Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“จงตามเรามาเถิด”

6. พระเยซูเจ้าทรงเรียกศิษย์สี่คนแรก (5)

b) การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
            1. ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ความสนิทสัมพันธ์ทางชีวิตของพระเยซูเจ้าเป็นพื้นฐานของศาสนาคริสต์ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ พระองค์ทรงส่งบรรดาศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนไปประกาศข่าวดี พระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจะออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง” (16:15)  แสดงว่าพระองค์ทรงต้องการให้มนุษย์ทุกคนมาเป็นศิษย์ของพระองค์ บรรดาศิษย์จะต้องนำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เขามีกับพระเยซูเจ้าไปให้ทุกคน เพื่อทุกคนจะได้มีประสบการณ์ชีวิตร่วมสนิทกับพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกับบรรดาศิษย์ ดังนั้น ลักษณะเฉพาะของคริสตชนจึงเป็นการมอบตนแด่พระเยซูเจ้า คือยอมให้พระองค์ทรงเป็นผู้นำเขา

          2. ผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกต้องออกจากบรรยากาศที่เขาเคยดำเนินชีวิตจนถึงเวลานั้น เพื่อติดตามพระองค์ ดูเหมือนว่าชีวิตคริสตชนมีแต่ความเสียสละ ความทุกข์ยากลำบาก ความทรมานแต่ไม่เป็นเช่นนั้น ถูกแล้ว ไม่ใช่วิถีชีวิตทุกอย่างสอดคล้องกับการเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า บางครั้งการติดตามพระองค์เรียกร้องการเสียสละที่อาจนำความทุกข์ยากมาให้ กระนั้นก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือ จิตสำนึกว่าความสนิทสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้าเป็นคุณค่าเลิศล้ำ อุปมาเรื่องทรัพย์สมบัติที่ซ่อนอยู่ในนา หรือเรื่องไข่มุกประเสริฐเป็นวิธีที่พระเยซูเจ้าทรงอธิบายสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ที่ได้ค้นพบทรัพย์สมบัติและไข่มุก โดยรู้คุณค่ามหาศาลของสิ่งเหล่านี้ เขาจะไม่โศกเศร้า คร่ำครวญ แต่จะมีความชื่นชมยินดี เขาจะขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มี เพื่อจะได้เป็นเจ้าของสิ่งประเสริฐนั้น

           3. การทอดพระเนตรของพระเยซูเจ้าช่างน่าพิศวง พระเนตรของพระองค์เห็นชาวประมงบางคนซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน หรือเห็นเลวีคนเก็บภาษีที่ทุกคนเกลียดชัง พระองค์ยังทรงเห็นประชาชนมากมายเป็นเหมือนฝูงแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง พระองค์ทรงตอบสนองความต้องการของเขาเหล่านั้น
เราน่าจะถามตนเองว่า เรามองผู้อื่นอย่างไร มองเขาในฐานะคู่แข่ง ศัตรู คนโง่ คนน่าเบื่อหน่ายหรือไม่ พระเนตรของพระเยซูเจ้าได้เห็นท้องฟ้าเปิดอยู่และพระจิตเจ้าเสด็จลงมา การมองเราก็เช่นกัน เราต้องพยายามจับตามองพระเจ้าโดยตรง เรายังต้องการพระจิตเจ้าเพื่อจะมีสายตาที่ถูกต้อง จะได้เห็นมนุษย์ดังที่พระเจ้าทรงเห็นเขา เห็นและยอมรับพรสวรรค์ของเขา เห็นความต้องการของเขา เพื่อจะได้ตอบสนองและช่วยเหลือเขา

           4. ขณะที่บรรดาศิษย์กำลังทำงานในอาชีพของตนอย่างขยันขันแข็ง เขายังได้ยินพระสุรเสียงของพระเยซูเจ้าและยอมรับการเรียกของพระองค์ เราก็เช่นกัน เรามีงานทำ เป็นห่วงภาระหน้าที่การงาน เราอาจจะถูกผจญโดยพูดว่า ไม่มีเวลา ไม่มีสมาธิที่จะฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ตรัสกับเราโดยวิธีต่าง ๆ แต่เราจำเป็นต้องหาเวลาและตั้งใจฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และยอมให้พระองค์ทรงเป็นผู้นำของเรา

           5. ตั้งแต่แรกที่พระองค์ทรงเลือกบรรดาศิษย์ก็มีการกล่าวถึงภารกิจในอนาคตด้วย “เขาจะเป็นชาวประมงหามนุษย์” คริสตชนทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบงานธรรมทูต เราถูกเรียกให้เป็นเกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก คำพูดของเราจะไร้ประโยชน์ ถ้าวิถีชีวิตของเราไม่สอดคล้องกับคำพูดนั้น และไม่ดึงดูดความสนใจของผู้อื่น

           6. พระเยซูเจ้าทรงทำให้คำตักเตือนของพระองค์ในตอนแรกที่ว่า “จงกลับใจและเชื่อข่าวดีเถิด” เป็นรูปธรรมเมื่อทรงเชิญชวนบรรดาศิษย์ว่า “ตามเรามา” ในการติดตามพระเยซูเจ้า บรรดาศิษย์เรียนรู้มากยิ่งขึ้นว่า ข่าวดีที่พระเยซูเจ้าทรงประกาศมีเนื้อหาอะไร เขาจะต้องกลับใจอย่างต่อเนื่องและเข้าใจความเชื่อของตน