Get Adobe Flash player

วิดีโอ การอบรมพระคัมภีร์

Bible Diary 2021

bible diary 2021

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

ความรู้เกี่ยวกับจดหมายถึงมวลคริสตชน

          พันธสัญญาใหม่ยังมีจดหมายอีกเจ็ดฉบับที่ไม่ใช่ของเปาโล นำมารวมไว้ด้วยกันทั้ง ๆ ที่จดหมายเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์กันเลย จดหมายสามฉบับในเจ็ดฉบับนี้ได้ชื่อว่าเป็นจดหมายของยอห์น สองฉบับเป็นของเปโตร ส่วนที่เหลือเป็นของยากอบและยูดาคนละฉบับ แต่การพูดว่าจดหมายเหล่านี้เป็นของคนนี้คนนั้นจะต้องนำมาประเมินเป็นกรณีไปโดยคำนึงถึงประเพณีนิยมทางวรรณกรรมของสมัยนั้นซึ่งมักอ้างว่าข้อเขียนฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นผลงานของบุคคลสำคัญในอดีตซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่เกี่ยวข้องเลย หรืออย่างน้อยไม่ได้เป็นผู้เขียนโดยตรง จดหมายเหล่านี้เรียกรวมกันว่า "จดหมายสากล" หรือ "คาทอลิก" ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่สอง เราไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมจึงเรียกเช่นนั้น น่าจะนับว่าจดหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นจดหมายถึงพระศาสนจักรเป็นส่วนรวม ไม่ได้เขียนถึงกลุ่มคริสตชนกลุ่มใดหรือบุคคลใดโดยเฉพาะ

A. จดหมายของยากอบ

A. จดหมายของยากอบ

           จดหมายของยากอบได้รับการยอมรับทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้นในพระศาสนจักร ในประเทศอียิปต์จดหมายนี้เป็นที่ยอมรับในสารบบพระคัมภีร์โดยไม่มีปัญหา   โอริเจนอ้างข้อความจากจดหมายนี้ว่าเป็นข้อความจากพระคัมภีร์ แต่ยูเซบีอัสแห่ง   ซีซารียาในต้นศตวรรษที่สี่กล่าวว่าบางคนยังไม่ยอมรับจดหมายฉบับนี้ ในพระศาสนจักรที่พูดภาษาซีเรียค จดหมายฉบับนี้ถูกรับเข้าในสารบบพันธสัญญาใหม่ในศตวรรษที่สี่เท่านั้น ในอัฟริกาเหนือแทร์ทุลเลียนและนักบุญชีเปรียญไม่รู้จักจดหมายฉบับนี้ สารบบพระคัมภีร์ที่มอมเสนค้นพบ (Mommsen’s Catalogue เขียนไว้ราวปี 360) ยังไม่มีชื่อจดหมายนี้รวมอยู่ด้วย ที่กรุงโรมจดหมายฉบับนี้ก็ไม่ปรากฏในสารบบพระคัมภีร์ที่มูราโตรีได้ค้นพบ (Canon of Muratori ซึ่งนักบุญฮิปโปลีตัสอาจเป็นผู้เขียนขึ้นราวปี 200) ไม่แน่นักว่าเคลเมนต์แห่งโรมและหนังสือที่ชื่อ “ผู้เลี้ยง” ของเฮอร์มัสจะอ้างถึงข้อความจากจดหมายนี้หรือไม่ จึงอาจสรุปได้ว่าจดหมายฉบับนี้ไม่เป็นที่ยอมรับเป็นเอกฉันท์ในพระศาสนจักรทั้งทางตะวันออกและทางตะวันตกจนกระทั่งปลายศตวรรษที่สี่

          เมื่อกลุ่มคริสตชนต่าง ๆ ยอมรับจดหมายฉบับนี้ในสารบบของพันธสัญญาใหม่แล้ว ต่างก็คิดว่าผู้เขียนคือยากอบ “น้องชายของพระเยซูเจ้า” (มธ 13:55 เชิงอรรถ o เทียบ 12:46//) ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกลุ่มคริสตชนสมัยแรกที่กรุงเยรูซาเล็ม      (กจ 12:17 เชิงอรรถ f; 15:13-21; 21:18-26; 1 คร 15:7; กท 1:19; 2:9,12) และถูกชาวยิวประหารชีวิตในราวปี ค.ศ. 62 (โยเซฟัส เฮเจสิปปัส) ยากอบผู้เขียนจดหมายนี้ไม่ใช่คนเดียวกันกับอัครสาวกยากอบบุตรของเศเบดีอย่างแน่นอน (มธ 10:2//) ยากอบบุตรเศเบดีถูกเฮโรดสั่งประหารในปี ค.ศ. 44 (กจ 12:2) ในทางทฤษฎียากอบผู้เขียนจดหมายอาจจะเป็นคนเดียวกับอัครสาวกยากอบบุตรของอัลเฟอัส (มธ 10:3//) ก็ได้ แต่ตามที่เป็นจริง แม้นักเขียนในสมัยแรกก็ยังสงสัย นักวิชาการส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันคิดว่าผู้เขียนจดหมายนี้ไม่ใช่อัครสาวก ข้อความที่เปาโลเขียนไว้ใน กท 1:19 ก็ไม่บอกชัดเจนว่ายากอบน้องขององค์พระผู้เป็นเจ้านี้เป็นอัครสาวกหรือไม่

         ปัญหาที่แท้จริงไม่อยู่ตรงนี้ แต่ลึกซึ้งกว่า ผู้เขียนจดหมายอ้างว่าเป็น “น้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” แต่การอ้างเช่นนี้อธิบายได้ยาก ถ้า “น้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” เขียนจดหมายฉบับนี้จริง ทำไมพระศาสนจักรจึงไม่ได้รับว่าเป็นพระคัมภีร์ในทันที นอกจากนั้น จดหมายนี้ยังเขียนเป็นภาษากรีกและใช้ภาษาได้อย่างงดงาม ใช้คำศัพท์สละสลวยและใช้เหตุผลโต้เถียงอย่างมีวาทศิลป์ซึ่งน่าจะเกินความสามารถของผู้เขียนซึ่งเป็นชาวกาลิลีคนหนึ่ง ยากอบอาจได้รับความช่วยเหลือในการเขียนจากศิษย์ที่รู้ภาษากรีกอย่างดี แต่นี่เป็นเพียงการคาดคะเนที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ ปัญหาที่หนักที่สุดอยู่ที่ว่า จดหมายฉบับนี้มีลักษณะคล้ายกันมากกับข้อเขียนในปลายศตวรรษที่หนึ่งหรือต้นศตวรรษที่สอง โดยเฉพาะกับจดหมายฉบับแรกของเคลเมนต์แห่งโรมและหนังสือที่ชื่อ “ผู้เลี้ยง” ของเฮอร์มัส บางคนอ้างว่า งานเขียนสองฉบับนี้ยกข้อความหลายตอนมาจากจดหมายของยากอบ แต่ปัจจุบันนักวิชาการมีความเห็นว่า ความใกล้เคียงของผลงานเหล่านี้น่าจะเนื่องมาจากการใช้แหล่งข้อมูลเดียวกัน และจากข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้เขียนต่างต้องเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้น นักวิชาการหลายคนในปัจจุบันจึงกล่าวว่าจดหมายของยากอบเขียนขึ้นปลายศตวรรษที่หนึ่งหรือต้นศตวรรษที่สอง คำสอนเรื่องพระคริสตเจ้าในจดหมายนี้ยังไม่พัฒนามากนักก็จริง แต่คงไม่ใช่เพราะเขียนขึ้นในสมัยแรก แต่เพราะได้ความคิดมาจากแวดวงของ   คริสตชนชาวยิว ซึ่งเป็นทายาททางความคิดของยากอบ น้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า และยังไม่ได้รับอิทธิพลจากพัฒนาการของเทววิทยามากนัก

          ถ้าเป็นความจริงว่ายากอบ “น้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” เป็นผู้เขียน       จดหมายฉบับนี้ จดหมายนี้น่าจะเขียนขึ้นก่อนปี ค.ศ. 62 ซึ่งเป็นปีที่ยากอบถูกประหาร ถ้าเป็นเช่นนี้ เราอาจอธิบายความเกี่ยวข้องของจดหมายนี้กับ กท/รม ได้สองวิธี ในเรื่องเกี่ยวกับการบันดาลความชอบธรรมอาศัยความเชื่อ นักวิชาการบางคนคิดว่ายากอบเป็นผู้โต้เถียงกับเปาโล หรือที่ถูกกว่านั้นได้เถียงกับคริสตชนที่บิดเบือนคำสอนของเปาโล แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ คิดว่า เปาโลเป็นผู้คัดค้านความคิดของยากอบ ถ้าเป็นเช่นนี้ จดหมายของยากอบจะต้องเขียนขึ้นในราวปี ค.ศ. 45-50 การเขียนในสมัยแรกเช่นนี้จึงอธิบายเหตุผลที่ว่าทำไมคำสอนเรื่องพระคริสตเจ้าใน จดหมายจึงยังไม่พัฒนา แต่ข้อสังเกตในย่อหน้าที่แล้วชวนให้คิดว่า จดหมายนี้ไม่น่าจะเขียนขึ้นในสมัยแรกเช่นนี้ (ปี ค.ศ. 45-50)

          จดหมายนี้เขียนถึง “ตระกูลทั้งสิบสองตระกูลที่กระจัดกระจายอยู่” (1:1) หมายถึงคริสตชนชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักรกรีก โรมัน แต่อยู่กันหนาแน่นในประเทศใกล้เคียงกับปาเลสไตน์ ได้แก่ ซีเรียและอียิปต์ น้ำเสียงทั่วไปของจดหมายแสดงให้เห็นว่า จดหมายนี้มุ่งถึงคริสตชนชาวยิว และเข้าใจว่าผู้อ่านคุ้นเคยกับพันธสัญญาเดิมแล้ว จึงไม่ยกเอาข้อความจากพระคัมภีร์มาอ้างโดยตรง ต่างจากเปาโลและผู้เขียนจดหมายถึงชาวฮีบรู ยากอบมักอ้างถึงความคิดกว้าง ๆ ของพระคัมภีร์เท่านั้น ยากอบได้ความคิดในจดหมายมาจากสองแหล่งคือ 1.วรรณกรรมปรีชาญาณในพันธสัญญาเดิม ซึ่งเป็นพื้นฐานของคำสอนด้านจริยธรรม 2.คำสอนในพระวรสาร นักวิชาการบางคนคิดว่าจดหมายนี้เป็นผลงานของชาวยิวแต่อย่างเดียว แต่ตรงกันข้าม เราพบความคิดและสำนวนเฉพาะของพระเยซูเจ้าได้ทั่วไปในจดหมาย ไม่ใช่เป็นข้อความที่ยกมาอ้างจากพระวรสาร แต่เป็นการกล่าวพาดพิงถึงธรรมประเพณีที่สืบทอดโดยบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ยากอบเป็นปราชญ์คริสตชนชาวยิวซึ่งนำข้อคิดจากธรรมประเพณีปรีชาญาณของชาวยิวมาพิจารณาร่วมกับคำสอนของพระคริสตเจ้า และนำเสนอความคิดเหล่านี้ในแบบของตนที่ไม่ซ้ำกับใคร

      จดหมายนี้มีลักษณะเป็นบทเทศน์มากกว่าเป็นจดหมาย สะท้อนคำสอนธรรมดาของกลุ่มคริสตชนเมื่อมาชุมนุมกัน ประกอบด้วยคำเตือนใจด้านจริยธรรมเป็นชุด ๆ ที่เกี่ยวข้องกันโดยหัวเรื่องเดียวกัน หรือบางครั้งเพียงเพราะคำคล้องจองกัน หัวเรื่องที่พูดถึงมีดังนี้ 1.ต้องประพฤติตนอย่างไรในเวลาที่ถูกทดลอง (ยก 1:1-12; 5:7-11) 2. ที่มาของการล่อลวง (1:13-18) 3. การรู้จักควบคุมลิ้นของตน (1:26; 3:1-18) 4. ความสัมพันธ์ที่ดีและความเห็นอกเห็นใจพี่น้อง (2:8,13; 3:13-4:2; 4:11ฯ) 5. พลังของการอธิษฐานภาวนา (1:5-8; 4:2ฯ; 5:13-18 ฯลฯ) ใน 5:14ฯ เราพบข้อความสำคัญเกี่ยวกับศีลเจิมคนไข้

          จดหมายนี้มีความคิดหลักอยู่สองข้อ ข้อแรกยกย่องคนยากจนและตำหนิคนร่ำรวย (1:9-11; 1:27-2:9; 4:13-5:6) โดยแสดงให้เห็นความห่วงใยต่อผู้ต่ำต้อย ซึ่งเป็นบุคคลที่พระเจ้าโปรดปราน ความคิดนี้มาจากธรรมประเพณีของพันธสัญญาเดิมและโดยเฉพาะจากบทเทศน์บนภูเขา (มธ 5:3 เชิงอรรถ d) ความคิดที่สองเน้นว่า   คริสตชนต้องทำความดี ไม่พึงพอใจเพียงความเชื่อซึ่งไม่เกิดผล (1:22-27; 2:10-26) ผู้เขียนขยายความคิดนี้ใน 2:14-26 ซึ่งเยาะเย้ยการเทศน์ประกาศความเชื่อที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจการดีใด ๆ ทั้งสิ้น บางคนเห็นข้อความนี้เป็นการกล่าวโจมตี  เปาโลโดยเฉพาะ ยก และ กท/รม มีคำสอนหลายข้อใกล้เคียงกัน ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือวิธีอธิบายข้อความเกี่ยวกับอับราฮัมในพันธสัญญาเดิมในความหมายต่างกัน ยากอบอาจคัดค้านเปาโล หรือบางทีอาจคัดค้านคริสตชนบางคนที่ดึงข้อสรุปผิด ๆ จากคำสอนของเปาโล ในเรื่องนี้มีข้อสังเกตน่าพิจารณาสองประการ ประการแรกแม้ทั้งสองคนมีทัศนะต่างกัน เปาโลและยากอบต่างเห็นพ้องต้องกันในสาระสำคัญ (ดู 2:14 เชิงอรรถ f) ประการที่สอง ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อกับกิจการเป็นปัญหาปกติของชาวยิวในสมัยนั้น และอาจจะเป็นหัวข้อที่ทั้งยากอบและเปาโลต่างนำมาพิจารณาตามแนวความคิดของตน

B. ยูดา

B. ยูดา

        ยูดาซึ่งเรียกตนเองว่าเป็น “น้องชายของยากอบ” (ข้อ 1) ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในบรรดา “พี่น้องของพระเยซูเจ้า” ด้วยเหมือนกัน (มธ 13:55//) ไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าเขาเป็นคนเดียวกันกับอัครสาวกที่มีชื่อนี้ (ลก 6:16; กจ 1:13 เทียบ ยน 14:22) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเขากล่าวถึงตนเองว่าอยู่นอกกลุ่มของบรรดาอัครสาวก    (ข้อ 17) ในเมื่อยูดาไม่มีความสำคัญมากนัก จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าผู้เขียนนิรนามคนหนึ่งจะเอาชื่อนี้มาใช้ เราอาจสรุปได้ว่าผู้เขียนมีชื่อ “ยูดา” จริง ๆ พระศาสนจักรหลายกลุ่มได้ยอมรับจดหมายนี้เข้าอยู่ในสารบบพระคัมภีร์ตั้งแต่ปี 200 แล้ว แม้ว่าบางคนมีความลังเลที่จะยอมรับเพราะจดหมายนี้อ้างข้อความจากหนังสือที่มีลักษณะคล้ายพระคัมภีร์ (apocryphal) สองฉบับ คือ หนังสือเอโนค (ข้อ 6,14ฯ) และหนังสือการยกขึ้นสวรรค์ของโมเสส (ข้อ 9) แต่การอ้างข้อความจากข้อเขียนของชาวยิวร่วมสมัยไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนจดหมายคิดว่าหนังสือทั้งสองฉบับนี้ได้รับการดลใจให้เป็นพระคัมภีร์

        เจตนาของยูดาในการเขียนจดหมายนี้เพื่อเป็นการประณามผู้สอนผิดซึ่งป็นอันตรายต่อความเชื่อคริสตชน เขากล่าวว่าคนเหล่านี้จะถูกพระเจ้าลงโทษโดยใช้สำนวนที่นิยมกันในธรรมประเพณีของชาวยิว (ข้อ 5-7) และยังบรรยายคำสอนผิด ๆ นี้โดยใช้สำนวนซึ่งเป็นที่คุ้นเคยเช่นเดียวกัน (ข้อ 11) เขาไม่กล่าวชัด ๆ เลยว่าคำสอนผิด ๆ เหล่านี้คืออะไร ดังนั้นเราจึงไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นคำสอนของลัทธิจินไตยนิยมในศตวรรษที่สอง เขากล่าวหาบุคคลเหล่านั้นว่าเป็นพวกไม่เคารพพระเจ้าและพวกไม่มีศีลธรรม โดยเฉพาะเป็นผู้ที่กล่าวดูหมิ่นต่อพระคริสตเจ้าและทูตสวรรค์ (ข้อ 4,8-10) คำสอนผิด ๆ เหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ชอบรับเอาคำสอนจากปรัชญาและศาสนาต่าง ๆ มารวมเข้าด้วยกัน ดังที่มีประณามไว้ในจดหมายถึงชาว   โคโลสี ในจดหมายเกี่ยวกับการอภิบาลและในหนังสือวิวรณ์

        จดหมายฉบับนี้ต้องเขียนขึ้นตอนปลายศตวรรษแรก เพราะกล่าวว่าบรรดาอัครสาวกได้ผ่านพ้นเป็นอดีตไปแล้ว (ข้อ 17ฯ) ความเชื่อเป็นข้อความที่กำหนดตายตัวแล้ว และ “พระเจ้าได้ประทานให้ครั้งเดียวตลอดไป” (ข้อ 3) ผู้เขียนดูเหมือนจะคุ้นเคยกับจดหมายของเปาโลอีกด้วย เป็นความจริงว่า 2 ปต ขอยืมข้อความมาจากยูดา และดังนั้นจึงต้องเขียนขึ้นภายหลัง แต่ “จดหมายของเปโตรฉบับที่สอง” อาจเขียนขึ้นหลังจากมรณกรรมของเปโตรก็ได้ จึงอาจสรุปได้ว่าจดหมายของยูดาเขียนขึ้นตอนปลายสมัยอัครสาวก

       C. ธรรมประเพณีเห็นว่าเปโตรได้เขียน “จดหมายสากล” 2 ฉบับ 1 ปต มีชื่อ เปโตรอัครสาวกขึ้นต้น (1:1) และพระศาสนจักรทุกแห่งยอมรับว่าจดหมายนี้เป็นของ เปโตร เคลเมนต์แห่งโรมดูเหมือนได้ใช้จดหมายนี้ โพลีคารปได้ใช้อย่างแน่นอน และตั้งแต่สมัยของอีเรเนอัสเป็นต้นมา ต่างถือกันว่าจดหมายนี้เป็นของเปโตรอย่างชัดเจน ท่านอัครสาวกเขียนจดหมายนี้จากกรุงโรม (“บาบิโลน” 5:13) และเรียกมาระโกซึ่งอยู่กับตนว่า “บุตร” เราไม่รู้เรื่องราวตอนปลายชีวิตของเปโตรมากนัก ธรรมประเพณีเล่าว่าเปโตรได้ไปที่กรุงโรมและถูกประหารชีวิตเป็นมรณสักขีในรัชสมัยพระจักรพรรดิเนโร (ในปี ค.ศ. 64 หรือบางทีอาจจะเป็นปี ค.ศ. 67) จดหมายฉบับนี้เขียนถึงคริสตชน “ที่กระจัดกระจายอยู่” ใน 5 แคว้นของจักรวรรดิ (1:1) ซึ่งกินเนื้อที่ของอาเซียน้อยแทบทั้งหมด จากข้อความใน     จดหมาย (1:14,18; 2:9ฯ; 4:3) ดูเหมือนว่า ผู้รับจดหมายส่วนใหญ่เป็นคริสตชนที่ไม่ใช่ชาวยิว แต่อาจมีบางคนที่เป็นชาวยิวก็ได้ เปโตรจำเป็นต้องเขียนจดหมายเป็นภาษากรีกและภาษากรีกของจดหมายนี้แม้เป็นภาษาง่าย ๆ  แต่ก็ยังเป็นภาษากรีกที่ถูกไวยากรณ์และสละสลวยเกินไปที่จะเป็นภาษาของชาวประมงจากกาลิลี มีการกล่าวถึงชื่อของศิษย์ซึ่งอาจเป็นเลขานุการที่ช่วยเขียนคือสิลวานัส (5:12) ผู้นี้อาจเป็นคนเดียวกันกับสิลาสซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของเปาโลนั่นเอง (กจ 15:22 เชิงอรรถ x)

       จดหมายฉบับนี้มีเจตนาที่จะช่วยค้ำจุนความเชื่อของผู้อ่านในช่วงเวลาที่ถูกทดลอง นักวิชาการบางคนคิดว่าการทดลองที่ว่านี้คือการเบียดเบียนในสมัยจักรพรรดิโดมีเซียนหรือทราจัน ถ้าเป็นเช่นนี้ จดหมายฉบับนี้ต้องเขียนหลายปีหลังจากมรณกรรมของเปโตร แต่การกล่าวถึงการเบียดเบียนในจดหมายไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เราต้องสรุปเช่นนี้ เพราะดูเหมือนว่า “ช่วงเวลาที่ถูกทดลอง” ที่กล่าวถึงนี้อาจจะหมายถึงความมุ่งร้ายใส่ความเป็นการส่วนตัวต่อผู้ที่เพิ่งกลับใจมาเป็นคริสตชน จากประชาชนที่เห็นว่าคริสตชนเหล่านี้ไม่ดำเนินชีวิตเลวเหมือนกับพวกเขาอีกต่อไป (2:12; 3:16; 4:4,12-16)

       แต่ยังมีเหตุผลที่ทำให้คิดว่าเปโตรไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้ด้วย คือจดหมายฉบับนี้ใช้ข้อความจาก ยน รม และ อฟ บ่อย ๆ และอ้างข้อความจากพระวรสารโดยตรงไม่บ่อยนัก เพื่อแสร้งว่าผู้เขียนเป็นอัครสาวกซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนที่หนังสือพระวรสารจะเขียนขึ้น แต่เหตุผลเช่นนี้ยังไม่เพียงพอ เพราะข้อความที่ทำให้คิดถึงพระวรสารนั้นคลุมเครือเกินกว่าจะคิดว่าผู้เขียนแสร้งอ้างถึง ยิ่งกว่านั้น นักวิชาการที่คิดว่าเปโตรไม่ได้เขียนจดหมายนี้มักจะเน้นมากเกินไปว่า 1 ปต มีความคิดใกล้เคียงกันกับ ยก และเปาโล โดยแท้จริงแล้วความคิดหลักโดยเฉพาะของเปาโล เช่น การยกเลิกธรรมบัญญัติของชาวยิว เรื่องพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า ฯลฯ ไม่มีปรากฏในจดหมายนี้เลย ส่วนความคิดหลักของเปาโลที่ปรากฏในจดหมายนี้ก็เป็นความคิดที่รู้จักกันดีจากเทววิทยาทั่วไปของ คริสตชนในสมัยแรก เช่น การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า เป็นการไถ่กู้มนุษยชาติ เรื่องความเชื่อและศีลล้างบาป ฯลฯ นักวิชาการยังชี้ให้เห็นสูตรและข้อความอ้างอิงจากพันธสัญญาเดิมที่คริสตชนในสมัยแรกใช้ในการเทศน์สอน ซึ่งนักเขียนคนใดก็ได้อาจนำมาใช้ในผลงานของตนโดยเอกเทศ เราต้องไม่ลืมว่าสิลวานัสเป็นศิษย์ของอัครสาวกทั้งสอง นักวิชาการอื่น ๆ เห็นว่า 1 ปต มีความคิดใกล้เคียงไม่เพียงแต่กับความคิดของเปาโลเท่านั้น แต่ยังใกล้เคียงกับข้อเขียนของมาระโก และบทเทศน์ของเปโตรในหนังสือกิจการอัครสาวกอีกด้วย

        ถ้าเนื้อหาสาระส่วนใหญ่ของจดหมายได้เขียนแล้วก่อนที่เปโตรจะถูกประหารในปี ค.ศ. 64 หรือ ค.ศ. 67 ในช่วงเวลาสองสามปีหลังจากนั้นสิลวานัสอาจได้เรียบเรียงข้อความเหล่านี้ให้เป็นจดหมายในรูปแบบที่เรามีในปัจจุบัน โดยปฏิบัติตามคำแนะนำและใช้อำนาจของเปโตร สมมติฐานเช่นนี้น่าจะเป็นไปได้ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่า   จดหมายนี้เป็นการรวบรวมข้อความต่าง ๆ ที่เคยแยกกันอยู่แต่ก่อน (เช่น บทเทศน์ในพิธีศีลล้างบาป 1:13-4:11 เป็นข้อความดังกล่าวชิ้นหนึ่ง) แต่การจะเจาะจงลงไปว่าข้อความแต่ละตอนมีอะไรบ้างนั้นเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น

         แม้ว่าจดหมายฉบับนี้ให้คำแนะนำในด้านปฏิบัติ แต่ก็ยังสรุปเทววิทยาในสมัยอัครสาวกไว้อย่างดี ความคิดหลักที่สำคัญของจดหมายนี้คือความเข้มแข็งในเวลาที่ถูกทดลอง โดยที่พระคริสตเจ้าทรงเป็นแบบฉบับในเรื่องนี้ (2:21-25; 3:18; 4:1)คริสตชนต้องยอมรับทรมานด้วยความพากเพียรอดทนเหมือนกับพระองค์ เมื่อพวกเขาถูกทดลองเพราะความเชื่อและเพราะการดำเนินชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ (2:19ฯ; 3:14; 4:12-19; 5:9) นั่นคือถ้าพวกเขาตอบสนองความชั่วด้วยความรัก นอบน้อมเชื่อฟังต่อผู้มีอำนาจทางบ้านเมือง (2:13-17) และมีความอ่อนโยนกับทุกคน (3:8-17;4:7-11,19) มีข้อความตอนหนึ่งที่เข้าใจยาก (3:19ฯ เทียบ 4:6) คำว่า “การเทศน์ของพระคริสตเจ้า” อาจจะหมายถึงการประกาศความรอดพ้นหรือการลงโทษ “จิตที่ถูกจองจำ” อาจจะหมายถึงคนชั่วร้ายซึ่งจมน้ำตายเมื่อน้ำวินาศมาท่วมโลก หรืออาจหมายถึงทูตสวรรค์ที่ได้ทำบาปดังที่ธรรมประเพณีและในวรรณกรรมวิวรณ์กล่าวไว้ ไม่ว่าจะคิดตามทรรศนะใด คำว่า “การเทศน์” ของพระคริสตเจ้าในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์สิ้นพระชนม์และข้อความนี้เป็นแหล่งที่มาของคำสอนเรื่องการเสด็จลงใต้บาดาลของพระองค์

D. จดหมายของเปโตรฉบับที่สอง

D. จดหมายของเปโตรฉบับที่สอง

        จดหมายของเปโตรฉบับที่สองอ้างว่าท่านอัครสาวกเป็นผู้เขียน จดหมายนี้กล่าวชื่อของเปโตรในตอนเริ่มต้นจดหมาย (1:1) กล่าวถึงพระเยซูเจ้าทรงทำนายล่วงหน้าถึงความตายของเปโตรว่าได้ตรัสกับผู้เขียนเอง (1:14) ผู้เขียนยังอ้างอีกว่าตนได้เป็นผู้รู้เห็นพระคริสตเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ (1:16-18) และยังกล่าวถึงจดหมาย “ฉบับก่อน” ซึ่งหมายถึง 1 ปต อย่างแน่นอน

         จดหมายนี้มีเจตนาสองประการคือ 1. เพื่อเตือนบรรดาคริสตชนให้ระวังผู้สอนผิด (บทที่ 2) และ 2. เพื่อขจัดความกังวลใจที่พระคริสตเจ้ายังไม่เสด็จกลับมาอย่างรุ่งเรืองสักที (บทที่ 3) เป็นไปได้ว่า ปัญหาทั้งสองนี้มีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อเปโตรยังมีชีวิตอยู่ แต่เหตุผลหลายประการชวนให้คิดว่าเปโตรไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้ แต่จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นในภายหลัง คำศัพท์ที่ใช้แตกต่างไปจาก 1 ปต บทที่ 2 ทั้งบทเป็นการคัดลอกข้อความจากจดหมายของยูดาอย่างหลวม ๆ จดหมายนี้กล่าวว่าในขณะนั้น  คริสตชนได้รวบรวมจดหมายของเปาโลและให้ความสำคัญเป็นพิเศษแล้ว (3:15ฯ)  จดหมายนี้กล่าวถึงคณะอัครสาวกคู่กับบรรดาประกาศกว่าท่านเหล่านี้ได้ล่วงลับไปแล้วโดยที่ผู้เขียนมิได้นับรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักเขียนคริสตชนตั้งแต่แรกมาแล้วสงสัยว่าเปโตรมิได้เขียนจดหมายฉบับนี้ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า       จดหมายนี้เป็นที่ยอมรับก่อนศตวรรษที่สาม นักเขียนโบราณ เช่น โอริเจน ยูเซบีอัสและเยโรมกล่าวว่า บางคนไม่ยอมรับจดหมายฉบับนี้อย่างเด็ดขาด ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ในปัจจุบันนี้ส่วนมากคิดว่าเปโตรไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้ แม้ว่าผู้เขียนอาจมีเหตุผลที่อ้างอำนาจของเปโตรได้ก็ตาม ผู้เขียนอาจเป็นศิษย์คนหนึ่งของเปโตร และอาจนำความคิดในจดหมายของยูดามาเสริมข้อเขียนของเปโตรก็เป็นได้ ในสมัยของเราการทำเช่นนี้ต้องนับว่าเป็นการปลอมแปลง แต่ในสมัยโน้นการใช้นามของผู้อื่นในข้อเขียนของตนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

          จดหมายนี้ได้รับการยอมรับจากพระศาสนจักรเข้าในสารบบอย่างไม่ต้องสงสัย คริสตชนยอมรับจดหมายนี้ว่าเป็นเอกสารแท้จากสมัยของบรรดาอัครสาวก คำสอนในจดหมายนี้สนับสนุนความคิดเช่นนี้ เช่น คำสอนเรื่องการที่คริสตชนทุกคนได้รับเรียกให้มา “มีส่วนร่วมพระธรรมชาติของพระเจ้า” (1:4) คำสอนเรื่องการดลใจในการเขียนพระคัมภีร์ (1:20ฯ) การยืนยันถึงการเสด็จมาอย่างรุ่งเรืองของพระคริสตเจ้า แม้ไม่มีผู้ใดจะรู้วันเวลาก็ตาม คำทำนายถึงโลกใหม่ที่ปราศจากความอยุติธรรมหลังจากโลกเก่าถูกไฟเผาทำลายจนสิ้นแล้ว (3:3-13)

E. จดหมายสามฉบับของยอห์น

E. จดหมายสามฉบับของยอห์น

          จดหมายสามฉบับซึ่งธรรมประเพณีกล่าวว่า “ยอห์น” เป็นผู้เขียน มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระวรสารทั้งในลีลาการเขียนและคำสอนจนกระทั่งเกือบทุกคนยอมรับว่า เป็นผลงานจากสำนักเดียวกัน

เคยมีเวลาหนึ่งที่บางคนสงสัยว่า ยอห์นอาจไม่ใช่ผู้เขียนจดหมายฉบับที่สองและที่สาม ตามหลักฐานที่พบได้ในข้อเขียนของโอริเจน ยูเซบีอัสแห่งซีซารียาและ   เยโรม ขณะที่พระศาสนจักรที่เมืองอันทิโอกและในแคว้นซีเรียโดยทั่วไปไม่ยอมรับ  จดหมายสองฉบับนี้เข้าอยู่ในสารบบพระคัมภีร์เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามจดหมายสั้น ๆ ทั้งสองฉบับนี้ไม่มีคำสอนสำคัญอะไรนัก จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเข้ามาอยู่ใน สารบบพระคัมภีร์ ถ้าหากว่าไม่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระวรสารของยอห์น

3 ยอห์น น่าจะเป็นจดหมายที่เขียนก่อนฉบับอื่น จดหมายฉบับนี้ต้องการยุติปัญหาเรื่องอำนาจปกครองในพระศาสนจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้นำไม่ยอมรับอำนาจปกครองของผู้เขียน

2 ยอห์น เขียนถึงพระศาสนจักรอีกแห่งหนึ่งเพื่อตอบโต้ผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงที่ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

1 ยอห์น เป็นจดหมายสำคัญที่สุดในสามฉบับนี้ มีรูปแบบหมือนกับสารเวียนถึงกลุ่มคริสตชนต่าง ๆ ในแคว้นอาเซียที่กำลังถูกคุกคามจากคำสอนของบรรดามิจฉาทิฐิในศตวรรษแรก ในจดหมายฉบับนี้ ผู้เขียนสรุปสาระทั้งหมดของประสบการณ์ทางศาสนาของตน เขาค่อย ๆ พัฒนาแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน เช่น แสงสว่าง (1:5ฯ) ความชอบธรรม (2:29ฯ) ความรัก (4:7-8ฯ) และความจริง (5:6ฯ) แล้วจึงใช้ความคิดดังกล่าวนี้เป็นฐาน อธิบายว่าคริสตชนในฐานะที่เป็นบุตรของพระเจ้า จำเป็นต้องดำเนินชีวิตอย่างดีบริบูรณ์ ซึ่งสำหรับยอห์นหมายถึงการปฏิบัติตามบทบัญญัติสองประการ คือต้องเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และต้องรักเพื่อนมนุษย์ (ดู เชิงอรรถ 1:3,7) 1 ยน เป็นจดหมายที่มีลักษณะใกล้เคียงกับพระ   วรสารของยอห์นมากที่สุดทั้งในลีลาการเขียนและคำสอน จดหมายฉบับนี้น่าจะเขียนขึ้นประมาณช่วงเวลาเดียวกันกับพระวรสาร แต่เรายังไม่อาจกำหนดได้ว่า 1 ยน เขียนก่อนหรือหลังพระวรสาร

ค้นหาข้อความภาษาไทย

บทภาวนาปีพระวาจา

บทภาวนาปีพระวาจา

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation

Friends of the Catholic Biblical Federation biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย