Get Adobe Flash player

วิดีโอ การอบรมพระคัมภีร์

Bible Diary 2021

bible diary 2021

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

ความรู้เกี่ยวกับจดหมายของนักบุญเปาโล

1.ลำดับเหตุการณ์ชีวิตของเปาโล

1.ลำดับเหตุการณ์ชีวิตของเปาโล

      เราคุ้นเคยกับเปาโลมากกว่าบุคคลอื่นในพันธสัญญาใหม่จากหนังสือกิจการอัครสาวกและจดหมายที่ท่านเขียน แม้ว่าลูกาเขียนหนังสือกิจการอัครสาวกเป็นประวัติศาสตร์ แต่ก็มีเจตนาเน้นความหมายด้านเทววิทยาด้วย ลำดับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในชีวิตของเปาโลจึงน่าจะถูกต้อง

         เราอาจเรียงลำดับเหตุการณ์ชีวิตของเปาโลได้ค่อนข้างจะแม่นยำโดยอิง    เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เรารู้วันเวลาแน่นอนแล้ว เช่นปีที่กัลลีโลเป็นผู้สำเร็จราชการที่เมืองโครินธ์ (กจ 18:12) และปีที่เฟสตัสรับตำแหน่งต่อจากเฟลิกซ์ (กจ 24:27-25:1)  ข้อมูลทั้งสองนี้ทำให้เรากำหนดวันเวลาของเหตุการณ์อื่น ๆ ในชีวิตของเปาโลได้

       เปาโลเกิดที่เมืองทาร์ซัส ในแคว้นซีลีเซีย (กจ 9:11; 21:39; 22:3) ประมาณปี    ค.ศ. 10 ในทศวรรษแรกของคริสตกาล จากครอบครัวชาวยิวเผ่าเบนยามิน (รม 11:1;     ฟป 3:5) มีสัญชาติโรมัน (กจ 16:37ฯ; 22:25-28; 23:27) เมื่อเป็นหนุ่ม เปาโลศึกษา     พระคัมภีร์อย่างละเอียดตามแบบของฟาริสีผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นธรรมบัญญัติของโมเสส เป็นพื้นฐาน หนังสือกิจการอัครสาวกกล่าวว่า เปาโลศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเยรูซาเล็มกับ กามาลิเอล ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น หนังสือกิจการอัครสาวก      ยังบอกเราอีกว่าเปาโลเบียดเบียนพระศาสนจักรยุคเริ่มต้น (กจ 22:4ฯ; 26:9-12; กท 1:13;  ฟป 3:6)  มีส่วนรู้เห็นในการตายเป็นมรณสักขีของสเทเฟน  (กจ 7:58; 22:20;) เบียด    เบียนคริสตชนชาวยิวที่พูดภาษากรีก ซึ่งแยกตัวจากลัทธิยิวที่เน้นพระวิหารกรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลาง (กจ 8:3; 22:4; กท 1:13) แต่ขณะเดินทางไปยังเมืองดามัสกัส ประมาณปี ค.ศ. 34 พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพปรากฏพระองค์ให้เปาโลเห็นและเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่าน พระผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพทรงทำให้เปาโลเข้าใจความจริงของความเชื่อคริสตชน และทรงแจ้งว่าพระองค์ทรงเลือกสรรเขาให้เป็นอัครสาวกของคนต่างชาติ      (กจ 9:3-16 //; กท 1:12,15ฯ) นับตั้งแต่นั้น เปาโลอุทิศชีวิตเพื่อรับใช้พระคริสตเจ้าผู้ทรงเลือกท่านให้ติดตามพระองค์ (ฟป 3:12) หลังจากที่ใช้เวลาระยะหนึ่งในอาราเบียเปาโลกลับมายังเมืองดามัสกัส (กท 1:17) และเริ่มเทศน์สอนที่นั่น (กจ 9:20) ต่อมาในราวปี ค.ศ. 39 ท่านเดินทางผ่านกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาสั้น ๆ (กจ 9:26-29; กท 1:18) แล้วจึงออกเดินทางไปยังซีเรียและซีลิเซีย (กจ 9:30; กท 1:21) จนกระทั่งบารนาบัสไปเรียกตัวมาที่เมือง       อันทิโอก และทั้งสองคนเทศน์สอนที่นั่น (กจ 11:25ฯ; และเทียบ 9:27)

         การเดินทางเพื่องานธรรมทูตครั้งแรก (ค.ศ. 45-49) เปาโลไปที่เกาะไซปรัส แคว้นปัมฟีเลีย ปิสิเดียและลิคาโอเนีย (กจ 13-14) ท่านเริ่มใช้ชื่อกรีก “เปาโล” แทนชื่อยิว “เซาโล” (กจ 13:9) ในตอนแรกเปาโลเป็นเพียงผู้ช่วยบารนาบัส แต่ในการเดินทางเพื่องานธรรมทูตเปาโลน่าจะมีบทบาทมากจนกลายเป็นผู้นำบารนาบัส  (กจ 14:12) ต่อมาในปี ค.ศ. 49 คือสิบสี่ปีหลังจากการกลับใจ เปาโลขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม (กท 2:1) ท่านกับบารนาบัสได้รับการยอมรับว่าเป็นอัครสาวกของคนต่างชาติจากผู้นำพระศาสนจักรที่นั่น ซึ่งเป็น "อัครสาวกของผู้ที่เข้าสุหนัต" (กท 2:9-10) เราจะกล่าวถึงวันเวลาของการเดินทางเพื่องานธรรมทูตครั้งที่สอง (ค.ศ. 50-52: กจ 15:36-18:22) และครั้งที่สาม (ค.ศ. 53-58; กจ 18:23-21:17) ในภายหลังเมื่อจะพูดถึงจดหมายที่ท่านเขียนขึ้นในระหว่างการเดินทาง เปาโลถูกจับกุมที่เยรูซาเล็มในปี ค.ศ. 58 (กจ 21:27-23:22) และถูกนำไปจำคุกที่เมืองซีซารียาในแคว้นปาเลสไตน์จนถึงปี  ค.ศ. 60 (กจ 23:23-26:32) ในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 60 นั้น เฟสตัสซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการควบคุมเปาโลส่งไปกรุงโรม (กจ 27:1-28:16) เปาโลอยู่ที่กรุงโรมเป็นเวลาสองปี (ค.ศ. 61-63, กจ 28:30) ข้อมูลแน่นอนเกี่ยวกับชีวิตของเปาโลจบลงที่นี่ ธรรมประเพณีโบราณซึ่งใช้ข้อมูลจาก จดหมายเกี่ยวกับการอภิบาลเล่าว่าเปาโลถูกขังอยู่สองปีหลังจากนั้นคดีของท่านถูก   ยกฟ้องเพราะขาดพยานหลักฐาน เปาโลจึงเดินทางกลับไปทางตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เคยวางแผนที่จะเดินทางไปเยือนสเปน (รม 15:24,28) (เราจะกล่าวในภายหลังว่า จดหมายเกี่ยวกับการอภิบาลทั้งสามฉบับนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากน้อยเพียงใด) ธรรมประเพณียังเล่าอีกว่าเปาโลถูกจองจำที่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่งและถูกประหารเป็นมรณสักขีในปี ค.ศ. 67

2. อุปนิสัยของเปาโล

2. อุปนิสัยของเปาโล

           ผู้อ่านเข้าใจอุปนิสัยของเปาโลและลำดับเหตุการณ์ในชีวิตของท่านอย่างชัดเจนจากจดหมายที่ท่านเขียนและจากหนังสือกิจการอัครสาวก

        เปาโลเป็นบุคคลที่อุทิศตนอย่างมาก มุ่งมั่นจะบรรลุถึงอุดมการณ์ไม่ว่าจะลำบากเพียงใด สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับท่านคือพระเจ้า และในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าเปาโลปฏิเสธการประนีประนอมทุกชนิด เพราะความเด็ดเดี่ยวท่านจึง    เบียดเบียนผู้ที่ท่านถือว่าเป็นศัตรูของพระเจ้า (ดู กจ 24:5,14) และต่อมาได้เทศน์ประกาศพระคริสตเจ้าเป็นพระผู้ไถ่สากลโลกแต่พระองค์เดียว ท่านรับใช้พระผู้ไถ่ พระองค์นี้อย่างสุดจิตสุดใจด้วยความเสียสละตลอดชีวิตหลังจากกลับใจ ท่านรู้ดีว่าตนได้รับมอบหมายให้ทำงานใด (1 คร 9:16) และไม่ยอมให้สิ่งใดมาขัดขวางการทำงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบาก ความเหน็ดเหนื่อย ความทุกข์ทรมาน ความยากจน หรือการเสี่ยงตาย (1 คร 4:9-13; 2 คร 4:8ฯ; 6:4-10; 11:23-27) ความยากลำบากเหล่านี้มิได้ทำให้ความรักของท่านต่อพระเจ้าหรือต่อพระคริสตเจ้าลดน้อยลง (รม 8:35-39) ตรงกันข้ามกลับทำให้ท่านยินดีรับความยากลำบากดังกล่าว เพราะช่วยท่านให้คล้ายกับพระอาจารย์ผู้ทรงรับทรมานและถูกตรึงบนไม้กางเขน (2 คร 4:10ฯ; ฟป 3:10ฯ) เปาโลรู้ดีว่า กระแสเรียกที่ท่านได้รับนั้นไม่เหมือนของผู้ใด ทำให้ท่านมีความใฝ่ฝันอย่างมาก แต่ไม่ทำให้ท่านหยิ่งยโส เปาโลภูมิใจในความรับผิดชอบดูแล กลุ่มคริสตชนหลายกลุ่ม แต่ยังมีความถ่อมตนโดยจริงใจ (2 คร 11:28 เทียบกับ คส 1:24ฯ) ท่านอ้างไว้ว่า ท่านทำงานธรรมทูตมากกว่าคนอื่น (1 คร  15:10 เทียบกับ 2 คร 11:5) และยังกล้าเสนอตนเป็นแบบฉบับสำหรับคริสตชนที่ท่านสอนให้กลับใจ
(2 ธส 3:7 เชิงอรรถ b) ท่านไม่เคยลืมว่า ตนเป็นอัครสาวกที่ไม่สมควรที่สุด เพราะเคยเบียดเบียนพระศาสนจักรของพระคริสตเจ้า กิจการใหญ่ทั้งหลายที่ท่านทำสำเร็จ ท่านเห็นว่าเป็นพระหรรษทานของพระเจ้าที่ทำงานในตัวท่าน (1 คร 15:10;  2 คร 4:7; ฟป 4:13; คส 1:29)

          เปาโลเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวแสดงความอ่อนไหวต่อผู้ที่ท่านสอนให้กลับใจ มีความจริงใจต่อคริสตชนชาวฟีลิปปี (ฟป 1:7ฯ; 4:10-20) มีความรักล้ำลึกสำหรับคริสตชนชาวเอเฟซัส (กจ 20:17-38) แสดงความเกรี้ยวกราดกับคริสตชนชาวกาลาเทียซึ่งกำลังจะละทิ้งความเชื่อ (กท 1:6; 3:1-3) และความรู้สึกผิดหวังเมื่อรู้ว่า คริสตชนชาวโครินธ์เริ่มทะนงตนถือดีและมีความโลเล (2 คร 12:11-13:10)  บางครั้งเปาโลพูดประชดคนที่ท่านเห็นว่ามีความเชื่อไม่ลึกซึ้ง (1 คร 4:8; 2 คร 11:7; 12-13) บางครั้งพูดตรงไปตรงมา(1 คร 3:1-3; 5:1-2; 6:5; 11:17-22; 2 คร 11:3ฯ; กท 3:1-3; 4:11) แต่ท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อความดีของคนเหล่านั้น (2 คร 7:8-13) และหลังจากแสดงอารมณ์เหล่านี้แล้ว ท่านจะแสดงความอ่อนโยนใหม่อีกครั้งหนึ่ง (2 คร 11:1-2; 12:14ฯ) มีความรู้สึกเหมือนบิดา  (1 คร 4:14ฯ; 2 คร 6:13 เทียบกับ 1 ธส 2:11; ฟม 10 ) หรือเหมือนมารดาก็ว่าได้    (กท 4:19; 1 ธส 2:7) ปรารถนาอย่างมากที่จะแสดงความรักเหมือนแต่ก่อน  (2 คร 7:11-13; กท 4:12-20)

          เปาโลจะแสดงความโกรธอย่างดุดันต่อผู้ที่ชักชวนคริสตชนของท่านให้หลงผิด ทั้งชาวยิวเคร่งศาสนา ซึ่งขัดขวางคริสตชนที่พูดภาษากรีกอย่างรุนแรงและต่อต้าน   เปาโลในทุกที่ที่ท่านไป (กจ 13:45,50; 14:2,19; 17:5,13; 18:6; 19:9; 21:27) และ คริสตชน "ชาวยิว" ที่ยังนิยมลัทธิยิวต้องการให้ผู้ติดตามพระคริสตเจ้าทุกคนถือตามธรรมบัญญัติของโมเสสอีกด้วย (กท 1:7; 2:4; 6:12ฯ) เปาโลไม่เคยเห็นแก่หน้าคนพวกนี้เลย (กท 5:12; ฟป 3:2; 1ธส 2:15ฯ) แม้ว่าเปาโลไม่คิดว่าตนเป็นใหญ่ แต่ท่านรู้สึกว่าตนเป็นอาวุธซึ่งไม่มีผู้ใดต้านทานได้ที่พระเจ้าทรงใช้ปราบผู้ต่อต้านที่ทะเยอทะยาน หยิ่งยโสและมีจิตใจรักโลก (2 คร 10:1- 12:12) ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่ตัวของเปาโลเป็นอาวุธของพระเจ้า (กจ 18:3 เชิงอรรถ d) ผู้รู้เสนอแนวคิดว่าผู้คนที่เปาโลประณามอย่างรุนแรงนั้นคือบรรดาอัครสาวกอาวุโสที่กรุงเยรูซาเล็มเอง แต่ กท 2 บอกเราว่า  เปาโลเคารพอำนาจของบรรดาอัครสาวกซึ่งปกครองดูแลกลุ่มคริสตชนชาวยิวในบริเวณกรุงเยรูซาเล็มอยู่เสมอ ขณะที่ท่านต่อต้านอิทธิพลของศิษย์บางคนของบรรดาอัครสาวกเหล่านี้ในกลุ่มคริสตชนที่มาจากคนต่างศาสนาซึ่งท่านก่อตั้งขึ้น เปาโลอ้างเพียงแต่ว่าท่านเป็นพยานถึงพระคริสตเจ้ามากเท่ากับที่คนเหล่านั้นเป็น (1 คร 9:1; 15:8-11;    กท 1:11ฯ) แม้เมื่อขัดแย้งกับเปโตรแล้ว (กท 2:11-14) ท่าทีของท่านก็ยังมีลักษณะปรองดอง ท่านรวบรวมเงินบริจาคเพื่อคริสตชนยากจนในกรุงเยรูซาเล็ม (กท 2:10) เพราะต้องการพิสูจน์ว่า คริสตชนต่างชาติก็เป็นหนึ่งเดียวกันกับคริสตชนของ พระศาสนาจักรแม่อย่างแท้จริง (รม 15:25ฯ; 2 คร 8:14; 9:12-13) แม้ว่าเงินบริจาคนั้นจะไม่ได้รับการตอบรับก็ตาม (กจ 21:17-25)

3. เปาโลผู้เทศน์สอน

3. เปาโลผู้เทศน์สอน

         สาระสำคัญของเรื่องที่เปาโลเทศน์สอนคือ "ข่าวดีซึ่งบรรดาอัครสาวกประกาศสอน" (apostolic kerygma) (กจ 2:22 เชิงอรรถ n) คือการประกาศว่าพระคริสตเจ้าถูกตรึงกางเขนและกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้    (1 คร 2:2; 15:3-4; กท 3:1) คำสอนที่เปาโลเรียกว่าเป็นข่าวดี "ของตน" (รม 2:16; 16:25) ก็คือความเชื่อเดียวกันกับของบรรดาอัครสาวกอื่น ๆ (กท 1:6-9; คส 1:5-7) ต่างกันเพียงในเรื่องที่เปาโลไม่มีข้อจำกัดในการรับคนต่างชาติเข้าเป็นคริสตชน งานธรรมทูตครั้งแรกของเปาโลตามที่เล่าไว้ใน กจ 11 นั้น เริ่มขึ้นที่เมืองอันทิโอกในกลุ่ม คริสตชนต่างชาติที่คริสตชนชาวยิวพูดภาษากรีกเทศน์สอนให้กลับใจ "คริสตชนชาวยิวพูดภาษากรีกเหล่านี้กระจายไปหลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อสเทเฟนถูกประหารชีวิต" (กท 1:16; 2:7-9) เปาโลยอมรับและบางครั้งยังอ้างถึงธรรมประเพณีของบรรดาอัครสาวก (1 คร 11:23; 15:3-7) ซึ่งท่านรู้ดีว่ามีอยู่ก่อนแล้ว เปาโลคงไม่เคยพบกับพระเยซูเจ้าในเวลาที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ในโลก (ดู 2 คร 5:16 เชิงอรรถ g ) แต่ท่านก็คุ้นเคยกับคำสั่งสอนของพระองค์ (กจ 20:35; 1 คร 7:10ฯ;    1 ธส 4:15) และกล่าวอ้างอย่างมั่นใจว่าได้เห็นพระคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพ ไม่เพียงแต่เมื่อเดินทางไปเมืองดามัสกัสเท่านั้น (กจ 9:17; 22:14ฯ; 26:16; 1 คร 9:1; 15:8) แต่เห็นพระองค์หลายครั้งในโอกาสต่อ ๆ มาอีกด้วย (กจ 22:17-21; 26:16) ท่านยังได้รับการเปิดเผยโดยตรง เคยเข้าฌาน (2 คร 12:1-4) แต่ในเวลาเดียวกัน ท่านยังเรียกคำสอนที่ได้รับจากธรรมประเพณีของบรรดาอัครสาวกว่า เป็นการสื่อโดยตรงจากองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย (1 คร 11:23; กท 1:12)

          ประสบการณ์เชิงฌานเหล่านี้ มีบางคนคิดว่าเกิดขึ้นจากอารมณ์อ่อนไหวและไม่ปกติของเปาโล แต่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เราไม่อาจชี้ชัดว่าโรคที่หน่วงเหนี่ยวตัวท่านไว้ในแคว้นกาลาเทียนั้น (กท 4:13-15) เป็นโรคใด สำนวนที่ว่า "หนามที่แทงข้างตัวข้าพเจ้า" (2 คร 12:7) อาจจะหมายถึงการเป็นศัตรูคู่อริอย่างต่อเนื่องของชาวยิวซึ่งเป็นพี่น้องของท่าน "ตามธรรมชาติ" (รม 9:3) เปาโลไม่น่าจะมีจินตนาการมากนัก ตามที่เห็นได้จากการใช้ภาพปรียบเทียบน้อยมากและภาพที่ใช้ก็เป็นภาพธรรมดา เช่นการแข่งขันกรีฑา (1 คร 9:24-27; ฟป 3:12-14) และทะเล เปาโลใช้ภาพพจน์เรื่องกสิกรรม (1 คร 3:6-8) และการก่อสร้าง (รม 15:20; 1 คร 3:10-17) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาจนมักจะนำเอามาปนกัน (1 คร 3:9; คส 2:7 เทียบกับ คส 2:19) แต่อัจฉริยภาพของท่านอยู่ในการคิดตามเหตุผลมากกว่าในจินตนาการ แม้แต่เมื่อใช้อารมณ์เปาโลก็ยังคิดตามเหตุผล อย่างเคร่งครัดในการอธิบายคำสอน และรู้จักปรับคำสอนให้เข้ากับความต้องการของผู้ฟัง ความจำเป็นที่จะต้องปรับคำสอนให้เข้ากับโอกาสนี้ทำให้เปาโลนำ "ข่าวดีที่บรรดาอัครสาวกประกาศสอน" มาวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา จึงเกิดเป็นเทววิทยาลึกซึ้งที่เราได้รับมาจนทุกวันนี้ เปาโลใช้เหตุผลอ้างตามวิธีการของอาจารย์ชาวยิวดังที่ท่านได้รับการฝึกฝนในปัจจุบันเราอาจไม่คุ้นเคยกับการใช้เหตุผลลักษณะนี้ (เช่นใน กท 3:16;       4:21-31) อัจฉริยภาพของท่านไม่ถูกจำกัดอยู่ในธรรมประเพณีที่ท่านได้รับถ่ายทอดมา วิธีคิดตามแบบโบราณเหล่านี้มิได้ทำให้คำสอนของท่านมีความลึกซึ้งน้อยลง

          เปาโลเป็นชาวยิวได้รับการศึกษาพื้นฐานจากวัฒนธรรมกรีก ซึ่งคงจะได้รับในวัยเด็กที่เมืองทาร์ซัส อิทธิพลนี้เห็นได้ชัดเจนทั้งในวิธีการคิด และในวิธีการเขียนของท่านอีกด้วย บางครั้งท่านยกข้อความจากนักเขียนกรีก (กจ 17:28; 1 คร 15:33) และคุ้นเคยกับปรัชญาลัทธิสโตอิกแบบชาวบ้าน ซึ่งท่านขอยืมความคิดบางอย่างมาใช้ เช่นเรื่องวิญญาณที่แยกจากร่างกายและถูกกำหนดไว้สำหรับอีกโลกหนึ่งใน 2 คร 5:6-8 หรือเรื่องบูรณภาพของจักรวาลใน คส และสูตรตายตัวต่าง ๆ (รม 11:36; 1 คร 8:6) เปาโลขอยืมวิธีการถามตอบสั้น ๆ (รม 3:1-9,27-31) การรวมคำเข้าด้วยกันจากพวกไซนิกและ    สโตอิก (2 คร 6:4-10) ตลอดจนการใช้วลียาว ๆ มารวมเรียงกันเป็นคลื่นลูกแล้วลูกเล่า

(อฟ 1:3-14;  คส 1:9-20) ก็เคยมีใช้อยู่แล้วในวรรณกรรมทางศาสนาของกรีก ภาษากรีกเป็นภาษาที่สองของเปาโล (ดู กจ 21:40) ท่านใช้ได้คล่องแคล่วแม้จะมีสำนวนเซมิติกแทรกเข้ามาบ้างบางครั้ง ภาษากรีกของเปาโลเป็นภาษากรีกสามัญที่ใช้กันทั่วไปในสมัยนั้น แต่อยู่ในระดับของผู้ไม่ได้รับการศึกษา เปาโลไม่เคยคิดพยายามที่จะใช้ภาษาสละสลวยแบบ  อัตติก และท่านจงใจไม่ใช้วาทศิลป์ เพื่อผู้ฟังจะได้มีความเชื่อไม่ใช่เพราะรูปแบบของภาษาที่ใช้ แต่เพราะเนื้อหาของข่าวดีที่ต้องเชื่อและเพราะเครื่องหมายซึ่งพระจิตเจ้าทรงสัญญาจะประทานให้เพื่อรับรองข่าวดีนั้น (รม 15:18; 1 คร 2:4ฯ; 1 ธส 1:5)  การไม่สนใจในความสละสลวยของภาษาเป็นเหตุผลหนึ่งที่บางครั้งเปาโลเขียนผิดไวยากรณ์ หรือเขียนไม่จบประโยค (1 คร 9:15) เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ บางครั้งท่านคิดเร็วและใช้อารมณ์มากเกินไป เหตุผลประการที่สามคือ ตามปกติ เปาโลมักให้คนอื่นเป็นคนเขียนตามคำบอก (รม 16:22) ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติของสมัยนั้น จะมีข้อยกเว้นก็น้อยมาก (ฟม 19) ท่านเพียงแต่เขียนคำทักทายลงท้ายแทนการลงนามกำกับเท่านั้น ( 1 คร 16:21; กท 6:11; คส 4:18; 2 ธส 3:17) มีข้อความบางตอนในจดหมายของเปาโลที่เขียนขึ้นโดยคิดและตริตรองเป็นเวลานาน (ตัวอย่างเช่น คส 1:15-20) แต่ส่วนใหญ่แล้ว จดหมายของท่านชวนให้คิดว่าเขียนขึ้นโดยฉับพลันและไม่มีการทบทวนแก้ไขทั้ง ๆ ที่มีข้อบกพร่องหรืออาจเป็นเพราะความบกพร่องทางวรรณกรรมที่ทำให้ประโยคของเปาโลมีชีวิตชีวาและมีความหมายหนักแน่น จดหมายของเปาโลอ่านเข้าใจยาก (2 ปต 3:16) ความคิดลึกซึ้งที่รีบเขียนก็เข้าใจยากเสมอ แต่ข้อความบางตอนของเปาโลสื่อความหมายทางศาสนาและวรรณกรรมได้อย่างดีน่าพิศวง

          จดหมายของเปาโลไม่ได้มุ่งเป็นตำราสอนเทววิทยา จดหมายส่วนใหญ่เป็น คำตอบที่เปาโลให้กับปัญหาเฉพาะหน้าบางเรื่องที่เกิดขึ้นในกลุ่มคริสตชนที่ท่านเขียนถึง จดหมายเหล่านี้จะเริ่มต้นตามแบบจดหมายทั่วไป (รม 1:1 เชิงอรรถ a) แต่ไม่อาจจัดเข้าในประเภทจดหมายส่วนตัว หรือ “สาสน์” ทางวรรณกรรม จดหมายเหล่านี้เป็นคำสั่งสอนของเปาโลที่มุ่งสอนกลุ่มผู้อ่านกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ยังมุ่งถึงผู้มีความเชื่อทุกคนโดยทั่วไปอีกด้วย จดหมายของเปาโลไม่ได้อธิบายคำสอนของท่านอย่างเป็นระบบโดยครบถ้วน เพราะคิดว่าผู้อ่านได้รับคำสอนที่เปาโลเคยเทศน์สอนโดยตรงแล้ว จดหมายเพียงแต่ขยายความและอธิบายคำสอนบางเรื่องเท่านั้น แต่ก็มิได้ลดคุณค่าของจดหมายเหล่านี้ ความลึกซึ้งและขอบข่ายของจดหมายทำให้เรารู้สาระสำคัญของการเทศน์สอนของเปาโลได้ทั้งหมด เปาโลจะมีเหตุผลใดในการเขียน หรือเขียนถึงใคร  คำสอนพื้นฐานก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือพระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์และกลับคืน     พระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เปาโลเป็นทุกสิ่งสำหรับทุกคน (1 คร 9:19-22) ท่านปรับหลักคำสอนพื้นฐานข้อนี้ให้เข้ากับผู้ฟัง พัฒนาและขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บางครั้งเปาโลถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่มีแนวคิดของตนเองเลือกใช้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันหรือที่ขัดแย้งกันตามสภาพแวดล้อมที่พบ ไม่สนใจความจริงเท่ากับที่จะชักชวนผู้อื่นให้เชื่อในพระคริสตเจ้า ท่านยังถูกกล่าวหาอีกว่าเป็นคนมีความคิดที่ไม่เปิดกว้าง ถูกครอบงำด้วยภาพนิมิตที่ทำให้ท่านกลับใจ และไม่ปล่อยให้ความคิดของตนพัฒนายิ่งขึ้น แต่ความจริงในข้อกล่าวหาทั้งสองนี้คือเทววิทยาของเปาโลมีแนวความคิดเดียวกัน แต่พัฒนาโดยการนำของพระจิตเจ้า ผู้ทรงดลใจกิจการที่เปาโล กระทำในฐานะเป็นอัครสาวก เราควรอ่านจดหมายของเปาโลตามลำดับที่เขียนขึ้น เพื่อจะเห็นการพัฒนาความคิดของเปาโล ลำดับของจดหมายที่พิมพ์อยู่ในพระคัมภีร์เป็นลำดับตามธรรมประเพณีซึ่งจัดจดหมายต่าง ๆ เรียงตามความยาวที่ลดหลั่นลงมา

4. การเดินทางและจดหมายของเปาโล

4.1 จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา ฉบับที่ 1 และ 2 (ค.ศ. 50-51)

4.1 จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา ฉบับที่ 1 และ 2 (ค.ศ. 50-51)

       จดหมายฉบับแรก ๆ ที่เปาโลเขียนเป็นจดหมายถึงผู้ที่เปาโลเทศน์สอนให้กลับใจที่เมืองเธสะโลนิกาในฤดูร้อนปี ค.ศ. 50 ระหว่างการเดินทางเพื่องานธรรมทูตครั้งที่สอง (กจ 17:1-10) เนื่องจากชาวยิวบางคนแสดงตนเป็นศัตรู เปาโลจึงเดินทางต่อไปยังเมืองเบโรอาและจากที่นั่นเปาโลเดินทางต่อไปถึงกรุงเอเธนส์และเมืองโครินธ์    เปาโลน่าจะเขียน 1 ธส ที่เมืองนี้ในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ. 50-51 สิลาสและทิโมธีเป็นเพื่อนร่วมงานของเปาโลเมื่อท่านเขียนจดหมายฉบับนี้ ทิโมธีไปเยี่ยมคริสตชนที่เมืองเธสะโลนิกาอีกครั้งหนึ่ง และนำข่าวดีมาแจ้งว่าพวกเขารักษาความเชื่อไว้แม้ต้องถูกเบียดเบียน ดังนั้น เปาโลจึงเขียนจดหมายถึงพวกเขาใช้สำนวนแสดงความรักความเอ็นดูที่ปรากฏอยู่ในบทแรก ๆ ของจดหมาย (1-3) ต่อจากนั้น เปาโลแนะนำทางปฏิบัติบางประการ (4:1-12; 5:12-28) รวมทั้งตอบคำถามของพวกเขาเกี่ยวกับ   ชะตากรรมของผู้ตายและเกี่ยวกับการเสด็จกลับมาอย่างรุ่งเรืองของพระคริสตเจ้า (parousia) (4:13-5:11) ที่เมืองโครินธ์นี้เองหลังจากนั้นไม่กี่เดือน เปาโลอาจเขียน    2 ธส เพื่อให้ข้อแนะนำทางปฏิบัติบางประการเพิ่มเติม (1; 2:13-3:15) สอนเพิ่มเติมเรื่องเวลาของการเสด็จมาอย่างรุ่งเรืองและเครื่องหมายที่จะเกิดขึ้นก่อนการเสด็จมานั้น (2:1-12)

          1 และ 2 ธส มีลักษณะทางวรรณกรรมใกล้เคียงกันมากจนนักวิจารณ์บางคนคิดว่า 2 ธส เป็นจดหมายปลอมของบุคคลหนึ่งซึ่งซึมซับความคิดและลีลาการเขียนของเปาโล แต่จะอธิบายได้ยากว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น คำอธิบายที่น่าเชื่อมากกว่าน่าจะเป็นว่า เปาโลต้องการให้คำสอนเกี่ยวกับเรื่องอวสานกาลชัดเจนขึ้นจึงใช้ถ้อยคำและสำนวนจากจดหมายฉบับแรกมาเขียนจดหมายฉบับที่สอง จดหมายทั้งสองฉบับไม่ขัดแย้งกันแต่เสริมกัน และพระศาสนจักรในสมัยแรก ๆ ก็ยอมรับว่า ทั้งสองฉบับเป็นจดหมายที่เปาโลเขียนขึ้น

          จดหมายสองฉบับนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องมาจากคำสอนเกี่ยวกับอวสานกาล และยังเสนอความคิดบางข้อที่จะได้รับการอธิบายเพิ่มเติมอย่างละเอียดในจดหมายฉบับหลัง ๆ ในขั้นแรกนี้ เปาโลมีความคิดที่พยายามตอบคำถามว่าการกลับคืนพระชนมชีพและการเสด็จมาอย่างรุ่งเรืองของพระคริสตเจ้านำความรอดพ้นมาให้ผู้ติดตามพระองค์ทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ตายไปแล้วได้อย่างไร ( 1 ธส 4:13-18) เปาโลบรรยายการเสด็จกลับมาอย่างรุ่งเรืองนี้โดยใช้สำนวนที่ได้จากธรรมประเพณีดั้งเดิมของชาวยิวและจากวรรณกรรมวิวรณ์ของคริสตชนสมัยแรก (ตัวอย่างเช่น บทเทศน์ของพระเยซูเจ้าเรื่องอวสานกาลในพระวรสารสหทรรศน์ (ซีนอปติก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน มธ)  ครั้งหนึ่งเปาโลเน้นว่า เวลาของการเสด็จมานั้นแม้จะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าแต่ก็ใกล้จะมาถึงอยู่แล้ว จึงต้องคอยเฝ้าระวังอยู่เสมอ (1 ธส 5:1-11) การกล่าวเช่นนี้ชวนให้คิดว่าเปาโลและผู้อ่านจดหมายจะมีชีวิตอยู่จนได้เห็นเหตุการณ์นั้น (4:17) แต่ในครั้งอื่น ๆ (2 ธส 2:1-12) เปาโลพยายามลดความกังวลที่เกิดขึ้นจากข้อเขียนข้างต้นนี้โดยเตือนผู้อ่านว่า วันนั้นจะยังมาไม่ถึงจนกว่าจะมีเครื่องหมายบางประการเกิดขึ้นก่อน ผู้อ่านในสมัยแรกเข้าใจชัดว่าเครื่องหมายเหล่านี้คืออะไร แต่ไม่ชัดเจนสำหรับเราในปัจจุบัน เปาโลดูเหมือนจะถือว่า "คู่อริ" เป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งจะต้องรอจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของโลกก่อนที่จะปรากฏตัวได้ นักเขียนบางคนคิดว่า เปาโลใช้วลีที่ว่า "สิ่งที่ยังหน่วงเหนี่ยวเขาไว้" นั้น ( 2 ธส 2:6) หมายถึงจักรวรรดิโรมัน แต่บางคนคิดว่า ท่านหมายถึงการประกาศข่าวดี เราไม่อาจกำหนดความหมายให้ชัดเจนได้

4.2 จดหมายถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 และ 2 (ค.ศ. 57)

4.2 จดหมายถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 และ 2 (ค.ศ. 57)

          เปาโลเขียนจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาในช่วงเวลาสิบแปดเดือนที่ท่านใช้ประกาศข่าวดีที่เมืองโครินธ์ (กจ 18:1-18) ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 50 จนถึงกลางปี    ค.ศ. 52 นโยบายของเปาโลคือสถาปนาความเชื่อคริสตชนขึ้นตามศูนย์กลางที่มีประชากรหนาแน่น และที่นี่ท่านเลือกเมืองโครินธ์ซึ่งเป็นเมืองท่าใหญ่และมีพลเมืองมาก เพื่อความเชื่อจะแผ่ขยายจากที่นั่นไปจนทั่วแคว้นอาคายา (2 คร 1:1; 9:2) กลุ่มคริสตชนที่เปาโลก่อตั้งขึ้นนั้นขยายตัวเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นประกอบด้วยคนยากจนเป็นส่วนใหญ่ (1 คร 1:26-28) แต่เมืองโครินธ์เป็นทั้งศูนย์กลางใหญ่ของวัฒนธรรมกรีกที่ดึงดูดปรัชญาและศาสนาทุกประเภทมารวมกัน และเป็นเมืองที่มีความเสื่อมทางศีลธรรม เมืองโครินธ์เป็นสภาพแวดล้อมที่อาจสร้างปัญหาน่าลำบากใจสำหรับ      คริสตชนที่กลับใจใหม่ เปาโลเขียนจดหมายสองฉบับถึงคริสตชนที่เมืองโครินธ์ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้

          เป็นที่ชัดเจนว่า เปาโลเขียนจดหมายทั้งสองฉบับนี้อย่างไร แม้ว่ารายละเอียดบางประการยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ น่าจะมีจดหมายอีกฉบับหนึ่งก่อน       จดหมายสองฉบับที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ (1 คร 5:9-13) แต่ไม่ปรากฏว่าจดหมายฉบับแรกเขียนขึ้นเมื่อใดและจดหมายฉบับดังกล่าวก็ไม่ปรากฎมาถึงปัจจุบัน ระหว่างการเดินทางเพื่องานธรรมทูตครั้งที่สาม (กจ 19:1-20:1) ขณะที่เปาโลอยู่ที่เมืองเอเฟซัสเกือบสองปีครึ่ง (ค.ศ. 54-57) ตัวแทนของชาวโครินธ์กลุ่มหนึ่งมาพบเปาโลเพื่อถามปัญหาบางประการ (1 คร 16:17) เปาโลได้รับข่าวเกี่ยวกับชาวโครินธ์มาก่อนแล้ว   จากอปอลโล (กจ 18:27ฯ; 1 คร 16:12) และจากครอบครัวของคะโลเอ ( 1 คร 1:11) จึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องเขียนจดหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ 1 คร เปาโลคงเขียนจดหมายฉบับนี้ในระยะเวลาใกล้กับฉลองปัสกาปี ค.ศ. 57 (1 คร 5:7ฯ; 16:5-9 เทียบ กับ     กจ 19:21) หลังจากนั้นไม่นานเกิดวิกฤตการณ์บางอย่างขึ้นที่เมืองโครินธ์อีก และ  เปาโลจำเป็นต้องไปที่นั่นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แต่นำความทุกข์มาให้ (2 คร 1:23-2:1; 12:14; 13:1-2) ขณะที่อยู่ที่เมืองโครินธ์นั้นเปาโลสัญญาจะมาเยี่ยมอีกครั้งหนึ่งและอยู่นานกว่านั้น  (2 คร 1:15-16) แต่เปาโลไม่อาจไปตามที่สัญญาไว้ เปาโลมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปแทน แต่ผลที่เกิดขึ้นคือวิกฤตการณ์ครั้งที่สอง อำนาจที่เปาโลมอบให้ผู้แทนนั้นถูกท้าทาย (2 คร 2:5-10; 7:12)  เปาโลยังไม่ได้มาเยี่ยมตามที่สัญญาไว้ แต่ส่งจดหมายที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงเขียนขึ้น "ในความทุกข์ใจ" (2 คร 2:3ฯ,9) จดหมายฉบับที่สามนี้บังเกิดผลตามที่ต้องการ (2 คร 7:8-13) เปาโลได้รับรายงานข่าวดีนี้จาก ทิตัสหลังจากที่ออกเดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนียแล้ว (2 คร 2:12ฯ; 7:5-16) โดยต้องออกจากเมืองเอเฟซัสเพราะเกิดการจลาจลอย่างรุนแรงที่เราไม่รู้รายละเอียดมากนัก (กจ 19:23-40; 1 คร 15:32; 2 คร 1:8-10) บัดนี้ ประมาณปลายปี ค.ศ. 57 เปาโลเขียน 2 คร หรือส่วนหนึ่งของจดหมายฉบับนี้ (1:1-6:13; 7:2-16 ดูข้างล่าง) หลังจากนั้น ท่านคงเดินทางผ่านเมืองโครินธ์ (กจ 20:1ฯ; ดู 2 คร 9:5; 12:14; 13:1,10) เพื่อไปยังกรุงเยรูซาเล็มและถูกจับกุมที่นั่นในวันเปนเตกอสเต

          มีผู้เสนอความคิดเห็นว่า 2 คร 6:14 -7:1 น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของจดหมายฉบับแรกที่ขาดหายไป และ 2 คร 10-13 เป็นส่วนหนึ่งของจดหมายที่เขียนขึ้น "ในความทุกข์ใจ" เป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่า ข้อความทั้งสองตอนนี้เป็นส่วนของจดหมายสองฉบับดังกล่าว แต่ค่อนข้างแน่นอนว่า ข้อความทั้งสองนี้ไม่ได้อยู่ในบริบทเดิม ข้อความตอนแรกน่าจะถูกแทรกเข้ามา 2 คร 7:2 เน้นความต่อเนื่องกับ 6:13 อย่างดี และ 6:14 -7:1 มีลักษณะคล้ายกับวรรณกรรมของพวกเอสเซนที่พบที่คุมราน ข้อความดุดันที่สอง       (2 คร 10-13) น่าจะอยู่นอกจดหมายฉบับนี้อย่างแน่นอนเพราะขัดกับสำนวนแสดงความเป็นมิตร 9 บทก่อนหน้านั้น นอกจากการอยู่ผิดที่ของสองตอนที่กล่าวถึงนี้แล้ว ยังต้องกล่าวอีกว่า 9:1 น่าจะไม่มีความหมายหลังจากข้อความในบทที่ 8 ที่กล่าวถึงการเก็บเงินบริจาค บทที่ 9 นี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของจดหมายอีกฉบับหนึ่ง ข้อความต่าง ๆ เหล่านี้เขียนขึ้นในโอกาสต่างกัน และต่อมาข้อความเหล่านี้ถูกนำมารวมเข้าไว้ใน      จดหมายฉบับเดียวกันเมื่อมีการรวบรวมข้อเขียนของเปาโล

          รายละเอียดที่เปาโลกล่าวถึงตนและวิธีปฏิบัติต่อบรรดาคริสตชนในจดหมายถึงชาวโครินธ์ มีความสำคัญในด้านคำสอนเช่นเดียวกับ 1 คร โดยเฉพาะให้ข้อมูลที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่กลุ่มคริสตชนกำลังเผชิญอยู่ และบอกให้รู้ถึงข้อตกลงเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น ในส่วนที่เป็นปัญหาภายในกลุ่มคริสตชน มีปัญหาเรื่องความประพฤติทางศีลธรรม (1 คร 5:1-13; 6:12-20) เรื่องการสมรสและการถือพรหมจรรย์ (7:1-40) เรื่องการชุมนุมเพื่อประกอบพิธีกรรมและศีลมหาสนิท เรื่องพระคุณของพระจิตเจ้า (12:1-14:40) ส่วนปัญหาความสัมพันธ์ของพระศาสนจักรและโลกคือปัญหาที่คริสตชนขึ้นศาลบ้านเมือง (6:1-11) และการกินอาหารที่ถวายแด่รูปเคารพ (บทที่ 8-10) เปาโลจึงเป็นบุคคลอัจฉริยะด้านศาสนาที่ทำให้ปัญหาทางมโนธรรมส่วนตนหรือคำสอนทางพิธีกรรมเป็นสื่อสอนอย่างลึกซึ้งเรื่องเสรีภาพแบบคริสตชน เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของร่างกาย เรื่องความรักเป็นคุณธรรมสูงสุดของคุณธรรมทั้งหลาย  และเรื่องของความชิดสนิทกับพระคริสตเจ้า เมื่อถูกบังคับให้ต้องปกป้องตำแหน่ง อัครสาวกของตน ( 2 คร 10-13) เปาโลเขียนข้อความอย่างน่าฟังเกี่ยวกับศักดิ์ศรี ภารกิจการเป็นอัครสาวก ( 2 คร 1:12-6:10) และพูดถึงเรื่องการเรี่ยไร (2 คร 8-9) เรื่องนี้ได้รับการพิจารณาโดยคำนึงถึงอุดมคติของการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของกลุ่มคริสตชนต่าง ๆ พื้นฐานหลักคำสอนเรื่องอวสานกาลยังคงอยู่ในความคิดของ เปาโลเสมอ และเป็นมุมมองที่เปาโลใช้เพื่ออธิบายเรื่องการกลับคืนชีพของร่างกาย
(1 คร 15) ในจดหมายฉบับนี้ เปาโลไม่ใช้ภาพเปรียบเทียบตามแบบที่ได้ใช้ใน 1 และ 2 ธส แต่ใช้เหตุผลทางปรัชญา เพื่อสนับสนุนหลักคำสอนที่นักคิดชาวกรีกยอมรับได้ยาก การปรับพระวรสารให้เข้ากับวัฒนธรรมอื่นที่ไม่ใช่วัฒนธรรมยิว เห็นได้ชัดเจนในความขัดแย้งของความเขลาเรื่องไม้กางเขนและความเฉลียวฉลาดแบบกรีก คริสตชนที่เมืองโครินธ์แบ่งเป็นพรรคเป็นพวก แต่ละพวกต่างภูมิใจผู้นำของตน โอ้อวดความสามารถของเขา เปาโลเตือนพวกเขาว่า มีพระอาจารย์เพียงพระองค์เดียวคือ     พระคริสตเจ้า มีข่าวดีแต่เพียงข้อเดียวคือไม้กางเขน มีปรีชาญาณแท้เพียงอย่างเดียว (1 คร 1:10-4:13) สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเปาโลก็ยังยึดมั่นเรื่องอวสานกาลเป็นอันดับแรก ความคิดของเปาโลพัฒนาเน้นว่าชีวิตของเราในโลกปัจจุบันนี้ก็คือชีวิตเป็นหนึ่งเดียวระหว่างพระคริสตเจ้าและบรรดาศิษย์ การเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้สำเร็จได้อาศัยความเชื่อ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่เรารู้จักพระองค์ได้ แต่เปาโลจะเข้าใจเรื่องชีวิตอาศัยความเชื่อนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์กับชาวยิวในแคว้นกาลาเทีย

4.3 จดหมายถึงชาวกาลาเทียและถึงชาวโรม : ค.ศ. 57-58

4.3  จดหมายถึงชาวกาลาเทียและถึงชาวโรม : ค.ศ. 57-58

         จดหมายที่เปาโลเขียนถึงคริสตชนชาวกาลาเทียและชาวโรมควรจะนำมาพิจารณาควบคู่กัน เพราะจดหมายทั้งสองฉบับนี้วิเคราะห์ปัญหาเดียวกัน จดหมายถึงชาวกาลาเทียเป็นปฏิกิริยาฉับพลันของเปาโลต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่จดหมายถึงชาวโรมเป็นการอธิบายตามลำดับอย่างสมบูรณ์กว่าและโดยไม่มีอารมณ์ซึ่งเกิดจากปัญหาขัดแย้งที่ผ่านมา ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของจดหมายสองฉบับนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่จะไม่จัดว่าจดหมายนี้เขียนขึ้นในระยะแรก (ก่อนปี ค.ศ. 49 ในช่วงประชุมสังคายนาที่กรุงเยรูซาเล็ม) ตามที่นักพระคัมภีร์บางคนสันนิษฐาน โดยให้เหตุผลว่า การไปกรุงเยรูซาเล็มครั้งที่สองของเปาโล (กท 2:1-10) คือการไปที่นั่นเป็นครั้งที่สองดังที่กล่าวไว้ใน (กจ 11:30; 12:25) และไม่ใช่ครั้งที่สาม (กจ 15:2-30) เพราะรายละเอียดหลายประการในหนังสือกิจการอัครสาวกแตกต่างไปจากรายละเอียดที่เปาโลให้ไว้ เหตุผลที่พวกเขาอ้างอีกข้อหนึ่งคือ เปาโลน่าจะไม่รู้ถึงข้อกำหนดของสังคายนาครั้งนี้ (กจ 15:20, 29 ดู กท 2:6) จดหมายถึงชาวกาลาเทียนี้ จึงต้องเขียนขึ้นก่อนสังคายนา พวกเขาให้เหตุผลว่า ความยุ่งยากทั้งหลายจะหมดไปถ้าเรายอมรับว่า "ชาวกาลาเทีย" คือคริสตชนชาวแคว้นลิคาโอเนียและปิสิเดีย ที่เปาโลประกาศพระวรสารในระหว่างการเดินทางธรรมทูตครั้งแรกที่เปาโลใช้เส้นทางเดียวกันทั้งไปและกลับ ซึ่ง (กท 4:13) อาจจะทำให้เข้าใจได้ถึงการเยี่ยมสองครั้ง แต่สมมติฐานนี้มีหลักฐานสนับสนุนน้อยมาก นอกจากความจริงที่ว่า แคว้นลิคาโอเนียและปิสิเดียเคยเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลกาลาเทียของอาณาจักรโรมัน ในปี 36-25  ก่อนคริสตกาล แต่ในศตวรรษแรกของคริสตศักราช "กาลาเทีย" มักจะหมายถึงแคว้นกาลาเทียจริงซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแคว้นลิคาโอเนียและปิสิเดีย ดังนั้น จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเรียก

           พลเมืองของแคว้นทั้งสองว่าเป็น “ชาวกาลาเทีย” (กท 3:1) สมมติฐานนี้ไม่จำเป็นต้องมี   การไปกรุงเยรูซาเล็มครั้งที่สองที่กล่าวถึงใน (กท 2:1-10) อาจนับได้ว่าเป็นครั้งเดียวกันกับการไปครั้งที่สามที่กล่าวไว้ใน (กจ 15) ดีกว่าจะนับว่าเป็นการไปครั้งที่สองที่กล่าวถึงใน (กจ 11:30; 12:25) เหตุผลของความแตกต่างอาจเป็นว่า    เปาโลเห็นว่าการไปครั้งที่สองในกิจการอัครสาวกไม่สำคัญมากนัก จึงไม่กล่าวถึงใน กท หรือการไปครั้งนี้เป็นเพียงการเล่าซ้ำของลูกาเพราะเหตุผลทางวรรณกรรมเท่านั้น   (ดู ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือกิจการอัครสาวก และ กจ 11:30 เชิงอรรถ p) ดังนั้นจดหมายถึงชาวกาลาเทียจึงเขียนขึ้นหลังจากสังคายนาที่กรุงเยรูซาเล็มอย่างแน่นอน เหตุผลที่เปาโลไม่กล่าวถึงข้อกำหนดของสังคายนาอาจจะเป็นเพราะว่า ข้อกำหนดนี้เขียนขึ้นภายหลังจดหมายถึงชาวกาลาเทีย หรือว่าเปาโลได้รู้ถึงข้อกำหนดดังกล่าวเมื่อท่านกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในปี ค.ศ. 58 เท่านั้น ดังนี้ เราจึงเข้าใจถึงพฤติกรรมของเปโตรซึ่งเปาโลไม่เห็นด้วย (กท 2:11-14) คริสตชนที่เปาโลเขียนจดหมายถึงจึงหมายถึง "ชาวแคว้นกาลาเทีย" (นั่นคือ กาลาเทียตอนเหนือ) ซึ่งเปาโลเดินทางผ่านในการเดินทางธรรมทูตครั้งที่สองและสาม (กจ 16:6; 18:23) จดหมายอาจจะเขียนขึ้นที่เมืองเอเฟซัส หรือที่แคว้นมาซิโดเนีย ในราวปี 57

          จดหมายถึงคริสตชนชาวโรมน่าจะเขียนขึ้นไม่นานหลังจากนั้น ในฤดูหนาวปี ค.ศ. 57-58 เปาโลอยู่ที่เมืองโครินธ์ กำลังเตรียมตัวเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มแล้วจะไปยังสเปนโดยผ่านกรุงโรม (รม 15:22-32 เทียบ 1 คร 16:3-6; กจ 19:21; 20:3) เปาโลไม่ได้ก่อตั้งพระศาสนจักรที่กรุงโรม และไม่รู้เรื่องพระศาสนจักรที่นั่นมากนัก (อาจรู้บ้างจากบางคนเช่น อาควีลลา กจ 18:2) จากทั้งรายละเอียดที่เปาโลเขียนใน จดหมายฉบับนี้เรารู้ว่า พระศาสนจักรที่กรุงโรมประกอบด้วยคริสตชนที่เป็นชาวยิวและไม่ใช่ยิว และมีอันตรายที่ทั้งสองกลุ่มจะดูถูกซึ่งกันและกัน เพราะอันตรายข้อนี้ เปาโลจึงคิดว่าเป็นการรอบคอบที่จะส่งจดหมายไปก่อนเพื่อนำทาง (โดยทางศาสนบริกรสตรีเฟบี รม 16:1) ในจดหมายนี้เปาโลให้วิธีแก้ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลัทธิยิวและ 

คริสตศาสนา ซึ่งเปาโลพัฒนาขึ้นจากวิกฤตการณ์ในแคว้นกาลาเทีย เปาโลนำความคิดที่เคยเขียนไว้แล้วใน กท มาเรียบเรียงเป็นลำดับดีขึ้นและให้เหตุผลกระชับมากขึ้น จดหมายถึงชาวกาลาเทียให้ความรู้สึกว่าเป็นเสียงร้องจากหัวใจ ในเสียงร้องนี้เปาโลได้ชี้แจงพฤติกรรมของตน (1:11-2:21) ร่วมกับเหตุผลทางเทววิทยา (3:1-4:31) และคำตักเตือนที่หนักแน่น (5:1-6:18) ส่วนจดหมายถึงชาวโรมเป็นบทความที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี แบ่งเป็นภาคใหญ่ไม่กี่ตอน แต่เชื่อมประสานกันอย่างกลมกลืน โดยเกริ่นความคิดหลักไว้ในตอนแรกและนำมาขยายความให้กว้างขึ้นในตอนหลัง

          จดหมายถึงคริสตชนชาวโรมเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า เป็นจดหมายที่เปาโลเขียนจริง เช่นเดียวกับจดหมายถึงชาวโครินธ์และชาวกาลาเทีย แม้บางคนจะคิดว่า บทที่ 15 และบทที่ 16 เสริมเข้ามาในภายหลัง บทที่ 16 มีคำทักทายผู้คนจำนวนมาก และอาจจะเป็นข้อความที่แยกออกมาถึงคริสตชนที่เมืองเอเฟซัส ส่วนบทที่ 15 แม้จะไม่มีอยู่ในสำเนาโบราณบางฉบับก็ถูกตัดออกไปง่าย ๆ ไม่ได้ นักวิจารณ์ที่คิดว่าบทที่ 16 เป็นส่วนหนึ่งของจดหมายฉบับดั้งเดิมเสนอว่าอาจเป็นไปได้มากที่เปาโลพบคริสตชนชาวยิวที่ถูกขับไล่เมื่อแปดปีก่อนหน้านั้นในรัชสมัยของจักรพรรดิคลาวดิอัส และต่อมาภายหลังกลับไปกรุงโรมอีก เปาโลมีไหวพริบที่เอ่ยชื่อคริสตชนเหล่านี้ใน       จดหมายถึงพระศาสนจักรที่ท่านยังไม่เคยไปเยี่ยม  จริงอยู่ ลีลาการเขียนที่แตกต่างออกไปของบทถวายพรสดุดีลงท้ายใน (16:25-27) ทำให้คิดว่า เป็นการเสริมต่อเข้ามาในภายหลังแต่ข้อความนี้ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้เราสรุปว่าเปาโลไม่ได้เขียนบทที่ 16 นี้จริง

          จดหมายฉบับแรกถึงชาวโครินธ์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างพระคริสตเจ้า ในฐานะปรีชาญาณของพระเจ้ากับปรีชาญาณแบบมนุษย์ของนักปรัชญาต่าง ๆ แต่ในจดหมายถึงชาวกาลาเทียและชาวโรม เปาโลเปรียบเทียบความแตกต่างของความชอบธรรมที่มนุษย์บรรลุได้ด้วยความพยายามตามธรรมชาติ กับพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความเที่ยงธรรมของพระเจ้า ในจดหมายถึงชาวโครินธ์ เปาโลพยายามชี้ให้เห็นว่าการที่ชาวกรีกภูมิใจใช้เหตุผลแต่อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ในจดหมายถึงชาวกาลาเทียและ  ชาวโรม เปาโลพยายามชี้ให้เห็นว่า การที่ชาวยิวพึ่งธรรมบัญญัตินั้นก็ไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน คริสตชนบางคนผู้ยังยึดถือลัทธิยิวผ่านแคว้นกาลาเทียและแนะนำคริสตชนต่างชาติที่นั่นให้เข้าสุหนัตเพื่อประกันความรอดพ้น การเข้าสุหนัตหมายถึงการยอมรับข้อกำหนดทุกข้อของธรรมบัญญัติ       (กท 5:2ฯ) และสำหรับเปาโลการทำเช่นนี้ทำให้งานการไถ่กู้ของ พระคริสตเจ้าไร้       ความหมาย (กท 5:4) ดังนั้นเปาโลจึงต่อต้านการเข้าสุหนัตของ คริสตชนอย่างรุนแรง    เปาโลเห็นว่าคุณค่าแท้จริงของธรรมบัญญัติอยู่ที่บทบาทในวิวัฒนาการของแผนการของพระเจ้า (กท 3:23-25) ธรรมบัญญัติของโมเสสเป็นสิ่งที่ดีและศักดิ์สิทธิ์ (รม 7:12) เพราะเปิดเผย พระประสงค์ของพระเจ้าให้ชาวยิวรู้ แต่ไม่อาจให้พลังฝ่ายจิตที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามได้ สิ่งเดียวที่ธรรมบัญญัติทำได้ก็คือทำให้มนุษย์ตระหนักถึงบาป และเห็นความจำเป็นที่มนุษย์ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า (รม 3:20; 7:7-13; กท 3:19-22) มนุษย์ทุกคนต้องการความช่วยเหลือเช่นนี้ และความช่วยเหลือนี้เป็นพระพรจากพระเจ้าเท่านั้น พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานความช่วยเหลือนี้แก่อับราฮัมตั้งแต่โบราณก่อนที่ธรรมบัญญัติจะถูกตราขึ้น (รม 4; กท 3:16-18) และ  บัดนี้พระองค์ประทานความช่วยเหลือนี้ให้แล้วในองค์พระเยซูคริสตเจ้า การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ทำลายมนุษยชาติเก่าซึ่งเสื่อมไปเพราะบาปของอาดัม และทรงสร้างมนุษยชาติใหม่ขึ้น ซึ่ง      พระคริสตเจ้าเองทรงเป็นปฐมแบบ (รม 5:12-21) มนุษย์ทุกคนที่เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าโดยอาศัยความเชื่อ เจริญชีวิตใหม่โดยรับพระจิตของพระคริสตเจ้า มิใช่ เพราะบุญกุศลของตนกลับเป็นผู้ชอบธรรมและมีพลังปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า  ได้ (รม 8:1-4) ความเชื่อเช่นนี้จะเกิดผลเป็น "กิจการดี" แต่กิจการดีเหล่านี้มิใช่ "กิจการดี" ที่ธรรมบัญญัติสั่งให้ทำและที่ชาวยิวภูมิใจที่จะพึ่ง กิจการดีเหล่านี้เป็นกิจการที่พระจิตเจ้า   ผู้ประทับอยู่ในมนุษย์ดลใจให้ทำ (รม 8:5-13; กท 5:22-25) เป็น กิจการที่มนุษย์ทุกคนที่มีความเชื่อทั้งที่เป็นชาวยิวและไม่ใช่ชาวยิวกระทำได้ (กท 3:6-9,14) ขั้นตอนเตรียมหรือขั้นตอนโมเสสของศาสนาผ่านพ้นไปแล้ว และชาวยิวคนใดที่อ้างว่าตนยังคงถือธรรมบัญญัติของโมเสสต่อไปก็เท่ากับว่ากำลังแยกตนให้อยู่นอกขอบข่ายของความรอดพ้น พระเจ้าทรงอนุญาตให้แลไม่เห็นความจริงข้อนี้เพื่อจะทรงนำคนต่างชาติให้เข้ามารับความรอดพ้นเท่านั้น แต่เป็นไปไม่ได้ที่ชาวยิวจะต้องดำเนินชีวิตตลอดไปขัดกับการเลือกสรรดั้งเดิมของพวกเขา เพราะพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระสัญญา ชาวยิวบางคนที่เรียกว่า "กลุ่มชนที่เหลือ" ตามคำทำนายของบรรดาประกาศกเข้ามารับความเชื่อแล้ว สักวันหนึ่งชาวยิวทุกคนจะเข้ามารับความเชื่อเช่นเดียวกัน (รม 9-11) แต่เดิมคริสตชนทุกคนทั้งที่เป็นชาวยิวและไม่ใช่ชาวยิว จะต้องรักและช่วยเหลือกันและกันเหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกัน (รม 12:1-15:13) เปาโลร่างคำสอนเรื่องนี้ไว้ใน กท ส่วนรายละเอียดที่เสริมเข้าใน รม เป็นการพิจารณาธรรมล้ำลึกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น สภาพของมนุษยชาติที่กำลังรอคอยความรอดพ้น (รม 1:18-3:20) การต่อสู้ภายในจิตใจของแต่ละคนเพื่อรับความรอดพ้น (รม 7:14-25) ความรอดพ้นซึ่งเป็นของประทานจากพระเจ้า (รม 3:24) เป็นผลของการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า (รม 4:24ฯ; 5:6-11) คริสตชนจะร่วมในเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร โดยการตายและการกลับคืนชีพโดยทางความเชื่อและศีลล้างบาป (รม 6:3-11; กท 3:26ฯ) การเรียกมนุษย์ทุกคนให้มาเป็นบุตรของพระเจ้า (รม 8:14-17; กท 4:1-7) ความรักและปรีชาญาณของพระเจ้าผู้ครบครันและซื่อสัตย์ต่อพระสัญญา พระองค์นำมนุษย์มารับความรอดพ้นตามขั้นตอนต่าง ๆ ในแผนการของพระองค์ (รม 3:21-26; 8:31-39) ความคิดของเปาโลยังมีอวสานกาลเป็นหลัก เราได้รับความรอดพ้น "ในความหวัง" (รม 5:1-11; 8:24) แต่เปาโลยังเน้นถึงความรอดพ้นที่เป็นจริงอยู่แล้วในปัจจุบันเช่นเดียวกับในจดหมายถึงชาวโครินธ์   พระจิตเจ้าซึ่งพระเยซูเจ้าตรัสสัญญาไว้นั้นคริสตชนได้รับไว้แล้ว เหมือนดังเป็น "ผลแรก" (รม 8:23) ตั้งแต่เวลานี้คริสตชนมีชีวิตอยู่ในพระคริสตเจ้า (รม 6:11) เหมือนดังที่        พระคริสตเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ในเขา (กท 2:20)

          จดหมายถึงชาวโรมเป็นการรวบรวมเทววิทยาของเปาโลไว้อย่างดีมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า คำสอนของเปาโลอยู่ที่นี่ทั้งหมด เป็นที่น่าเสียดายที่การโต้เถียงทางเทววิทยาในสมัยของลูเธอร์ให้ความสำคัญแก่จดหมายฉบับนี้โดยไม่คำนึงถึงคำสอนของเปาโลในจดหมายฉบับอื่น ๆ ด้วย

4.4 จดหมายถึงชาวฟิลิปปี : ค.ศ. 56-57

4.4 จดหมายถึงชาวฟิลิปปี : ค.ศ. 56-57

           ฟิลิปปีเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของแคว้นมาซิโดเนียและเป็นอาณานิคมของชาวโรมัน เปาโลประกาศพระวรสารที่นั่นในปี ค.ศ. 50 ในระหว่างการเดินทางธรรมทูตครั้งที่สอง (กจ 16:12-40) ท่านย้อนกลับมาเยี่ยมเมืองนี้อีกสองครั้งในการเดินทางครั้งที่สาม คือในฤดูใบไม้ร่วงปี 57 (กจ 20:1-2) และในเทศกาลปัสกาปี ค.ศ. 58 (กจ 20:3-6) คริสตชนที่นั่นพิสูจน์ความรักต่อเปาโลโดยเรี่ยไรเงินบริจาคเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายของท่าน ครั้งแรกเมื่อเปาโลอยู่ที่เมืองเธสะโลนิกา (ฟป 4:16) ต่อมาเมื่ออยู่ที่เมืองโครินธ์             (2 คร 11:9) และหลังจากนั้นยังมอบหมายให้เอปาโฟรดิทัสนำเงินบริจาคไปให้เปาโลอีก (ฟป 4:10-20) ตามปกติ เปาโลไม่กล้าทำสิ่งใดที่อาจสร้างความรู้สึกว่าท่านกำลังพยายามหาเงินจากการเทศน์สอน (กจ 18:3 เชิงอรรถ d ) ดังนั้นเมื่อเปาโลยอมรับของกำนัลที่ชาวฟิลิปปีถวายก็แสดงให้เห็นว่าท่านมีความสนิทสนมกับพวกเขาเป็นพิเศษ

          ถ้ายอมรับว่าจดหมายถึงชาวฟิลิปปีตามที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เป็นจดหมายหนึ่งฉบับที่เปาโลเขียน ก็หมายความว่า เปาโลเขียนจดหมายนี้ขณะที่ถูกจองจำอยู่ (ฟป 1:7,12-17) และเคยเชื่อกันมาเป็นเวลานานแล้วว่า การถูกจองจำนี้คือการถูกจองจำครั้งแรกที่กรุงโรม แต่กรุงโรมอยู่ห่างไกลมากจนไม่น่าที่การติดต่อระหว่าง   เปาโล (ซึ่งมีเอปาโฟรดิทัสอยู่ด้วย) และชาวฟิลิปปีจะเป็นไปได้บ่อยครั้งหรือเป็นไปได้โดยง่ายดังที่ข้อความในจดหมายชวนให้คิด (2:25-30) หรือ ถ้าเปาโลถูกจองจำอยู่ที่กรุงโรมหรือที่เมืองซีซารียาแล้ว (กจ 23:33) เหตุใดชาวฟิลิปปีจึงพูดว่า เงินเรี่ยไรที่ เอปาโฟรดิทัสนำไปนั้นเป็นโอกาสแรกที่พวกเขาส่งเงินช่วยเหลือเปาโลนับตั้งแต่การเดินทางครั้งที่สอง (เปาโลพูดถึงของกำนัลใน ฟป 4:10,16) เพราะเปาโลกลับมาเยี่ยมพวกเขาอีกถึงสองครั้งในการเดินทางครั้งที่สาม จึงน่าคิดว่า เปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้ในระหว่างการเดินทางครั้งที่สาม ก่อนจะมาถึงเมืองฟิลิปปี นั่นคือขณะที่ยังอยู่ที่เมืองเอเฟซัส เมืองหลวงของแคว้นเอเชียในจักรวรรดิโรมันในราวปี 56-57 โดยหวังว่าจะมาเยี่ยมแคว้นมาซิโดเนียเมื่อได้ถูกปล่อย (เทียบกับ ฟป 1:26; 2:19-24; และ กจ 19:21ฯ; 20:1; 1 คร 16:5) วลีที่ว่า "กองทหารองครักษ์” (ฟป 1:13) และ “คนในบ้านของซีซาร์" (4:22) ไม่จำเป็นต้องหมายถึงกรุงโรม เพราะมีกองทหารรักษา    พระองค์อยู่ตามเมืองสำคัญทุกแห่ง และค่อนข้างแน่นอนว่า มีกองทหารองครักษ์จำนวนหนึ่งอยู่ที่เมืองเอเฟซัส ไม่มีหลักฐานใดกล่าวถึงการถูกจองจำที่เมืองเอเฟซัสเลย แต่ลูกาเล่าเรื่องเกี่ยวกับช่วงเวลาสามปีที่เปาโลอยู่ที่นั่นน้อยมาก (กจ 19:1-20) เปาโลเองกล่าวถึงความทุกข์ยากที่ท่านต้องประสบที่นั่น (1 คร 15:32; 2 คร 1:8-10)

          ถ้ายอมรับสมมติฐานข้อนี้ เราต้องแยก ฟป ออกจาก คส อฟ และ ฟม และนำมารวมกับ "จดหมายฉบับใหญ่" โดยเฉพาะกับ 1 คร ลีลาการเขียนและเนื้อหาสาระของจดหมายคล้ายกันมาก จดหมายถึงชาวฟิลิปปีไม่ได้เน้นคำสอนเรื่องใดเป็นพิเศษ เป็นแต่เพียงจดหมายแบบถึงเพื่อน มีการให้ข่าวแก่คริสตชนที่เมืองฟิลิปปี เตือนให้ระวัง "คนงานชั่ว" ซึ่งกำลังทำลายงานที่เปาโลทำไว้ที่อื่น และอาจจะหันมาทำลายงานของท่านที่เมืองฟิลิปปีด้วย ที่สำคัญคือ มีการเรียกร้องให้ทุกคนต่างรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของหมู่คณะไว้ด้วยความสุภาพถ่อมตน และในการเรียกร้องดังกล่าวนี้    เปาโลได้ให้กวีนิพนธ์บทหนึ่ง (ฟป 2:6-11) กล่าวถึงความสุภาพถ่อมตนของพระ  เมสสิยาห์ กวีนิพนธ์บทนี้เปาโลเขียนขึ้นเองหรือยกมาจากที่อื่น แต่พยานหลักฐานสำคัญแสดงให้เห็นการพัฒนาความเข้าใจของคริสตชนกลุ่มแรก ๆ เกี่ยวกับพระธรรมชาติของพระเยซูเจ้า

          เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทฤษฏีหนึ่งเริ่มเป็นที่ยอมรับกันยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จดหมายถึงชาว   ฟิลิปปีนี้โดยแท้จริง เป็นการรวมจดหมายสามฉบับที่แต่เดิมอยู่แยกจากกัน วิธีการแบ่งที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งก็คือ จดหมายฉบับ ก=4:10-20; ฉบับ ข=1:1-3:1 รวมกับ 4:2-9, 21-23; และฉบับ ค=3:2-4:1 จดหมายฉบับ ก น่าจะสัมพันธ์กับช่วงต้นที่เปาโลอยู่ที่เมืองเอเฟซัส เพราะชาวฟิลิปปีคงไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานก่อนที่จะช่วยเหลือเปาโล (4:10) เปาโลก็คงจะไม่ปล่อยให้ผ่านไปนานนักก่อนที่จะขอบใจชาวฟิลิปปี จดหมายฉบับ ข น่าจะสัมพันธ์กับช่วงใกล้จะสิ้นสุดเวลาที่ท่านพักอยู่ที่เมืองเอเฟซัส (2:9 เทียบกับ กจ 19:22; 1 คร 16:10)

4.5จดหมายถึงชาวเอเฟซัส ชาวโคโลสี และถึงฟีเลโมน : ค.ศ. 61-63

จดหมายถึงชาวเอเฟซัส ชาวโคโลสี และถึงฟีเลโมน : ค.ศ. 61-63

          จดหมายถึงคริสตชนที่เมืองเอเฟซัสและโคโลสี (ทั้งสองอยู่ในแคว้นอาเซียจักรวรรดิโรมัน) และจดหมายถึงฟีเลโมนเกี่ยวข้องกันมาก ภารกิจที่โอเนสิมัสถูกส่งให้ไปทำใน คส 4:9 เป็นภารกิจเดียวกันกับภารกิจใน ฟม 10-12 เช่นเดียวกันกับ ภารกิจของ ทิคิกัสใน คส 4:7ฯ; และ อฟ 6:21ฯ; เพื่อนของเปาโลที่กล่าวถึงใน คส 4:10-14 ก็เป็นคนเดียวกันกับที่กล่าวถึงใน ฟม 23-24; คส และ อฟ มีลีลาการเขียนและหลักคำสอนคล้ายกันมาก ผู้เขียนกล่าวว่าตนอยู่ในคุก (ฟม 1,9-10, 13,23; คส 4:3,10,18; อฟ 3:1; 4:1; 6:20) ถ้าคิดว่า เปาโลเป็นผู้เขียนตามที่ธรรมประเพณียึดถือตลอดมา การถูกจองจำครั้งนี้คือการถูกจองจำที่กรุงโรม (61-63) มากกว่าจะเป็นการถูกจองจำที่ซีซารียา (58-60) เพราะอธิบายได้ยากว่าเหตุใดมาระโกและโอเนสิมัสจึงอยู่ที่นั่นด้วย และไม่ใช่การถูก  จองจำที่เมืองเอเฟซัส (56-57) เพราะไม่มีหลักฐานใดกล่าวว่าลูกาเคยอยู่ที่นั่นกับเปาโล การเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดทั้งในด้านลีลาการเขียนและหลักคำสอนของเปาโลชวนให้คิดว่า มีช่วงเวลานานคั่นระหว่าง คส อฟ และ "จดหมายใหญ่" คือ รม คร และ กท ใน ช่วงเวลานั้น เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น และ เอปาฟรัส (คส 1:7) ผู้แทนของ เปาโลมาพบเปาโลที่กรุงโรมจากเมืองโคโลสี ซึ่งเป็นพระศาสนจักรที่เปาโลไม่ได้ก่อตั้ง 1:4; 2:1 พร้อมกับข่าวไม่ดีนัก เปาโลจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงคริสตชนที่นั่นทันที และฝากให้ทิคิกัสนำไปส่ง ถ้าเราถือว่าเปาโลเป็นผู้เขียน อฟ ดังที่เคยเชื่อกันวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คงได้   เร่งเร้าให้เปาโลพิจารณาความคิดของตนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จดหมายถึงชาวโรม (รม) เป็นการพัฒนาและจัดระเบียบความคิดของ กท ฉันใด บัดนี้เปาโลก็เขียนจดหมายอีกฉบับหนึ่งเพื่อจัดระเบียบความคิดและคำสอนจากอีกมุมมองหนึ่งซึ่งวิกฤตการณ์ที่เมืองโคโลสีได้บังคับให้พัฒนาขึ้นฉันนั้น การรวบรวมคำสอนครั้งใหม่นี้ก็คือจดหมายถึงคริสตชนที่เมืองเอเฟซัส แต่ชื่อถึงชาวเอเฟซัสอาจทำให้เข้าใจผิดได้ หลักฐานสนับสนุนจากสำเนาโบราณ (MS) มีน้อยมาก (ดู อฟ 1:1 เชิงอรรถ a) จดหมายฉบับนี้เขียนถึงพระศาสนจักรทั้งหมด ไม่เพียงแต่ถึงพระศาสนจักรที่เมืองเอเฟซัสที่เปาโลเคยพำนักอยู่เป็นเวลาถึง สามปีเท่านั้น (อฟ 1:15; 3:2-4) ทั้งยังมุ่งให้เป็นจดหมายเวียนถึงชาวโคโลสีและหมู่คณะคริสตชนอื่น ๆ บริเวณหุบเขาลีกัสเป็นพิเศษอีกด้วย (คส 4:16)

          คำอธิบายที่นำมากล่าวไว้พอสังเขป นี้รักษาธรรมเนียมประเพณีซึ่งคิดว่าเปาโลเป็นผู้เขียน คส และ อฟ คำอธิบายเช่นนี้มีความเป็นไปได้สูง นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่สิบเก้าเป็นต้นมา นักวิจารณ์สงสัยว่าเปาโลเป็นผู้เขียนจดหมายสองฉบับนี้หรือไม่ พวกเขาให้เหตุผลว่า ลีลาการเขียนที่ยืดยาวและซ้ำซากไม่ใช่ลีลาการเขียนของเปาโล ความคิดทางเทววิทยา โดยเฉพาะเรื่องพระกายของพระคริสตเจ้า เรื่องพระคริสตเจ้าทรงเป็นศีรษะของพระกายทิพย์ เรื่องพระศาสนจักรสากล ล้วนแตกต่างไปจากคำสอนในจดหมายฉบับก่อน ๆ นอกจากนั้นคำสอนผิด ๆ ที่ผู้เขียนต่อต้านในจดหมายล้วนเกิดขึ้นภายหลังสมัยเปาโล และเป็นความคิดของลัทธิจินไตยนิยม (ญอสติก) ในศตวรรษที่สองมากกว่า เหตุผลเหล่านี้สมควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง นักวิชาการหลายท่านทั้งที่เป็นคาทอลิกด้วย สนับสนุนทฤษฎีนี้ แต่ทฤษฎีนี้ก็ยังมีข้อโต้แย้ง นักวิชาการส่วนใหญ่ในปัจจุบันเชื่อว่าเปาโลเป็นผู้เขียนจดหมายถึงชาวโคโลสีจริงโดยให้เหตุผลหลายประการ ใน คส เรายังพบความคิดพื้นฐานของ เปาโลอีก และความคิดใหม่ ๆ ที่มีอยู่ก็อธิบายได้อย่างน่าพอใจจากสภาพแวดล้อมที่กล่าวถึงแล้ว สำหรับ อฟ ก็ เช่นกัน แม้ว่ายังมีข้อสงสัยบ้าง เหตุผลที่สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าเปาโลเป็นผู้เขียนมีดังต่อไปนี้

        1. อฟ เป็นผลงานของผู้มีอัจฉริยภาพในความคิดสร้างสรรค์ มิใช่นักลอกแบบความคิดของผู้อื่น

        2. ลีลาการเขียนยืดยาว เข้มข้นและรุ่มร่าม ซึ่งตรงกันข้ามกับลีลาการเขียนที่รวดเร็วและเปลี่ยนหัวข้อโต้เถียงอย่างฉับพลัน ในจดหมายฉบับแรก ๆ อาจอธิบายได้จากการที่เปาโลมีแนวคิดใหม่ที่กว้างกว่าเดิม

       3. ลีลาการเขียนของเปาโลในจดหมายฉบับแรก ๆ ก็ไม่สม่ำเสมอ เราพบ ข้อความสองตอนที่มีลีลาการเขียนแบบไตร่ตรองกึ่งพิธีกรรมใน รม 3:23-26; 2 คร 9:8-14 ปัญหาแท้จริงประการเดียวก็คือข้อความหลายตอนใน อฟ น่าจะยืมมาจาก คส ตรง ๆ โดยมิได้คำนึงถึงบริบทเท่าใดนัก ปัญหานี้อาจเกิดขึ้นเพราะเปาโลไม่ได้เขียนจดหมายด้วยตนเองทุกคำ และในกรณีนี้อาจให้ศิษย์คนหนึ่งมีบทบาทในการเขียนมากกว่าปกติ แต่ต้องยอมรับอีกว่า เหตุผลข้อที่สองและสามที่กล่าวไว้อธิบายได้โดยง่ายกว่าถ้าสันนิษฐานว่า ผู้เขียนไม่ใช่เปาโล ผู้เขียนคนนั้นต้องเป็นอัจฉริยะในความคิดสร้างสรรค์เช่นเดียวกับเปาโล ในขณะเดียวกันก็พอใจที่จะยืมข้อความจาก จดหมายของเปาโลทั้งตอนโดยไม่เปลี่ยนแปลง ทฤษฎีที่ว่าผู้เขียนต้องมีลักษณะตรงกันข้ามเช่นนี้ไม่ใคร่เป็นที่ยอมรับ นักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่า ผู้เขียน อฟ ซึ่งไม่ใช่เปาโลยังได้เขียน คส อีกด้วย เพราะ อฟ ยืมข้อความหลายตอนมาจาก คส

             ดังนั้น เมื่อเราเห็นทฤษฎีที่เชื่อว่าเปาโลเป็นผู้เขียนจดหมายทั้งสองฉบับนี้มีเหตุผลมากกว่าทฤษฎีอื่น ๆ เราจึงพยายามที่จะกล่าวถึงวิวัฒนาการทางความคิดของเปาโลใน คส และ อฟ ดังต่อไปนี้

          คำสอนผิด ๆ ที่เปาโลต่อต้านที่เมืองโคโลสียังไม่ใช่คำสอนของลัทธิจินไตยนิยม (ญอสติก) ของศตวรรษที่สอง แต่เป็นความคิดทั่วไปของชาวยิวลัทธิเอสซีน ปัญหาที่เมืองโคโลสีเป็นผลของความคิดพื้นฐานแบบยิว (คส 2:16) ซึ่งคริสตชนที่เมืองโคโลสีได้รับมาเป็นของตนในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจในสวรรค์หรือในจักรวาล เชื่อกันว่าอำนาจเหล่านี้เป็นผู้จัดระเบียบความเคลื่อนไหวของจักรวาล และความคิดไตร่ตรองถึงอำนาจเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากปรัชญากรีก ให้ความสำคัญแก่ฤทธิ์อำนาจเหล่านี้มากเกินไปจนคุกคามความยิ่งใหญ่ของพระคริสตเจ้า ผู้เขียนจดหมายยอมรับความคิดดังกล่าวเกี่ยวกับจักรวาล และไม่สงสัยเลยว่าอำนาจเหล่านี้มีอยู่ แต่อธิบายว่าอำนาจเหล่านี้คือทูตสวรรค์ในธรรมประเพณีของชาวยิว (คส 2:15) เขาสนใจแต่เพียงที่จะแสดงให้เห็นว่าอำนาจดังกล่าวเหล่านี้มีบทบาทชั้นรองในแผนการแห่งความรอดพ้น หน้าที่ของอำนาจเหล่านี้คือการเป็น "สื่อกลาง" นำธรรมบัญญัติมาให้และคอยเฝ้าดูแล บัดนี้หน้าที่นั้นเสร็จสิ้นแล้ว พระคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถาปนาระบบของสรรพสิ่งขึ้นใหม่ และบัดนี้พระองค์ทรงปกครองจักรวาล เมื่อเสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว  พระคริสตเจ้าทรงอยู่เหนือฤทธิ์อำนาจจักรวาล และปลดอำนาจเหล่านี้จากศักดิ์ศรีดั้งเดิมที่เคยมีอยู่ด้วย (2:15) เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบุตร ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของพระบิดา พระองค์จึงทรงเป็นนายของอำนาจเหล่านี้แล้วตั้งแต่สร้างโลก บัดนี้เมื่อทรงสถาปนาสิ่งสร้างขึ้นใหม่ พระองค์ก็แสดงให้เห็นอีกว่ายังทรงเป็นเจ้านายสูงสุดเพียงพระองค์เดียวของอำนาจเหล่านี้อีกเช่นกัน เพราะในพระองค์นั้นมีความสมบูรณ์เต็มเปี่ยมของความเป็นอยู่ทุกอย่าง (pleroma) นั่นคือความบริบูรณ์ทั้งของพระเจ้าและของทุกสิ่งที่มีความเป็นอยู่อาศัยฤทธิ์อำนาจของพระผู้สร้าง (คส 1:13-20) คริสตชนได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจาก "ธาตุของโลกเหล่านี้" (คส 2:8,20)โดยร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้านายของพวกเขา มีส่วนร่วมในความบริบูรณ์ของพระองค์ด้วย (2:9-10) ดังนั้น คริสตชนจึงต้องไม่ยอมให้อำนาจเหล่านี้เป็นเจ้านายเหนือตนอีกต่อไป โดยต้องไม่ยอมปฏิบัติตามประเพณีที่ล้าสมัยและไร้ประโยชน์ (คส 2:16-23) คริสตชนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชมชีพโดยทางศีลล้างบาปแล้ว (คส 2:11-13) พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระองค์ และได้รับชีวิตใหม่จากพระองค์ ซึ่งทรงเปรียบเสมือนศีรษะที่ประทานชีวิต (2:19) ความสนใจประการแรกของเปาโลคือความรอดพ้นของคริสตชน ความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นจากปัญหาที่เมืองโคโลสีนี้ได้ขยายผลของงานกอบกู้ของพระคริสตเจ้าออกไปจนครอบคลุมจักรวาลทั้งหมด เนื่องจากมนุษยชาติเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล จักรวาลจะต้องได้รับอิทธิพลจากงานกอบกู้ของเจ้านายแต่พระองค์เดียวของสิ่งสร้างทั้งมวล ความคิดใหม่นี้ได้ขยายความคิดเกี่ยวกับ "พระกายของพระคริสตเจ้า" ออกไปให้กว้างขึ้น ความคิดเรื่อง “พระกายของพระคริสตเจ้า” นี้ ก่อนหน้านั้นเปาโลกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความคิดที่กว้างขึ้นซึ่งเน้น บทบาทของพระคริสตเจ้าในฐานะศีรษะมีลักษณะสามประการคือ

  1. งานกอบกู้ครอบคลุมจักรวาลทั้งหมด
  2. พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้มีชัยชนะเหนือจักรวาลทั้งหมด และ พระศาสนจักรจะต้องสร้างตนเองให้เข้าสนิทกับพระองค์ และ
  3. ความคิดเรื่องพระสัญญาถึงอวสานกาลในอนาคต ซึ่งเป็นจริงอยู่แล้วกลับมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น (ดู อฟ 2:6 เชิงอรรถ e)

          จดหมายที่เรารู้จักในชื่อว่าจดหมายถึงชาวเอเฟซัส ก็ยึดแนวความคิดเดียวกันนี้ แต่ผู้เขียนไม่ต้องพิสูจน์ข้อสรุปของจดหมายฉบับก่อนเรื่องตำแหน่งอันดับรองของฤทธิ์อำนาจต่าง ๆ อีกแล้ว (อฟ 1:20-22) ดังนั้นผู้เขียนจึงพิจารณาความคิดต่อไปว่า พระศาสนจักรในฐานะพระกายของพระคริสตเจ้าครอบคลุมจักรวาลใหม่นี้อย่างไร เป็น "ความบริบูรณ์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นทุกอย่างในทุกสิ่ง" (1:23) ทรรศนะสูงสุดนี้ถือเป็นจุดยอดของผลงานของผู้เขียน เป็นจุดรวมใหม่ที่รวมความคิดลึกซึ้งของเปาโลหลายประการเข้าไว้เป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เขียนจะหันกลับมาพิจารณาปัญหาบางประการที่เคยบรรยายไว้ในจดหมายถึงชาวโรม ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในความคิดช่วงก่อนของเปาโล เปาโลใช้ประโยคไม่กี่ประโยคเพื่อสรุปประวัติของมนุษยชาติที่อยู่ใต้อำนาจของบาปและกล่าวถึงคำสอนหลักที่ว่า ความรอดพ้นเป็นของประทานจากพระเจ้าโดยทางพระคริสตเจ้า (อฟ 2:1-10) ต่อจากนั้น เปาโลพิจารณาปัญหาของชาวยิวและคนต่างชาติอีกครั้งหนี่งซึ่งเมื่อก่อนหน้านั้นปัญหาดังกล่าวทำให้ท่านต้องรู้สึกระทมทุกข์เป็นอันมาก (รม 9-11) แต่เมื่อคำนึงถึงอวสานกาลที่เป็นความจริงขึ้นแล้วในองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงได้รับการยกย่องในพระสิริรุ่งโรจน์ เปาโลจึงตระหนักว่าชาวยิวและคนต่างชาติซึ่งบัดนี้กลับเป็นมิตรกันแล้ว ได้มาเป็นหนึ่งเดียวกันเพราะแต่ละชาติล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติใหม่ และกำลังเดินมุ่งหน้าไปหาพระบิดาเจ้าพร้อมกัน (อฟ 2:11-22) การเปิดประตูความรอดพ้นที่พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานให้แก่อิสราเอลไปสู่คนต่างชาติเป็น "ธรรมล้ำลึก" ยิ่งใหญ่ (อฟ 1:9; 3:3-6, 9; 6:19; คส 1:27; 2:2; 4:3) ผู้เขียนกล่าวถึงพระปรีชาญาณอันไม่มีขอบเขตของ              "ธรรมล้ำลึกประการนี้" (อฟ 3:9ฯ; คส 2:3) กล่าวว่า ธรรมล้ำลึกประการนี้แสดงให้เห็นว่าความรักของพระคริสตเจ้านั้นไม่มีวันเหือดแห้ง (อฟ 3:17ฯ) และพระเจ้าทรงเลือกสรรเปาโล "ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด" ให้มาประกาศธรรมล้ำลึกนี้ (อฟ 3:2-8) โดยไม่มีผู้ใดคาดคิด แผนการความรอดพ้นนี้ถูกเปิดเผยทีละน้อยอย่างเป็นลำดับขั้นตามพระประสงค์นิรันดรของพระเจ้า (อฟ 1:3-14) และจบลงเมื่อพระคริสตเจ้าจะร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษยชาติที่ได้รับความรอดพ้นประกอบขึ้นเป็นพระศาสนจักร (5:22-32)

          เปาโลเขียนจดหมายสั้นอีกฉบับหนึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ คส เพื่อบอก    ฟิเลโมน ชาวโคโลสี (ข้อ 18) ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เปาโลสอนให้กลับใจว่าโอเนสิมัส ทาสของฟิเลโมนที่หนีไปจากนายและที่เปาโลสอนให้กลับใจเช่นเดียวกันได้กลับมาแล้ว จดหมายนี้เป็นข้อเขียนสั้นมาก เปาโลเขียนด้วยลายมือของตน (ข้อ 19)        จดหมายฉบับนี้แสดงให้เห็นลักษณะอ่อนโยนของเปาโล และยังแสดงให้เห็นด้วยว่า เปาโลมีทรรศนะอย่างไรเกี่ยวกับระบบทาสในกรณีนี้ (รม 6:15 เชิงอรรถ g ) ในฐานะที่อยู่ในสังคมนายยังเป็นเจ้าของของทาส แต่ทั้งสองควรดำเนินชีวิตฉันพี่น้องรับใช้ เจ้านายองค์เดียวกัน (ฟม 16 เทียบ คส 3:22; 4:1)

4.6 1 ทธ, ทต, 2 ทธ : ค.ศ. 65-80

4.6  1 ทธ, ทต, 2 ทธ : ค.ศ. 65-80

จดหมายสามฉบับที่รู้จักกันในชื่อว่า "จดหมายเกี่ยวกับงานอภิบาล" มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในเนื้อหา รูปแบบและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ สองฉบับ เขียนถึงทิโมธี และหนึ่งฉบับถึงทิตัส ทั้งสามฉบับมีรูปแบบจดหมายจากเปาโลถึงศิษย์ ผู้ซื่อสัตย์ (กจ 16:1; 2 คร 2:13 เชิงอรรถ d) แนะนำสั่งสอนพวกเขาเกี่ยวกับการจัดระเบียบและการปกครองกลุ่มคริสตชนที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้ดูแล ทั้ง 1 ทธ และ ทต ดูเหมือนจะเขียนขึ้นที่แคว้นมาซิโดเนียโดยในขณะนั้นทิโมธีอยู่ที่เมืองเอเฟซัส     (1 ทธ 1:3) และเปาโลหวังจะไปพบกับเขาที่นั่นในไม่ช้า (3:14; 4:13) ส่วน ทิตัสอยู่ที่เกาะครีต ที่ที่เปาโลได้แยกไป (ทต 1:5) โดยเปาโลคิดที่จะพักฤดูหนาวที่เมืองนิโคโปลิสในแคว้นเอปิรัส และหวังว่าทิตัสจะต้องไปพบตนที่นั่น (ทต 3:12) ใน 2 ทธ เปาโลเล่าว่าตนถูกจองจำอยู่ที่กรุงโรม (1:8, 16ฯ; 2:9) หลังจากที่ได้ไปที่เมืองโตรอัส (4:13) และเมืองมิเลทัสแล้ว  (4:20) ในสถานการณ์เลวร้ายนี้ (4:16) เปาโลรู้สึกว่าความตายมาอยู่ใกล้แล้ว (4:6-8,18, 4:9-16,21) รายละเอียดเหล่านี้ไม่สอดคล้องทั้งกับการถูกจองจำที่กรุงโรมใน กจ 28 และกับการเดินทางธรรมทูตก่อนหน้านั้น แม้ว่าหนังสือกิจการ    อัครสาวกไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับงานในระยะหลังของเปาโล แต่ก็เป็นไปได้ว่าหลังจากถูกจองจำเป็นเวลาสองปีแล้ว เปาโลได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ และได้เดินทางไปทางทิศตะวันออกดังที่ได้วางแผนการไว้ใน ฟม 22 ธรรมประเพณีถือว่าเปาโลเขียน      1 ทธ และ ทต ระหว่างการเดินทางในครั้งนี้ราวปี ค.ศ. 65 ผ่านเกาะครีต แคว้นอาเชียน้อย มาซิโดเนีย และ กรีซ ในทำนองเดียวกันธรรมประเพณีถือว่าเปาโลถูกจองจำที่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่งและได้เขียน 2 ทธ ไม่นานก่อนจะถูกประหารเป็นมรณสักขีใน       ปี ค.ศ. 67

อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางประวัติศาตร์รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับความคิดและภาษาที่ใช้ชวนให้คิดว่าน่าจะมีทางออกใหม่สำหรับปัญหาเรื่องผู้เขียนจดหมายทั้งสามฉบับนี้ ในจดหมายทั้งสามฉบับนี้มีการพูดน้อยมากถึงธรรมล้ำลึกสำคัญของ   คริสตศาสนาซึ่งเคยเป็นความคิดหลักของเปาโล  เช่น เรื่องไม้กางเขน เรื่องพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า เรื่องพระคริสตเจ้าทรงเป็นพระบุตร วิธียกเหตุผลก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เปาโลมิได้ยกเหตุผลมาคัดค้านคำสอนผิดๆ อีกต่อไป ท่านเพียงแต่ประณามคำสอนผิด ๆ เหล่านั้น นอกจากนั้นลีลาการเขียนที่เผ็ดร้อนและมีอารมณ์ก็หายไป และแทนที่จะมีความไว้ใจเป็นกันเองต่อคริสตชนก็กลับมีท่าทีหวาดระแวงเข้ามาแทน ยังมีความแตกต่างอีกมากในเรื่องการใช้ศัพท์ ไม่มีคำที่คุ้นเคยในจดหมายฉบับอื่นของเปาโล คำที่เปาโลไม่เคยใช้มาก่อนหรือคำที่ไม่มีใช้เลยในพันธสัญญาใหม่กลับใช้บ่อย ๆ มากกว่า มีผู้ให้เหตุผลว่าปรากฏการณ์เหล่านี้อธิบายได้เพราะเปาโลมีความเหนื่อยล้าและมีอายุมากขึ้น จึงขาดความมั่นใจและปรับตัวได้ยากกับสถานการณ์ใหม่หรือเพราะเปาโลให้เลขานุการมีอิสระในการเขียนมากขึ้น แต่ปัญหาทางประวัติศาสตร์ก็ยังคงอยู่ และคำอธิบายที่ดีที่สุดอาจจะเป็นว่า จดหมายเกี่ยวกับการอภิบาลเป็นจดหมายที่เขียนขึ้นโดยศิษย์คนหนึ่งของเปาโล ที่คิดว่าตนเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของอาจารย์และพยายามให้คำแนะนำสั่งสอนในเรื่องการบริหารพระศาสนจักรท้องถิ่น การใช้ชื่อของบุคคลที่เคารพในสถานการณ์เช่นนี้เป็นธรรมเนียมทางวรรณกรรมที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปในสมัยนั้น การกล่าวถึงบุคคลและ            สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่อ้างถึงนั้นยังช่วยให้วิธีเขียนเช่นนี้สมจริงมากยิ่งขึ้น นักวิชาการบางคนเชื่อว่า ข้อความบางข้อในจดหมายเหล่านี้ เช่น 2 ทธ 1:15-18; 4:9-17, 19-21;  และ ทต 3:12-14 เป็นการนำข้อความบางข้อจากจดหมายที่แท้จริงของเปาโลมาใส่ไว้

          อีกด้านหนึ่ง ควรสังเกตว่า ระบบการปกครองพระศาสนจักรที่ปรากฏใน     จดหมายน่าจะได้พัฒนาขึ้นบ้างแล้วไม่มากนักจากระบบในสมัยของเปาโล ตำแหน่ง episkopos (ผู้ดูแลในภายหลัง หมายถึง สังฆราช) และ presbyteros (ผู้อาวุโสในภายหลัง หมายถึง พระสงฆ์หรือสมณะ) ยังเป็นตำแหน่งเดียวกันในทางปฏิบัติเหมือนในอดีต (ทต 1:5-7; กจ 20:17,28) ที่กลุ่มคริสตชนมีคณะผู้อาวุโสปกครอง (ทต 1:5 เชิงอรรถ c) ยังไม่มีร่องรอยของ "สังฆราช" แม้แต่องค์เดียวในกลุ่มคริสตชนตามระบบที่อิกญาซีอัสจะเขียนถึงในช่วงต้นศตวรรษที่สอง แต่ พัฒนาการเช่นนี้ก็อยู่ไม่ไกลนัก เพราะทิโมธีและทิตัส ซึ่งเป็นผู้แทนของเปาโล แม้ว่าจะรับผิดชอบต่อกลุ่ม   คริสตชนหลายกลุ่มโดยไม่ติดอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (ทต 1:5) ก็เป็นผู้มีอำนาจแทนบรรดาอัครสาวก อำนาจนี้ถูกมอบให้เพื่อทำหน้าที่แทนบรรดาอัครสาวกซึ่งทยอย จากโลกนี้ไป และต่อมาอำนาจนี้จะอยู่กับสังฆราชของแต่ละกลุ่มคริสตชนในฐานะที่เป็นประมุขของผู้อาวุโส วิวัฒนาการระบบการปกครองพระศาสนาจักรในระยะเริ่มต้นนี้แสดงว่าจดหมายทั้งสามฉบับนี้เขียนขึ้นก่อนปี 80-90 คำสอนผิดที่กล่าวถึงใน      จดหมายทั้งสามฉบับนี้ก็ช่วยให้คิดถึงเรื่องนี้ เจตนาประการหนึ่งของจดหมายเหล่านี้ก็คือต่อสู้กับความคิดใหม่ที่เป็นอันตรายต่อความเชื่อซึ่งกำลังแพร่หลายอยู่ในขณะนั้น  ( 1 ทธ 1:19) คำสอนผิด ๆ เหล่านี้ต่อมาจะเป็นคำสอนสำคัญของลัทธิจินไตยนิยม(ญอสติก) ซึ่งจะเป็นที่นิยมกันในศตวรรษที่สอง แต่ความคิดส่วนใหญ่และคำถามในจดหมายเหล่านี้เป็นความคิดและคำถามที่ไร้สาระ ( 1 ทธ 6:4) ปัญหาที่ไร้สาระ             "เทพนิยายและลำดับวงศ์วานที่ไม่รู้จบ" (1 ทธ 1:4) “เทพนิยายแบบยิว” (ทต 1:14) “ข้อถกเถียงเรื่องธรรมบัญญัติ” (ทต 3:9) และการบำเพ็ญพรตต่าง ๆ (1 ทธ 4:3) น่าจะเป็นแนวความคิดแบบกรีกที่พยายามรวบรวมความคิดทุกอย่างเข้ากับลัทธิยิว ดังที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ที่เมืองโคโลสี

5. จดหมายถึงชาวฮีบรู : ค.ศ. 70-80

5. จดหมายถึงชาวฮีบรู : ค.ศ. 70-80

          ปัญหาที่ว่าใครเป็นผู้เขียนจดหมายถึงคริสตชนชาวยิวเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่สมัยแรก แต่ก็ยังไม่เหมือนกับปัญหาว่าใครเป็นผู้เขียนจดหมายเกี่ยวกับงานอภิบาล จดหมายฉบับนี้อยู่ในสารบบพระคัมภีร์หรือไม่นั้นไม่เป็นปัญหามากนัก แต่จนถึงปลายศตวรรษที่สี่ พระศาสนจักรตะวันตกไม่ยอมรับว่าเปาโลเป็นผู้เขียนและพระศาสนจักรตะวันออกแม้จะยอมรับว่าเปาโลเป็นผู้เขียนแต่ก็ยังมีข้อข้องใจหลายประการด้านวรรณกรรม (เคลเมนต์แห่งอเล็กซานเดรีย โอริเจน) ศัพท์ที่ใช้รวมทั้งลีลาการเขียนมีความเรียบง่ายและมีลักษณะที่ไม่เหมือนกับของเปาโลมาก วิธีอ้างและใช้พันธสัญญาเดิมก็แตกต่างไปจากวิธีการของเปาโล ไม่มีคำทักทายและคำขึ้นต้นตามแบบที่เปาโลเคยใช้ และแม้ว่าหลักคำสอนจะคล้ายกับคำสอนของเปาโล แต่ก็เป็นคำสอนใหม่จนคิดว่าเป็นของเปาโลได้ยาก นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เปาโลไม่ใช่ผู้เขียนในความหมายเดียวกันกับที่ท่านเป็นผู้เขียนจดหมายฉบับอื่น ๆ แต่เปาโลก็ยังมีอิทธิพลทางอ้อมมากพอสมควรที่จะทำให้จดหมายฉบับนี้ถูกรวมเข้าไว้ในจดหมายของเปาโลมาตั้งแต่สมัยแรก

          ไม่มีความเห็นตรงกันในเรื่องที่ว่าใครเป็นผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ มีผู้เสนอชื่อบารนาบัส สิลาส อาริสติโอนและคนอื่นอีกบางคน บางทีบุคคลที่น่าเป็นไปได้ที่สุดน่าจะเป็นอปอลโล ชาวยิวจากเมืองอเล็กซานเดรียที่ลูกายกย่องว่าเป็นผู้มีวาทศิลป์ มีความกระตือรือร้นในงานธรรมทูตและความรอบรู้พระคัมภีร์ (กจ 18:24-28) คุณสมบัติดังกล่าวแสดงออกในจดหมายอย่างชัดเจน นอกจากนั้นภาษาและความคิดในจดหมายคล้ายคลึงกับภาษาและความคิดของฟิโลมาก สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมที่ เมืองอเล็กซานเดรีย เนื้อหาของจดหมายที่เขียนขึ้นด้วยวาทศิลป์อย่างน่าฟังมีพื้นฐานอยู่บนพันธสัญญาเดิมทั้งสิ้น

          ไม่เป็นที่แน่นอนว่า จดหมายนี้เขียนที่ไหน เขียนเมื่อไร และเขียนถึงใคร แต่ดูเหมือนว่าผู้เขียนจะเขียนจากคาบสมุทรอิตาลี (13:24) และเขาเขียนราวกับว่า      พระวิหารยังเปิดใช้อยู่ (8:4ฯ) โดยเตือนผู้อ่านอย่าให้หันกลับไปนมัสการที่นั่นอีก เมื่อเขาเน้นถึงลักษณะชั่วคราวของคารวกิจแบบโมเสส เขาไม่กล่าวถึงการทำลาย     พระวิหารเลย การกล่าวถึงการทำลายพระวิหารน่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด ทำให้คิดว่าจดหมายนี้น่าจะเขียนขึ้นก่อนปี ค.ศ. 70 อีกด้านหนึ่งเขาใช้จดหมายของ   เปาโลที่เขียนเมื่อถูกจองจำอย่างแน่นอน และดังนั้นจึงน่าจะเขียนขึ้นหลังปี ค.ศ. 63 ถ้าวิกฤตการณ์ที่อยู่เบื้องหลังการที่ผู้เขียนขอร้องอย่างแข็งขันให้มีความเชื่ออย่างไม่หวั่นไหว (10:25) คือการคุกคามระยะแรกของสงครามยิว จดหมายนี้น่าจะเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 67

          ชื่อจดหมาย "ถึงชาวฮีบรู" มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่สอง และต้องจัดว่าเป็นชื่อที่เลือกได้อย่างเหมาะสม จดหมายฉบับนี้สมมติอย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่ผู้อ่านคุ้นเคยกับพันธสัญญาเดิมเป็นอย่างดี แต่ยังเป็นคริสตชนชาวยิวอีกด้วย บางทีอาจเป็นถึงสมณะชาวยิว (เทียบ กจ 6:7) โดยสรุปจากการเน้นถึงคารวกิจและจารีตพิธีต่าง ๆ ในจดหมาย เมื่อคนเหล่านั้นกลับใจเป็นคริสตชนแล้ว คงออกจากกรุงเยรูซาเล็มไปหลบภัยอยู่ตามเมืองชายฝั่งเช่นเมืองซีซารียาหรือเมืองอันทิโอก พวกเขารู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนและคิดเสียดายที่ต้องละทิ้งพิธีกรรมที่สง่างามใน พระวิหาร และบทบาทที่พวกเขามีในพิธีกรรมเหล่านั้น ความเชื่อใหม่ของพวกเขายังไม่เข้มแข็ง และเขาเหล่านั้นยังไม่ได้เข้าใจความเชื่อนี้อย่างถูกต้อง การเบียดเบียนทำให้พวกเขาท้อแท้ และมีแนวโน้มที่จะกลับไปถือลัทธิยิวตามเดิมอีก

          จดหมายฉบับนี้เขียนถึงพวกเขาเพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น (10:19-39) ผู้เขียนแสดงให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เห็นชีวิตคริสตชนเป็นเสมือนการอพยพ เป็นการเดินทางไปสู่สถานที่พักผ่อน คือสวรรค์ ดินแดนแห่งพระสัญญา การอพยพครั้งนี้ไม่มีโมเสสเป็นผู้นำ แต่มีพระคริสตเจ้า ผู้นำที่สูงส่งกว่าอย่างเปรียบเทียบมิได้ (3:1-6) พวกเขาได้รับแสงสว่างแห่งความเชื่อและความหวังอันเดียวกันกับที่ได้นำบรรพบุรุษในการอพยพครั้งก่อน และที่ได้ส่องสว่างบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในอดีต (3:7-4:11; 11) พระคริสตเจ้าทรงมาแทนที่สมณภาพแบบเก่า และทรงเป็นสมณะเหมือนกับ    เมลคีเซเดก พระองค์ทรงสูงส่งกว่าอาโรน (4:14-5:10; 7) การถวายบูชาเพียงครั้งเดียวที่มีประสิทธิภาพของพระคริสตเจ้าเองเข้ามาทดแทนการถวายบูชามากมายแต่ไร้ผลในคารวกิจของตระกูลเลวี (8:1-10:18) เพื่อพิสูจน์ความจริงข้อนี้ ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า พระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรับเอากายมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในฐานะผู้นำและสมณะทรงอยู่สูงกว่าทูตสวรรค์ทั้งหมดและทรงเป็นผู้ปกครอง   สรรพสิ่ง (บทที่ 1-2)

          จดหมายฉบับนี้ มีความคิดทางเทววิทยาและข้อความอธิบายพระคัมภีร์สลับกับข้อความที่เป็นคำเตือนใจ แต่ความคิดหลักของจดหมายเองถูกสานเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อนตามแบบของชาวตะวันออก ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านชาวตะวันตกสมัยใหม่บางคนรู้สึกสับสนทั้งในลำดับความคิดและวิธีอ้างใช้พระคัมภีร์ จดหมายถึงชาวฮีบรูจึงเป็นเอกสารที่อธิบายอย่างดีที่สุดเรื่องรูปแบบวิทยา (Typology) โดยแสดงให้เห็นว่า  คริสตชนยุคเริ่มต้นคิดอย่างไรถึงความกลมกลืนระหว่างพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ และเข้าใจอย่างไรเรื่องงานกอบกู้ของพระคริสตเจ้าในแผนการความรอดพ้นทั้งหมดของพระเจ้า ลักษณะดังกล่าวนี้และความหยั่งรู้ลึกซึ้งถึงข้อความเชื่อหลักของคริสตชนรวมกันทำให้เอกสารนิรนามฉบับนี้เป็นหนังสือสำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของพันธสัญญาใหม่

ค้นหาข้อความภาษาไทย

บทภาวนาปีพระวาจา

บทภาวนาปีพระวาจา

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation

Friends of the Catholic Biblical Federation biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย