Get Adobe Flash player

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

  • ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน
    23 มีนาคม 2019 วันเสาร์ สัปดาห์ 2 เทศกาลมหาพรต เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน เรื่องอุปมาที่พระเยซูเจ้าทรงเล่าในพระวรสารวันนี้ ให้บทสอนที่ชัดเจน 2 ประการคือ แน่นอนที่สุดที่พระเจ้าจะทรงเมตตาและประทานอภัยแก่เราเสมอ เมื่อฉันเป็นทุกข์เสียใจในความผิดพลาดของตนและหันกลับมาหาพระองค์...

บทรำพึงพระวาจาประจำวัน

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2018
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
บทอ่านจากหนังสือพงศาวดาร ฉบับที่สอง (2 พศด 36:14-16,19-23)                             
       บรรดาหัวหน้าชาวยูดาห์ สมณะ และประชากรทำบาปมากยิ่งๆ ขึ้นตามแบบอย่างความชั่วร้ายของบรรดาชนต่างชาติ ทำให้พระวิหารที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ศักดิ์สิทธิ์เป็นของพระองค์ที่กรุงเยรูซาเล็มนั้นเป็นมลทิน องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของบรรพบุรุษทรงส่งผู้ถือสารของพระองค์มาเตือนเขาทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง

เพราะทรงพระเมตตาต่อประชากรและต่อที่ประทับของพระองค์ แต่เขาเหล่านั้นเยาะเย้ยผู้ถือสารของพระเจ้า ดูหมิ่นพระวาจา และหัวเราะเยาะบรรดาประกาศก จนกระทั่งองค์พระผู้เป็นเจ้ากริ้วประชากรของพระองค์อย่างยิ่ง ไม่มีทางแก้ไข พระองค์ทรงเผาพระวิหารของพระเจ้า ทรงทำลายกำแพงกรุงเยรูซาเล็ม จุดไฟเผาอาคารบ้านเรือนทั้งหมด และทำลายสิ่งของที่มีค่าทั้งหลาย พระองค์ทรงกวาดต้อนทุกคนที่รอดชีวิตไม่ถูกฆ่าไปเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลน เขาเหล่านี้ได้เป็นทาสรับใช้พระองค์และราชวงศ์จนกระทั่งอาณาจักรเปอร์เซียขึ้นมีอำนาจปกครองแทน และดังนี้พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ประกาศกเยเรมีย์ประกาศไว้จึงเป็นความจริงว่า แผ่นดินจะร้างอยู่เป็นเวลาเจ็ดสิบปีเพื่อชดเชยการหยุดพักในปีที่เจ็ดที่เขาไม่ได้ปฏิบัติมาหลายครั้ง

ปีแรกในรัชกาลกษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซีย องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้พระวาจาที่ตรัสโดยประกาศกเยเรมีย์เป็นความจริง จึงทรงดลใจกษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซียให้ทรงประกาศไปทั่วพระราชอาณาจักร และมีพระราชสาสน์เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยว่า “กษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซียตรัสว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าแห่งสวรรค์ได้ประทานอาณาจักรทั้งหลายบนแผ่นดินแก่เรา และพระองค์ทรงบัญชาให้เราสร้างพระวิหารถวายพระองค์ที่กรุงเยรูซาเล็มในแคว้นยูดาห์ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับทุกคนที่เป็นประชากรของพระองค์ และให้เขากลับขึ้นไปเถิด’”

เพลงสดุดี สดด 137:1-2,3-4,5-6
ก) พวกเรานั่งและร่ำไห้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งบาบิโลน
และระลึกถึงศิโยน
พวกเราแขวนพิณใหญ่ของเรา
ไว้บนต้นหลิวในแผ่นดินนั้น
ข) ที่นั่น ผู้กวาดต้อนเรามายังถิ่นเนรเทศชวนเราให้ร้องเพลง
ผู้กดขี่เรา สั่งเราให้ร้องเพลงยินดี
พูดว่า "จงร้องเพลงแห่งศิโยนให้เราฟังเถิด"
พวกเราจะร้องเพลงขององค์พระผู้เป็นเจ้า
บนผืนดินของชนต่างด้าวได้อย่างไร
ค) กรุงเยรูซาเล็มเอ๋ย ถ้าข้าลืมเจ้า
ก็ขอให้มือขวาของข้าจงลีบเถิด
ลิ้นของข้าจงติดเพดานปาก
หากข้าไม่ระลึกถึงเจ้า
หากข้าไม่คิดว่ากรุงเยรูซาเล็ม
เป็นความยินดีสูงสุดของข้า

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวเอเฟซัส ( อฟ 2:4-10 )
พี่น้อง พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงสำแดงความรักยิ่งใหญ่ต่อเรา เมื่อเราตายไปแล้วเพราะการล่วงละเมิด พระองค์ก็ทรงบันดาลให้เรากลับมีชีวิตกับพระคริสตเจ้า ท่านได้รับความรอดพ้นก็เพราะพระหรรษทาน พระเจ้าโปรดให้เรากลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเยซู โปรดให้เรามีที่นั่งในสวรรค์พร้อมกับพระคริสตเจ้า เพื่อจะทรงแสดงพระหรรษทานอุดมเหลือล้นของพระองค์แก่มนุษย์ทุกยุคสมัยในอนาคต โดยทรงพระกรุณาต่อเราในพระคริสตเยซู ท่านได้รับความรอดพ้นเพราะพระหรรษทานอาศัยความเชื่อ ความรอดพ้นนี้มิได้มาจากท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า มิได้มาจากการกระทำใดๆ ของท่าน เพื่อมิให้ใครโอ้อวดตนได้ เราเป็นผลงานของพระองค์ ถูกสร้างมาในพระคริสตเยซูเพื่อให้ประกอบกิจการดี ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าให้เราปฏิบัติ

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญยอห์น ( ยน 3:14-21 )
เวลานั้น พระเยซูตรัสกับนิโคเดมัสว่า “โมเสสยกรูปงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรแห่งมนุษย์ก็จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก จึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร เพราะพระเจ้าทรงส่งพระบุตรมาในโลกนี้ มิใช่เพื่อตัดสินลงโทษโลก แต่เพื่อโลกจะได้รับความรอดพ้นเดชะพระบุตรนั้น ผู้ที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่ถูกตัดสินลงโทษ แต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ถูกตัดสินลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้มีความเชื่อในพระนามของพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้า ประเด็นของการตัดสินลงโทษก็คือ ความสว่างเข้ามาในโลกนี้แล้ว แต่มนุษย์รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะการกระทำของเขานั้นชั่วร้าย ทุกคนที่ทำความชั่วย่อมเกลียดความสว่างและไม่เข้าใกล้ความสว่าง เกรงว่าการกระทำของตนจะปรากฏชัดแจ้ง แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามความจริง ย่อมเข้าใกล้ความสว่าง เพื่อให้เห็นชัดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นได้ทำโดยพึ่งพระเจ้า”