างความสำนึกว่า เราไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติตามพระวาจาของพระเจ้า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราประสบความยากลำบาก ถูกเบียดเบียนข่มเหง เวลานั้น เราควรคิดว่า ถ้ามีความเชื่อในพระวาจา เราเข้าใจว่าตนกำลังเดินตามพระคริสตเจ้าผู้ทรงเผชิญกับความยากลำบากในการรับทรมานเช่นกัน  เป็นประสบการณ์ที่พระองค์ทรงเผชิญและเราจำเป็นต้องเผชิญเช่นกัน ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะท้อแท้ ไม่มีความกระตือรือร้น จึงคิดว่าพระวาจานั้นไม่ใช่สำหรับเรา เราจึงไม่ให้เวลาเพื่อพระวาจาจะงอกขึ้นและเกิดผลพระวาจาจะเกิดผลทันทีทันใดไม่ได้ นี่คือการผจญอีกรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นเราจึงต้องมีความพากเพียร รู้จักรอคอย และอธิษฐานภาวนาเพื่อชนะความกลัวที่มาจากประสบการณ์ในอดีต

            4.เมล็ดพืชที่ตกในพงหนามหมายถึงผู้ที่ได้รับพระวาจา แต่ในเวลาเดียวกัน มีความคิดอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับพระวาจา ความคิดเหล่านี้มีเสน่ห์ดึงดูดวามสนใจ จึงทำให้พระวาจาตายในตัวเรา โดยเฉพาะความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ เพราะความร่ำรวยเป็นเหมือนคำสัญญาที่จะให้ทุกอย่างที่เราต้องการ แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ความร่ำรวยไม่สามารถให้สติปัญญาและความรัก พระวาจาของพระเจ้าเป็นศัตรูกับความปรารถนา กิเลส และทุกสิ่งทุกอย่างที่ดึงเราให้ออกห่างจากพระเจ้า มนุษย์ปรารถนามีทรัพย์สมบัติ มีอำนาจ มีเกียรติยศชื่อเสียงในสังคมมีความสุขและทุกสิ่งที่เราชอบ แต่ความเชื่อและความหวังจะช่วยเราให้เอาชนะความปรารถนาเหล่านี้  นี่เป็นการผจญของพระเยซูเจ้าด้วย แม้พระองค์เป็นพระวาจาก็ยังทรงถูกผจญให้ปฏิบัติตรงกันข้ามกับพระประสงค์ของพระเจ้า แต่พงหนามของพระองค์ไม่ใช่การผจญดังกล่าว เป็นมงกุฏหนามที่ทหารบังคับให้พระองค์ทรงสวมใส่เป็นมงกุฎในฐานะกษัตริย์ที่ชนะความชั่วร้ายและช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น  ทรงยอมเผชิญหน้ากับพงหนามเพื่อเราจะได้รับชีวิตของพระเจ้า

            5.เราน่าจะถามตนเองว่า เรามีความไว้วางใจในพระอานุภาพของพระจาวาพระเจ้าหรือไม่ เรายอมเชื่อว่าเมล็ดพืชที่เป็นสัญลักษณ์ของพระวาจามีพลังที่จะเกิดผลอยู่เสมอหรือถ้าเราเปิดใจรับพระวาจา เราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับพระวาจา เราต้องมีความกล้าหาญที่จะค้นพบท่าทีลึกซึ้งของชีวิตและการกระทำของซาตานที่พยายามขัดขวางไม่ให้พระวาจาเกิดผลในจิตใจของเรา เรามีพลังที่มาจากพระจิตเจ้าพระเยซูเจ้าทรงมอบพระจิตเจ้าและพระหรรษทานแก่เราทุกวัน ถ้าเรายอมพึ่งพระองค์ในการเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ