Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว”

9. พระเยซูเจ้าเสด็จมาเพื่อเรียกคนบาป (2)

พระเยซูเจ้าจึงทรงออกจากเมืองคาเปอรนาอุมไปที่อื่นเพื่อประกาศข่าวดี แม้ทุกคนแสวงหาพระองค์ ต้องการให้พระองค์ทรงอยู่กับเขาในเมืองนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรักษาคนโรคเรื้อนให้หายจากโรคแล้ว ทรงสั่งเขาไม่ให้ประกาศสิ่งที่ทรงกระทำ เพื่อหลีกเลี่ยงความกระตือรือร้นของประชาชน พระองค์จึงทรงหนีไปในที่เปลี่ยว
1)    พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนอัมพาต
นักบุญมาระโกเริ่มเล่าว่า “ต่อมาอีกสองสามวัน” รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาในที่นี้แสดงว่า เราไม่สามารถกำหนดเวลาภารกิจของพระเยซูเจ้าในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่แคว้นกาลิลี (เทียบ 1:39) อย่างไรก็ตาม “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาที่เมืองคาเปอรนาอุม” แสดงว่าพระองค์พอพระทัยที่จะมาพักผ่อนพอสมควรในเมืองนี้ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการประกาศข่าวดีในแคว้นกาลิลี (เทียบ 5:21, 38; 6:53; 9:33) “พระองค์ประทับอยู่ในบ้าน” ในพระวรสารไม่บันทึกว่าเป็นบ้านของผู้ใด เรามักจะคิดว่าเป็นบ้านของซีโมนดังที่เราได้พบใน 1:29 

“พระองค์ประทานพระโอวาทสอนประชาชน” สำนวนนี้หมายถึง “การประกาศข่าวดี” เป็นคำเทคนิคที่นักบุญลูกาใช้ในหนังสือกิจการอัครสาวกเมื่อกล่าวถึงการประกาศข่าวดีของบรรดาอัครสาวก (เทียบ กจ 4:29, 31; 8:25; 11:19; 13:43) ในที่นี้ นักบุญมาระโกต้องการเล่าว่า พระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนดังที่เราพบในบทที่ 1 (เทียบ มก 1:14, 38, 39) คือทรงเทศน์สอนเรื่องพระอาณาจักรเพื่อทรงช่วยทุกคนให้ได้รับความรอดพ้น ประชาชนจำนวนมากฟังพระวาจาของพระองค์

“ชายสี่คนหามคนอัมพาตคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์” ถ้าชายสี่คนต้องหามคนอัมพาต แสดงว่าผู้นั้นต้องป่วยหนักเดินด้วยตนเองไม่ได้ น่าสังเกตว่า พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญ มาระโกและนักบุญลูกาเล่าเรื่องพระเยซูเจ้าทรงรักษาคนอัมพาตเพียงกรณีเดียว ส่วนพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิวเล่าอีก 2 กรณี (เทียบ มธ 4:24; 8:6)

“แต่เขานำคนอัมพาตนั้นฝ่าฝูงชนเข้าไปถึงพระองค์ไม่ได้” “เขาจึงเปิดหลังคาบ้านตรงที่พระองค์ประทับอยู่ แล้วหย่อนแคร่ที่คนอัมพาตนอนอยู่ลงมาทางช่องนั้น” เหตุผลที่เขานำคนอัมพาตขึ้นบนหลังคาก็เพราะประชาชนในสมัยปาเลสไตน์ใช้หลังคาเป็นระเบียง มีบันไดขึ้นลงที่ด้านข้างของบ้าน เขาใช้ไม้ทำคานหลังคา สานด้วยต้นอ้อหรือกิ่งไม้และฉาบด้วยดิน เขาจึงเปิดหลังคาบ้านได้ง่าย “เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นความเชื่อของคนเหล่านี้” การที่เขาเปิดหลังคาเพื่อหย่อนคนอัมพาตแสดงว่าเขามีความเชื่อ เขาเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจรักษาผู้ป่วยได้ ความเชื่อขั้นตอนแรกนี้เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อจะได้รับการอภัย ดังที่นักบุญมาระโกจะเล่าต่อไปในพระวรสาร

ประชาชนที่เห็นวิธีไม่ธรรมดาของผู้หามคนอัมพาตมาเฝ้าพระเยซูเจ้า คงจะรอคอยด้วยความตื่นเต้นและความหวังที่จะเห็นพระเยซูเจ้าทรงทำอัศจรรย์รักษาผู้นั้น แต่แล้วพระองค์ไม่ตรัสเหมือนครั้งก่อนว่า “จงลุกขึ้น” แต่ตรัสแก่คนอัมพาตว่า “ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” แน่น่อน ผู้ที่หามคนอัมพาตไม่มาเพื่อให้พระองค์จะตรัสเช่นนี้ แต่มาเพื่อให้พระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย เขาอาจจะผิดหวัง แต่พระเยซูเจ้าทรงต้องการเปิดเผยว่า คนอัมพาตเป็นคนบาปเหมือนมนุษย์ทุกคน และพระองค์ทรงมีอำนาจอภัยบาปได้ เพื่อทุกคนจะเห็นชัดว่านี่คือภารกิจของพระองค์

น่าสังเกตวิธีการที่พระเยซูเจ้าทรงใช้ในการประกาศอำนาจนี้ พระองค์ไม่ทรงวิพากษ์ วิจารณ์หรือต่อว่าคนบาปแต่ทรงอภัยบาปของเขา พระองค์ทรงชี้แจงความสัมพันธ์ไม่ดีของคนบาปกับพระเจ้า เพื่อทรงรักษาคนบาปให้กลับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระองค์ ทรงทำให้เขาคืนดีกับพระเจ้า
น่าสังเกตอีกว่า พระเยซูเจ้าทรงแสดงความอ่อนโยนและความรัก ทรงเรียกคนบาปว่า   “ลูกเอ๋ย” ทรงใช้สำนวนนี้อีกครั้งหนึ่งเมื่อตรัสกับบรรดาอัครสาวกที่เป็นห่วงพระองค์ (เทียบ 10:24) พระเยซูเจ้าทรงมีท่าทีต่อบาปไม่ใช่แบบผู้พิพากษาที่ตัดสินลงโทษ แต่ทรงเป็นเหมือนแพทย์ที่รักษาผู้ป่วย